18/09/2026
EP.190
หลอกให้รัก แต่จับได้ว่าสมรสแล้ว เงินสินสอด 5 แสน ต้องคืนไหม?
กลายเป็นประเด็นดราม่าที่ทำให้ใครหลาย ๆ คนที่ได้ฟังบทสัมภาษณ์แล้วต้องปวดหัวไปตามๆ กัน เมื่อ อบต. หนุ่มสายเปย์ทุ่มเงินกว่า 5 แสนบาท เป็นค่าหมั้นหมาย หวังจะสร้างอนาคตกับ #ครูน้ำ แต่สุดท้ายกลับมาพบความจริงว่าฝ่ายหญิงมีสามีจดทะเบียนสมรสอยู่แล้ว และยังแอบไปจดทะเบียนหย่าหลังความจริงเริ่มปรากฎ พอฝ่ายชายขอเงินคืน ฝ่ายหญิงกลับอ้างว่า ขอคืนแค่ครึ่งเดียว เพราะหนูก็เสียหาย เสียตัว ศักดิ์ศรีอยู่ในสังคมไม่ได้แล้ว ในมุมมองของกฎหมาย เรื่องนี้มีประเด็นอะไรน่าสนใจบ้าง? แล้วในความเป็นจริง หากเสียตัวแล้ว ไม่คืนสินสอดได้จริงหรือไม่? วันนี้ AP LAW จะชวนคุณผู้อ่านมาวิเคราะห์ทีละประเด็นพร้อมข้อกฎหมาย
สัญญาหมั้นเป็นโมฆะ ตั้งแต่แรกหรือไม่?
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การหมั้นจะสมบูรณ์ได้ ทั้งสองฝ่ายต้องมีสถานะโสด พร้อมที่จะแต่งงานกัน แต่กรณีนี้ฝ่ายหญิงมีคู่สมรสและจดทะเบียนสมรสอยู่แล้ว ในขณะที่รับเงินหมั้น
ข้อคิดทางกฎหมาย การทำสัญญาหมั้นขณะที่มีสามีอยู่แล้ว ถือเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชนอย่างร้ายแรง สัญญาหมั้นนี้จึงตกเป็นโมฆะมาตั้งแต่ต้น
เมื่อเป็นโมฆะ ก็เหมือนไม่เคยเกิดสัญญาหมั้นขึ้น เงินและทองคำทั้งหมดจึงตกเป็นลาภมิควรได้ที่ฝ่ายหญิงต้องคืนให้ฝ่ายชายเต็มจำนวน
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง?
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 150 บัญญัติว่า “การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ”
“
ป.พ.พ. มาตรา 406 บัญญัติว่า “บุคคลใดได้มาซึ่งทรัพย์สิ่งใดเพราะการที่บุคคลอีกคนหนึ่งกระทำเพื่อชำระหนี้ก็ดี หรือได้มาด้วยประการอื่นก็ดี โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้บุคคลอีกคนหนึ่งนั้นเสียเปรียบไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นจำต้องคืนทรัพย์ให้แก่เขา อนึ่ง การรับสภาพหนี้สินว่ามีอยู่หรือหาไม่นั้น ท่านก็ให้ถือว่าเป็นการกระทำเพื่อชำระหนี้ด้วย”
2. อ้างว่าเสียตัว/เสียศักดิ์ศรีแล้ว ยึดเงินไว้ครึ่งหนึ่งได้ไหม?
หลายคนชอบเข้าใจผิดว่า เมื่อทั้งสองฝ่ายได้เสียกันแล้ว ฝ่ายหญิงมีสิทธิยึดเงินหมั้นไว้เป็นค่าเสียหายได้หรือไม่
ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ป.พ.พ. มาตรา 1442 บัญญัติว่า ในกรณีมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่ผู้รับหมั้นทำให้ผู้หมั้นไม่สมควรสมรสกับผู้รับหมั้นนั้น ผู้หมั้นมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้และให้ผู้รับหมั้นคืนของหมั้นแก่ผู้หมั้น”
และมาตรา 1444 บัญญัติว่า “ถ้าเหตุอันทำให้คู่หมั้นบอกเลิกสัญญาหมั้นเป็นเพราะการกระทำชั่วอย่างร้ายแรงของคู่หมั้นอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งได้กระทำภายหลังการหมั้น คู่หมั้นผู้กระทำชั่วอย่างร้ายแรงนั้นต้องรับผิดใช้ค่าทดแทนแก่คู่หมั้นผู้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นเสมือนเป็นผู้ผิดสัญญาหมั้น”
กล่าวคือ กรณีที่ฝ่ายหญิงจะยึดเงินหมั้นได้ ก็ต่อเมื่อฝ่ายชายเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้นโดยไม่มีเหตุอันสมควร เท่านั้น แต่กรณีนี้ เหตุที่แต่งงานกันไม่ได้ เกิดจากการที่ฝ่ายหญิงปกปิดเรื่องมีสามีอยู่แล้ว การยินยอมมีความสัมพันธ์กันจึงเกิดจากการปกปิดข้อเท็จจริง ฝ่ายหญิงจึงไม่มีสิทธิยกเรื่องการเสียตัวมาอ้างเพื่อหักเงินหมั้นไว้ได้แม้แต่บาทเดียว
เรื่องนี้เข้าข่ายคดีอาญาข้อหาอะไรได้บ้าง?
นอกจากคดีแพ่งที่ต้องคืนเงินแล้ว พฤติกรรมแบบนี้ยังเสี่ยงถูกฟ้องเป็นคดีอาญา ในข้อหาฉ้อโกง ตาม ป.อ. มาตรา 341 เนื่องจากเข้าข่ายปกปิดข้อเท็จจริงเรื่องมีสามี และหลอกลวงเรื่องสถานะ เพื่อให้ได้ไปซึ่งเงินสินสอดอีกด้วย
นอกจากนี้ยังมีข้อหาแต่งเครื่องแบบโดยไม่มีสิทธิ ตาม ป.อ. มาตรา 146 หากมีการนำภาพสวมชุดข้าราชการไปใช้เพื่อทำให้ผู้อื่นเชื่อว่าตนมีตำแหน่งหรือสิทธิในการสวมใส่
กล่าวโดยสรุป โกหกตั้งแต่เริ่มต้น สัญญาก็เป็นโมฆะตั้งแต่แรก การปกปิดว่ามีสามีแล้วมาขอรับเงินหมั้น กฎหมายไม่คุ้มครองครับ สัญญาหมั้นตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ทรัพย์สินทั้งหมดถือเป็นลาภมิควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406 ที่ต้องส่งคืนเต็มจำนวน ส่วนอ้างเรื่องเสียตัวไม่สามารถนำมาหักลบล้างความผิดได้ แถมฝ่ายชายยังสามารถดำเนินคดีอาญาข้อหาฉ้อโกง (ป.อ. 341) และยักยอกทรัพย์ (ป.อ. 352) ได้อีกด้วย งานนี้บอกเลยว่าน่าจะไม่ได้จบกันง่าย
#ครูน้ำ #สินสอด #อบต #กฎหมาย #ทนายความ #ที่ปรึกษากฎหมาย
-------------------------------------------
บทความโดย
พลเชฏฐ์ พันธุ์โพธิ์
ทนายความ
น.บ. (ธรรมศาสตร์)