AP Law Office Co., Ltd.

AP Law Office Co., Ltd. We, AP Law Office Co., Ltd., are the professional lawfirm in Thailand.

  EP.190หลอกให้รัก แต่จับได้ว่าสมรสแล้ว เงินสินสอด 5 แสน ต้องคืนไหม?กลายเป็นประเด็นดราม่าที่ทำให้ใครหลาย ๆ คนที่ได้ฟังบท...
18/09/2026

EP.190
หลอกให้รัก แต่จับได้ว่าสมรสแล้ว เงินสินสอด 5 แสน ต้องคืนไหม?

กลายเป็นประเด็นดราม่าที่ทำให้ใครหลาย ๆ คนที่ได้ฟังบทสัมภาษณ์แล้วต้องปวดหัวไปตามๆ กัน เมื่อ อบต. หนุ่มสายเปย์ทุ่มเงินกว่า 5 แสนบาท เป็นค่าหมั้นหมาย หวังจะสร้างอนาคตกับ #ครูน้ำ แต่สุดท้ายกลับมาพบความจริงว่าฝ่ายหญิงมีสามีจดทะเบียนสมรสอยู่แล้ว และยังแอบไปจดทะเบียนหย่าหลังความจริงเริ่มปรากฎ พอฝ่ายชายขอเงินคืน ฝ่ายหญิงกลับอ้างว่า ขอคืนแค่ครึ่งเดียว เพราะหนูก็เสียหาย เสียตัว ศักดิ์ศรีอยู่ในสังคมไม่ได้แล้ว ในมุมมองของกฎหมาย เรื่องนี้มีประเด็นอะไรน่าสนใจบ้าง? แล้วในความเป็นจริง หากเสียตัวแล้ว ไม่คืนสินสอดได้จริงหรือไม่? วันนี้ AP LAW จะชวนคุณผู้อ่านมาวิเคราะห์ทีละประเด็นพร้อมข้อกฎหมาย
สัญญาหมั้นเป็นโมฆะ ตั้งแต่แรกหรือไม่?
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การหมั้นจะสมบูรณ์ได้ ทั้งสองฝ่ายต้องมีสถานะโสด พร้อมที่จะแต่งงานกัน แต่กรณีนี้ฝ่ายหญิงมีคู่สมรสและจดทะเบียนสมรสอยู่แล้ว ในขณะที่รับเงินหมั้น
ข้อคิดทางกฎหมาย การทำสัญญาหมั้นขณะที่มีสามีอยู่แล้ว ถือเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชนอย่างร้ายแรง สัญญาหมั้นนี้จึงตกเป็นโมฆะมาตั้งแต่ต้น
เมื่อเป็นโมฆะ ก็เหมือนไม่เคยเกิดสัญญาหมั้นขึ้น เงินและทองคำทั้งหมดจึงตกเป็นลาภมิควรได้ที่ฝ่ายหญิงต้องคืนให้ฝ่ายชายเต็มจำนวน
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง?
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 150 บัญญัติว่า “การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ”
“
ป.พ.พ. มาตรา 406 บัญญัติว่า “บุคคลใดได้มาซึ่งทรัพย์สิ่งใดเพราะการที่บุคคลอีกคนหนึ่งกระทำเพื่อชำระหนี้ก็ดี หรือได้มาด้วยประการอื่นก็ดี โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้บุคคลอีกคนหนึ่งนั้นเสียเปรียบไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นจำต้องคืนทรัพย์ให้แก่เขา อนึ่ง การรับสภาพหนี้สินว่ามีอยู่หรือหาไม่นั้น ท่านก็ให้ถือว่าเป็นการกระทำเพื่อชำระหนี้ด้วย”
2. อ้างว่าเสียตัว/เสียศักดิ์ศรีแล้ว ยึดเงินไว้ครึ่งหนึ่งได้ไหม?
หลายคนชอบเข้าใจผิดว่า เมื่อทั้งสองฝ่ายได้เสียกันแล้ว ฝ่ายหญิงมีสิทธิยึดเงินหมั้นไว้เป็นค่าเสียหายได้หรือไม่
ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ป.พ.พ. มาตรา 1442 บัญญัติว่า ในกรณีมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่ผู้รับหมั้นทำให้ผู้หมั้นไม่สมควรสมรสกับผู้รับหมั้นนั้น ผู้หมั้นมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้และให้ผู้รับหมั้นคืนของหมั้นแก่ผู้หมั้น”
และมาตรา 1444 บัญญัติว่า “ถ้าเหตุอันทำให้คู่หมั้นบอกเลิกสัญญาหมั้นเป็นเพราะการกระทำชั่วอย่างร้ายแรงของคู่หมั้นอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งได้กระทำภายหลังการหมั้น คู่หมั้นผู้กระทำชั่วอย่างร้ายแรงนั้นต้องรับผิดใช้ค่าทดแทนแก่คู่หมั้นผู้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นเสมือนเป็นผู้ผิดสัญญาหมั้น”
กล่าวคือ กรณีที่ฝ่ายหญิงจะยึดเงินหมั้นได้ ก็ต่อเมื่อฝ่ายชายเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้นโดยไม่มีเหตุอันสมควร เท่านั้น แต่กรณีนี้ เหตุที่แต่งงานกันไม่ได้ เกิดจากการที่ฝ่ายหญิงปกปิดเรื่องมีสามีอยู่แล้ว การยินยอมมีความสัมพันธ์กันจึงเกิดจากการปกปิดข้อเท็จจริง ฝ่ายหญิงจึงไม่มีสิทธิยกเรื่องการเสียตัวมาอ้างเพื่อหักเงินหมั้นไว้ได้แม้แต่บาทเดียว
เรื่องนี้เข้าข่ายคดีอาญาข้อหาอะไรได้บ้าง?
นอกจากคดีแพ่งที่ต้องคืนเงินแล้ว พฤติกรรมแบบนี้ยังเสี่ยงถูกฟ้องเป็นคดีอาญา ในข้อหาฉ้อโกง ตาม ป.อ. มาตรา 341 เนื่องจากเข้าข่ายปกปิดข้อเท็จจริงเรื่องมีสามี และหลอกลวงเรื่องสถานะ เพื่อให้ได้ไปซึ่งเงินสินสอดอีกด้วย
นอกจากนี้ยังมีข้อหาแต่งเครื่องแบบโดยไม่มีสิทธิ ตาม ป.อ. มาตรา 146 หากมีการนำภาพสวมชุดข้าราชการไปใช้เพื่อทำให้ผู้อื่นเชื่อว่าตนมีตำแหน่งหรือสิทธิในการสวมใส่
กล่าวโดยสรุป โกหกตั้งแต่เริ่มต้น สัญญาก็เป็นโมฆะตั้งแต่แรก การปกปิดว่ามีสามีแล้วมาขอรับเงินหมั้น กฎหมายไม่คุ้มครองครับ สัญญาหมั้นตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ทรัพย์สินทั้งหมดถือเป็นลาภมิควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406 ที่ต้องส่งคืนเต็มจำนวน ส่วนอ้างเรื่องเสียตัวไม่สามารถนำมาหักลบล้างความผิดได้ แถมฝ่ายชายยังสามารถดำเนินคดีอาญาข้อหาฉ้อโกง (ป.อ. 341) และยักยอกทรัพย์ (ป.อ. 352) ได้อีกด้วย งานนี้บอกเลยว่าน่าจะไม่ได้จบกันง่าย
#ครูน้ำ #สินสอด #อบต #กฎหมาย #ทนายความ #ที่ปรึกษากฎหมาย

-------------------------------------------
บทความโดย
พลเชฏฐ์ พันธุ์โพธิ์
ทนายความ
น.บ. (ธรรมศาสตร์)

  EP.189การไม่หลีกทางให้แก่รถฉุกเฉิน แค่ปรับ 500 บาท หรือมากกว่านั้น?เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมบนถนนเมืองไทยถึงยังมีข่าว คนข...
11/09/2026

EP.189
การไม่หลีกทางให้แก่รถฉุกเฉิน แค่ปรับ 500 บาท หรือมากกว่านั้น?

เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมบนถนนเมืองไทยถึงยังมีข่าว คนขับรถแช่ขวา หรือ เด็กวัยรุ่นขับขี่กวนรถพยาบาล จนทำให้ผู้ป่วยวิกฤตไปถึงโรงพยาบาลไม่ทัน? ทั้งที่ทุกคนก็รู้ว่าทุกวินาทีคือชีวิต หรือเพราะหลายคนยังคิดว่า “ก็แค่ผิดกฎจราจร โดนปรับไม่กี่ร้อย จะกลัวอะไร?” วันนี้ AP LAW จะชวนมาวิเคราะห์มุมมองกฎหมายที่หลายคนอาจยังไม่รู้ ว่าการขับรถกั๊กรถฉุกเฉิน มันไปไกลได้ถึงขั้นติดคุก เลยหรือไม่
รถฉุกเฉินตามกฎหมายคืออะไร?
"รถฉุกเฉิน" ตามกฎหมาย นั้น พระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 4 (19) บัญญัติไว้ว่า ‘ในพระราชบัญญัตินี้… “รถฉุกเฉิน” หมายความว่า รถดับเพลิงและรถพยาบาลของราชการบริหารส่วนกลาง ราชการบริหารส่วนภูมิภาค และ ราชการบริหารส่วนท้องถิ่น หรือรถอื่นที่ได้รับอนุญาตจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้ใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ หรือให้ใช้เสียงสัญญาณไซเรนหรือเสียงสัญญาณอย่างอื่นตามที่จะกำหนดให้’
มาตรา 75 ในพระราชบัญญัตินี้ยังคงกำหนดถึงสิทธิและหน้าที่ของรถฉุกเฉิน ในการที่จะไม่ต้องปฏิบัติ
ตามกฎหมายบางข้อของพระราชบัญญัตินี้ เพื่อวัตถุประสงค์ในการระงับเหตุด่วนเหตุร้ายที่กำลังเกิดขึ้น แต่
ต้องปฏิบัติตามสมควรและเหมาะสม ระลึกถึงความปลอดภัยอยู่เสมอ
พูดง่าย ๆ แล้วรถฉุกเฉินไม่ได้มีแค่รถพยาบาลของรัฐหรือรถดับเพลิง แต่รวมถึงรถมูลนิธิอย่างป่อเต็กตึ๊ง หรือรถอื่นที่ได้รับอนุญาตจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้ใช้ไฟวับวาบและเสียงไซเรนด้วยสิทธิพิเศษอีกด้วย รถเหล่านี้มีสิทธิข้อยกเว้นไม่ปฏิบัติตามกฎจราจรบางข้อได้ เพื่อเร่งระงับเหตุด่วน โดยต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก
ประชาชนอย่างเราต้องทำอย่างไร เมื่อเจอไซเรน?
ในมาตรา 76 ของพระราชบัญญัติจราจรทางบก ได้มีการกำหนดหน้าที่และสิ่งที่ต้องปฏิบัติตาม ยามเมื่อมีรถฉุกเฉินวิ่งอยู่บนท้องถนน โดยมีเนื้อหาว่าให้หลบ หลีก หรือหยุด ให้ชิดกับขอบทางหรือเส้นทางจราจรทางด้านซ้ายให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่รถฉุกเฉินได้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น เมื่อเห็นรถฉุกเฉินเปิดไฟหรือส่งสัญญาณเสียง ผู้ขับขี่ต้อง "หลบ หลีก หรือหยุด ให้ชิดขอบทางด้านซ้ายมากที่สุดเท่าที่จะทำได้" ไม่ใช่แค่ชะลอ หรือแช่ขวาต่อแล้วลุ้นให้เขาแซงไปเอง
หากไม่หลบให้รถฉุกเฉินโทษหนักแค่ไหน?
ความรับผิดแบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่
1. กระทงแรก (ผิดจราจรโดยตรง) กล่าวคือ ไม่หลีกทางให้รถฉุกเฉิน ผิด พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 76 มีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท (มาตรา 148)
2. กระทงสอง (ผลกระทบที่ตามมา) หากการไม่หลบนั้น ทำให้รถพยาบาลไปล่าช้า จนผู้ป่วยอาการหนักขึ้นหรือ "เสียชีวิต" บาปบริสุทธิ์นี้จะกลายเป็นคดีอาญาขึ้นมาได้ ในลักษณะการกระทำข้อหากฎหมายอาญาโทษความรับผิดไม่มีเจตนา/ประมาท (ขับเผลอ ไม่ทันมอง) มาตรา 291 (ทำคนอื่นตายโดยประมาท) มาตรา 300 (ทำคนอื่นบาดเจ็บสาหัส) เสียชีวิต จำคุกไม่เกิน 10 ปี หากบาดเจ็บสาหัส จำคุกไม่เกิน 3 ปีจงใจ/คึกคะนอง (ตั้งใจขับแช่ แกล้งไม่หลบ) รวมไปถึงมาตรา 288 (ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา) ซึ่งมีโทษประหารชีวิต, จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุก 15–20 ปี
ดังนั้นแล้ว คุณผู้อ่านเห็นหรือไม่ว่าการไม่หลบให้รถฉุกเฉินนั้น สามารถพลิกชีวิตคุณจากปรับ 500 บาท ไปเป็นการฆาตกรรมผู้อานได้เลย น้ำใจบนท้องถนนบางครั้งไม่ใช่แค่เรื่องของมารยาทเท่านั้น แต่นั่นอาจหมายถึงเส้นแบ่งความเป็นความตายของผู้อื่น ครั้งหน้าถ้าได้ยินเสียงไซเรนอยู่ข้างหลัง ก็ช่วยกันหลบซ้ายไว้ เพราะชีวิตที่อยู่บนรถคันนั้น อาจเป็นคนในครอบครัวของใครบางคน หรือแม้แต่คนรู้จักของเราเองก็ได้
#รถฉุกเฉิน #พรบจราจร #กฎหมาย #ทนายความ #ที่ปรึกษากฎหมาย

-------------------------------------------
บทความโดย
นางสาวปรวิศา ปิ่นจอม
น.บ. (มหาวิทยาลัยขอนแก่น)

  EP.188แจ้งเท็จว่าโฉนดหาย เพื่อขอออกใบแทนแล้วนำไปขายต่อ มีความผิดอย่างไร ?ประเด็นข้อกฎหมายที่น่าสนใจ เกี่ยวกับกรณีซื้อข...
04/09/2026

EP.188

แจ้งเท็จว่าโฉนดหาย เพื่อขอออกใบแทนแล้วนำไปขายต่อ มีความผิดอย่างไร ?

ประเด็นข้อกฎหมายที่น่าสนใจ เกี่ยวกับกรณีซื้อขายที่ดินที่ผู้ซื้อยังชำระราคาไม่ครบ โดยโฉนดตัวจริงยังอยู่กับผู้ขาย แต่ผู้ซื้อกลับไปแจ้งความว่า “โฉนดหาย” เพื่อขอออกใบแทน แล้วนำใบแทนดังกล่าวไปจำนองหรือขายต่อให้บุคคลอื่น อาจไม่ได้เป็นเพียงข้อพิพาทเรื่องการซื้อขายที่ดิน แต่ยังอาจนำไปสู่ ความผิดทางอาญาเกี่ยวกับเอกสาร ได้อีกด้วย วันนี้ AP LAW OFFICE ชวนมาวิเคราะห์พร้อมชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจกัน
1. แจ้งโฉนดหายทั้งที่รู้ว่าไม่ได้หาย ผิดอะไร?
พฤติการณ์ดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 กรณีแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน เพื่อให้จดข้อความนั้นลงในเอกสารราชการหรือเอกสารมหาชน และ มาตรา 268 กรณีนำเอกสารอันเกิดจากความผิดดังกล่าวไปใช้หรืออ้าง
ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า โฉนดหายจริงหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาถึง เจตนาของผู้แจ้งและวัตถุประสงค์ในการขอออกใบแทน ด้วย
2. พฤติการณ์จะกลายเป็นความผิดได้อย่างไร?
โดยทั่วไปอาจพิจารณาเป็นลำดับดังนี้
2.1 การแจ้งความเท็จ หากปราฏว่า ผู้ซื้อรู้อยู่แล้วว่าโฉนดไม่ได้สูญหาย แต่ยังไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวนว่าโฉนดหาย เพื่อนำหลักฐานดังกล่าวไปใช้ในการขอออกใบแทน
2.2 การแจ้งข้อความเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เมื่อผู้ซื้อยื่นคำขอออกใบแทนโฉนดโดยยืนยันว่าโฉนดสูญหาย ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าโฉนดตัวจริงอยู่กับผู้ขาย ย่อมเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน เพื่อให้มีการบันทึกข้อความดังกล่าวลงในเอกสารราชการ อันอาจเข้าข่ายมาตรา 267
2.3 การนำใบแทนไปใช้ หากเมื่อได้รับใบแทนโฉนดแล้ว ผู้ซื้อกลับนำไปจำนอง โอน หรือขายให้บุคคลอื่น การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายการใช้เอกสารอันเกิดจากความผิดตามมาตรา 268 และหากผู้แจ้งเท็จเป็นผู้ใช้เอกสารนั้นเอง กฎหมายกำหนดให้ลงโทษตามมาตรา 268 แต่เพียงกระทงเดียว
3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจกับเรื่องนี้มีข้อเท็จจริงอย่างไร?
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 914/2569 ปัญหาว่าผู้เสียหายจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 หรือไม่นั้น ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวจะต้องเป็นการชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่พนักงานอัยการฟ้องร้อง ผู้เสียหายจะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่ไม่ได้ถูกฟ้องไม่ได้ เมื่อได้ความว่าจำเลยได้นำหลักฐานการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดินโดยที่จำเลยยังชำระราคาที่ดินแก่ผู้ตายยังไม่ครบถ้วนแล้วนำที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ไปขายให้บุคคลอื่น ทำให้สิทธิของผู้ตายเกี่ยวกับการมีกรรมสิทธิ์ต้องถูกเปลี่ยนแปลงหรือกระทบกระเทือนในทางที่ทำให้สิทธิที่มีอยู่สิ้นไปหรือลดน้อยถอยลงจากการกระทำความผิดของจำเลยทำให้ผู้ตายได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สิน ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายจึงมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยในคดีนี้
กล่าวโดยสรุป คดีนี้ จำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ ราคา 6,000,000 บาท แต่ชำระเงินไปเพียง 1,000,000 บาท และยังค้างชำระอีก 4,800,000 บาท แม้โฉนดจะออกเป็นชื่อจำเลยแล้ว แต่โฉนดตัวจริงยังอยู่กับผู้ขายเพื่อรอการชำระเงินส่วนที่เหลือ จำเลยรู้อยู่แล้วว่าโฉนดไม่ได้สูญหาย แต่กลับไปแจ้งความว่าโฉนดหาย แล้วนำหลักฐานดังกล่าวไปยื่นต่อเจ้าพนักงานที่ดิน พร้อมให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จเพื่อขอออกใบแทนโฉนด เมื่อได้รับใบแทนแล้ว จำเลยยังนำที่ดินไป จำนอง ไถ่ถอน และโอนขายให้บุคคลอื่นศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยรู้อยู่แล้วว่าโฉนดตัวจริงอยู่กับผู้ขายและตนยังชำระราคาไม่ครบ การแจ้งว่าโฉนดสูญหายจึงเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อให้ได้ใบแทนโฉนดมา การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 ประกอบมาตรา 268 วรรคสอง
4. ทำไมศาลจึง “ไม่รอการลงโทษ”?
เหตุที่ศาลศาลพิพากษาจำคุก 6 เดือน และลดโทษหนึ่งในสามตามมาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ นั้น มีประเด็นที่น่าสนใจคือ การกระทำไม่ได้หยุดอยู่เพียงการแจ้งโฉนดหาย แต่จำเลยนำใบแทนที่ได้มาโดยมิชอบไปใช้ในการทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินต่อ ทำให้เกิดความเสียหายต่อทั้งผู้ขายและบุคคลภายนอก และกระทบต่อความน่าเชื่อถือของระบบทะเบียนที่ดิน จึงสะท้อนให้เห็นว่า การแจ้งโฉนดหายโดยทุจริตเพื่อให้ได้ใบแทน ไม่ใช่เรื่องเล็ก โดยเฉพาะเมื่อมีการนำใบแทนไปใช้โอนหรือจำนองต่อ
กล่าวโดยสรุป การซื้อที่ดินโดยยังชำระราคาไม่ครบ ไม่ได้ทำให้ผู้ซื้อมีสิทธิแจ้งว่าโฉนดสูญหาย ทั้งที่รู้ว่าโฉนดตัวจริงยังอยู่กับผู้ขาย หากผู้ซื้อจงใจแจ้งข้อความเท็จต่อเจ้าพนักงานเพื่อออกใบแทน และนำใบแทนดังกล่าวไปใช้ทำนิติกรรมต่อ อาจต้องรับผิดทางอาญาตาม มาตรา 267 และมาตรา 268 และในกรณีที่มีพฤติการณ์ร้ายแรง ศาลอาจ ไม่รอการลงโทษ ได้
ดังนั้น ก่อนทำธุรกรรมเกี่ยวกับโฉนดที่ดิน ควรตรวจสอบทั้ง สิทธิในที่ดิน เอกสารตัวจริง ภาระผูกพัน (เช่น ติดจำนองหรือไม่) และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการชำระราคา ให้ชัดเจน เพราะการใช้วิธีแจ้งโฉนดหาย เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดในการทำธุรกรรม อาจเปลี่ยนจากข้อพิพาททางแพ่งให้กลายเป็น คดีอาญา ได้
#ทนายความ #ที่ดิน #โฉนดหาย #ใบแทนโฉนด #คดีอาญา
บทความโดย
พลเชฏฐ์ พันธุ์โพธิ์
ทนายความ
น.บ. (ธรรมศาสตร์)

  EP.187ใช้ปืนยิงโจรในบ้านของตัวเอง จะมีความผิดหรือไม่ ?ปัญหาข้อกฎหมายใกล้ตัวที่ประชาชนสงสัยกันมากที่สุดในตอนนี้ เพราะหล...
28/08/2026

EP.187

ใช้ปืนยิงโจรในบ้านของตัวเอง จะมีความผิดหรือไม่ ?

ปัญหาข้อกฎหมายใกล้ตัวที่ประชาชนสงสัยกันมากที่สุดในตอนนี้ เพราะหลายคนมักเข้าใจผิดว่า เมื่อมีโจรขึ้นบ้าน เรามีสิทธิยิงได้ทันทีโดยไม่ผิดกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติของศาล การจะพิจารณาว่า ผู้ยิงมีความผิดหรือไม่ นั้น มีหลักเกณฑ์ที่ละเอียดและต้องพิจารณาจากพฤติการณ์เป็นรายกรณีไป วันนี้ทาง AP LAW OFFICE ได้สรุปและเรียบเรียงให้อย่างละเอียด ทั้งตัวบทกฎหมาย ประเด็นวิเคราะห์ และตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจให้คุณผู้อ่านได้ติดตามกัน
1. หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
การพิจารณาความผิดกรณีใช้อาวุธปืนยิงผู้บุกรุกในบ้านตนเอง เกี่ยวข้องกับ ประมวลกฎหมายอาญา (ป.อ.) 2 มาตราหลัก ได้แก่
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 "ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่น ให้พ้นจากภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้กระทำไม่มีความผิด"
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 วรรคแรก "ข้อเท็จจริงใด หากมีอยู่จริงจะทำให้การกระทำไม่เป็นความผิด... แม้ข้อเท็จจริงนั้นจะไม่มีอยู่จริง แต่ผู้กระทำสำคัญผิดว่ามีอยู่จริง ผู้กระทำก็ไม่มีความผิด..."
2. องค์ประกอบทางกฎหมายที่ควรพิจารณา
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ศาลจะพิจารณาว่าการยิงนั้น ไม่เป็นความผิด ได้ ก็ต่อเมื่อเข้าหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
องค์ประกอบที่ 1 มีภยันตรายที่เกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย ซึ่งต้องมีการกระทำที่เป็นการละเมิดกฎหมายเกิดขึ้นจริง เช่น โจรบุกรุกเข้าบ้านยามวิกาล, กำลังงัดประตู, หรือพกอาวุธเข้ามาทำร้ายคนในบ้าน
องค์ประกอบที่ 2 เป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง คำว่า "ใกล้จะถึง" หมายถึง ภยันตรายนั้นเกิดขึ้นแล้ว หรือกำลังจะเกิดขึ้นในวินาทีนั้น ไม่ใช่เหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้ว (เช่น โจรวิ่งหนีไปนอกบ้านแล้วค่อยยิงตาม) หรือเหตุการณ์ที่ยังไม่อยู่ในระยะกระชั้นชิด
องค์ประกอบที่ 3 กระทำไปเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือผู้อื่น กล่าวคือ เป็นการกระทำเพื่อปกป้อง สิทธิในชีวิต ร่างกาย สรีระ หรือทรัพย์สิน ของตนเองหรือคนในครอบครัว
องค์ประกอบที่ 4 ต้องกระทำพอสมควรแก่เหตุ กล่าวคือ การใช้อาวุธต้องได้สัดส่วนกับภยันตรายที่เผชิญ เช่น หากโจรไม่มีอาวุธเดินเข้ามา การยิงแสกหน้าทันทีอาจถือว่า เกินสมควรแก่เหตุ
แต่ในกรณีสำคัญผิด (มาตรา 62 ประกอบ 68) หากสภาพแวดล้อม (มืด, ยามวิกาล, เคยโดนปล้น) ทำให้ผู้เจ้าของบ้านเข้าใจโดยบริสุทธิ์ใจว่าผู้ที่เข้ามาคือโจร และกำลังมีอาวุธร้ายแรง แม้ความจริงบุคคลนั้นจะไม่ใช่โจร ก็ถือว่าเป็นการป้องกันโดยสำคัญผิด ซึ่งส่งผลให้ไม่มีความผิด เช่นเดียวกัน
4. ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4406/2530 ผู้ตายเป็นฝ่ายก่อเหตุก่อน พกพาอาวุธเข้าไปในบ้านจำเลยเรียกจำเลยซึ่งอยู่ในห้องนอนให้ออกมา เมื่อจำเลยไม่ยอมออกก็ไปบังคับภริยาจำเลยให้มาเรียกให้จำเลยออกมาและท้าทายให้จำเลยออกไปต่อสู้ จำเลยไม่ยอมรับคำท้าหลบเข้าไปอยู่ในห้องนอนอย่างเดิม ผู้ตายจึงฉุดภริยาจำเลยให้ไปขึ้นรถภริยาจำเลยไม่ยอมไปร้องให้คนช่วยและสะบัดหลุดออกวิ่งหนีแล้วมีเสียงปืนดังขึ้นนัดแรกโดยผู้ตายเป็นผู้ยิง จำเลยเข้าใจว่าผู้ตายยิงภริยาจำเลยจึงเปิดหน้าต่างเพื่อจะกระโดดออกมาช่วย ผู้ตายใช้ปืนยิงไปยังจำเลยที่อยู่บนบ้าน จำเลยจึงใช้ปืนยิงโต้ตอบกับผู้ตาย กระสุนปืนถูกผู้ตายขณะที่ผู้ตายกลับไปที่รถเพื่อจะเอากระสุนปืนพฤติการณ์เช่นนี้เป็นเรื่องที่จำเลยจำต้องกระทำเพื่อป้องกันภริยาจำเลยให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง แม้ผู้ตายล้มลงแล้วจำเลยยังยิงซ้ำอีกก็เนื่องจากจำเลยต้องใช้อาวุธปืนเข้ายิงต่อสู้กับผู้ตายในลักษณะเช่นนั้นย่อมเป็นการยากที่จะทำให้จำเลยมีโอกาสใช้ดุลพินิจได้ว่าควรจะหยุดยิงเมื่อใด ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่พอสมควรแก่เหตุการกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่มีความผิด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4185/2535 เหตุเกิดเวลากลางคืน บริเวณที่เกิดเหตุมีต้นไม้ขึ้นอยู่ข้างทางมืดครึ้ม บ้านจำเลยเคยถูกคนร้ายปล้นทรัพย์และลักทรัพย์หลายครั้งการที่ผู้เสียหายมาเดินอยู่ข้างบ้านจำเลยในยามวิกาลเวลาเกือบเที่ยงคืนโดยปราศจากผู้คนสัญจรไปมา เมื่อจำเลยร้องถามว่าใครก็ไม่ตอบย่อมทำให้จำเลยสำคัญผิดว่าเป็นคนร้าย ครั้นจำเลยวิ่งออกมาจากบ้านเห็นเพียงตัวคนดำ ๆ เคลื่อนไหวไปมา ไม่อาจรู้ได้ว่าจะมีอาวุธหรือไม่ จึงยิงผู้เสียหายไปเพียง 1 นัด แต่เมื่อผู้เสียหายลุกขึ้นวิ่งหนีก็มิได้ยิงซ้ำนั้น เป็นพฤติการณ์ที่จำเลยสำคัญผิดว่าผู้เสียหายเป็นคนร้ายจึงใช้ปืนยิง จึงเป็นการป้องกันสิทธิของตนพอสมควรแก่เหตุ เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ประกอบด้วยมาตรา 62 วรรคแรก
กล่าวโดยสรุป การยิงคนในบ้านของตนเองจะไม่เป็นความผิดทางอาญา (ยกเว้นความผิด) ต้องเข้าเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่ง (1) ป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย (มาตรา 68) หรือ (2) ป้องกันโดยสำคัญผิด (มาตรา 68 ประกอบ มาตรา 62 วรรคแรก)
#ปืน #ยิงโจรในบ้าน #ทนายความ #ที่ปรึกษากฎหมาย

-------------------------------------------
บทความโดย
พลเชฏฐ์ พันธุ์โพธิ์
ทนายความ
น.บ. (ธรรมศาสตร์)

22/08/2026

AP Law 144 มาตรการสกัดบัญชีม้าและทุนเทาของแบงก์ชาติ อัพเดท 2569
เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 16/2569 เรื่อง หลักเกณฑ์การบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดสำหรับสถาบันการเงิน โดยเหตุที่ออกประกาศฉบับนี้ เนื่องจากธุรกรรมที่ทำโดยเงินสด ไม่สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ เป็นช่องทางสำหรับการก่ออาชญากรรม และปกปิดการเคลื่อนย้ายหรือแหล่งที่มาของเงินที่ได้จากการก่ออาชญากรรม โดยประกาศฉบับนี้ จะบังคับใช้กับสถาบันการเงิน โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้
“ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสด” ตามประกาศฉบับนี้ จะหมายถึงธุรกรรมเบิกถอนเงินสด ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเช็คเงินสดที่ส่งผลให้เกิดการเบิกถอนเงิน เช่น การเบิกถอนเงินโดยขอให้สถาบันการเงินออกเป็นเช็คเงินสด การยื่นเช็คให้สถาบันการเงินใช้เงิน
โดยการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงินนั้น จะเป็นไปตามข้อ 4.3.2 คือสถาบันการเงินต้องจัดให้มีการยืนยันตัวตน โดยกรณีทำธุรกรรมผ่านสาขา โดยบุคคลธรรมดาจะต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชน หรือหนังสือเดินทาง หมายเลขโทรศัพท์ หรือที่อยู่อิเล็กทรอนิกส์ที่ติดตามตัวได้ รวมทั้งลายมือชื่อ กรณีไม่เคยยืนยันตัวตนมาก่อน ให้ขอข้อมูลอาชีพและสถานที่ทำงานด้วย กรณีนิติบุคคลให้ใช้หนังสือรับรองบริษัท พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ หรือที่อยู่อิเล็กทรอนิกส์ที่ติดต่อได้
กรณีทำธุรกรรมผ่านสาขาอิเล็กทรอนิกส์หรือเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ต้องให้มีการยืนยันตัวตนด้วยวิธีการที่ปลอดภัยไม่ว่าจะมีการแสดงบัตรหรือไม่ก็ตาม เช่นการแสดงบัตรร่วมกับการใช้รหัสส่วนบุคคล การใช้รหัสครั้งเดียวหรือ OTP การยืนยันด้วยแอพพลิเคชั่นของสถาบันการเงิน หรือการใชข้อมูล biometrics ของลูกค้า
หน้าที่ของสถาบันการเงินคือ ต้องจัดให้มีการสอบถามหรือขอข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสด และมีแนวทางการบริหารความเสี่ยงที่เกิดขึ้น เช่น ขอข้อมูล เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ในการทำธุรกรรมจากลูกค้ากรณีธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดเป็นมูลค่าสูงเกินกว่า การทำธุรกรรมตามพฤติกรรมปกติของลูกค้า โดยหากลูกค้าไม่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ในการทำธุรกรรมหรือไม่สามารถแสดงเอกสารประกอบวัตถุประสงค์ได้อย่างครบถ้วนเพียงพอ แต่ลูกค้ามีเหตุผล ที่เหมาะสมและได้แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดดังกล่าว ก็อาจ ให้บริการได้ตามแนวทางการบริหารความเสี่ยงที่กำหนดไว้ แต่หากลูกค้าไม่สามารถแสดงเหตุผลที่ เหมาะสมและให้เห็นถึงความจำเป็นในการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดดังกล่าวได้ สถาบันการเงิน ต้องไม่ทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดในครั้งนั้น
กรณีสถาบันการเงินพบการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดของลูกค้า ภายใน 1 วันตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ให้สถาบันการเงินจัดให้การทำธุรกรรมดังกล่าวเป็นธุรกรรมที่มีความเสี่ยงในระดับสูงและปรับระดับความเสี่ยงของลูกค้าให้เป็นความเสี่ยงสูง โดยนอกจากจะขอข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ ในการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดแล้ว ให้หาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลอื่นที่น่าเชื่อถือ หรือดำเนินการ ให้ลูกค้านำส่งเอกสารประกอบวัตถุประสงค์ในการทำธุรกรรม หรือให้ขอข้อมูลที่เป็นปัจจุบันเกี่ยวกับ กิจการ อาชีพ ชื่อและสถานที่ตั้งที่ทำงานของลูกค้า และผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริงของลูกค้ากรณีเป็นลูกค้านิติบุคคล ทั้งนี้ หากไม่สามารถตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าในระดับเข้มข้นสำหรับการทำธุรกรรมดังกล่าวได้ หรือลูกค้าไม่ให้ข้อมูลเพิ่มเติม แต่ลูกค้ามีเหตุผลที่เหมาะสมและได้แสดงให้เห็น ถึงความจำเป็นในการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดดังกล่าว ก็อาจให้บริการได้ตามแนวทางการบริหารความเสี่ยงที่กำหนดไว้ เช่น ขอให้ลูกค้าทำธุรกรรมด้วยวิธีการอื่นที่สามารถติดตามหรือตรวจสอบ เส้นทางการเงินได้ หรือจำกัดจำนวนเงินสดที่สามารถทำธุรกรรมได้
หากสถาบันการเงินไม่สามารถตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริง เกี่ยวกับลูกค้าในระดับเข้มข้นได้ และลูกค้าไม่สามารถแสดงเหตุผลที่เหมาะสมและให้เห็นถึงความจำเป็น ในการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดดังกล่าวได้ สถาบันการเงินต้องไม่ทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดในครั้งนั้น
นอกจากนี้ สถาบันการเงินยังมีหน้าที่ต้องติดตามตรวจจับ ตรวจสอบพฤติกรรมเกี่ยวกับเงินสดของลูกค้า จัดเก็บข้อมูลและเอกสารการแสดงตัวตนของลูกค้า และการแสดงวัตถุประสงค์ทำธุรกรรม รวมทั้งบันทึกพฤติกรรมและรายละเอียดการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องในสถานที่มั่นคงปลอดภัย ทั้งยังมีหน้าที่จะต้องจัดทำรายงานข้อมูลพฤติกรรมทางการเงิน หรือธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวกับเงินสดที่ผิดปกติ และต้องจัดส่งรายงานดังกล่าวมายังธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย
โดยประกาศฉบับนี้ ได้บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นมา
เนื้อหาโดย
กิตตินันท์ จารุกิจไพศาล
นบ.ธรรมศาสตร์
ทนายความ

  EP.186สูบบุหรี่ในบ้านของตัวเอง แล้วควันลอยไปบ้านข้าง ๆ แบบนี้ผิดกฎหมายหรือไม่?สูบบุหรี่ในบ้านของตัวเอง แล้วควันลอยไปบ้...
21/08/2026

EP.186
สูบบุหรี่ในบ้านของตัวเอง แล้วควันลอยไปบ้านข้าง ๆ แบบนี้ผิดกฎหมายหรือไม่?

สูบบุหรี่ในบ้านของตัวเอง แล้วควันลอยไปบ้านข้าง ๆ แบบนี้ผิดกฎหมายหรือไม่? คำถามนี้อาจดูเหมือนเป็นเพียงเรื่องของการอยู่ร่วมกันระหว่างเพื่อนบ้าน แต่ในความเป็นจริงกลับเกี่ยวข้องกับทั้ง สิทธิส่วนบุคคล สุขภาพ และกฎหมาย โดยเฉพาะเมื่อควันบุหรี่จากบ้านหนึ่งลอยไปรบกวนอีกบ้านหนึ่ง จนทำให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ หรือส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้อื่น บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า การสูบบุหรี่ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลมากน้อยเพียงใด การที่ควันบุหรี่ลอยไปรบกวนเพื่อนบ้านเข้าข่ายเหตุรำคาญ หรือเป็นการละเมิดตามกฎหมายหรือไม่ รวมถึงหากได้รับผลกระทบ ผู้เสียหายสามารถดำเนินการหรือขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างไร
การสูบบุหรี่ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่?
สิทธิส่วนบุคคลคือ สิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกๆคนมีเพื่อการใช้ชีวิตที่อิสระ ไม่ถูกจำกัดอยู่แต่ในกรอบและไม่ถูกรุกล้ำ ซึ่งมักจะเกี่ยวข้องกับเรื่องต่างๆในชีวิตไม่ว่าจะเป็นชีวิต ทรัพย์สิน ความเป็นส่วนตัว รวมถึงการกระทำอื่นๆ แต่คำว่าใช้ชีวิตอย่างอิสระนั้นก็ยังมีกฎหมายมาจำกัด ซึ่งกฎหมายได้ให้คำนิยามและคำจำกัดความของคำว่าสิทธิส่วนบุคคลอยู่ในหลายๆมาตรา เช่น ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตราที่ 420 มีเนื้อความเกี่ยวกับการฟ้องเพื่อเรียกค่าเสียหายในยามที่ถูกทำละเมิดจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย ทรัพย์สิน หรืออย่างในประมวลกฎหมายอาญา มาตราที่ 309 ก็ได้มีการระบุไม่ให้ผู้ใดก็ตามบังคับขู่เข็ญ ข่มขืนใจผู้อื่นจนได้รับความกลัว จนยอมจำนน ให้ทำหรือไม่ทำในสิ่งที่เป็นสิทธิส่วนบุคคล หากใครก็ตามที่ไปละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่น ก็จะถูกลงโทษโดยกฎหมาย แน่นอนว่าการสูบบุหรี่นั้นถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลอย่างไม่ต้องสงสัย ใครๆก็สามารถสูบบุหรี่ได้ถ้าหากว่าต้องการ เพราะมันคืออิสระ แต่อย่าลืมว่าอิสระของเราก็ห้ามไประรานอิสระของคนอื่นเช่นกัน
การที่ควันบุหรี่ลอยไปรบกวนเพื่อนบ้านถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่?
จากข่าวจะเห็นได้ว่า แม้ว่าผู้สูบจะอ้างว่าตนได้ทำการสูบบุหรี่อยู่ในบริเวณรั้วบ้านของตน แต่การที่ควันลอย
ไปรบกวนเพื่อนบ้านจนเกิดอาการแพ้นั้น ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ผู้สูบจะอ้างว่าการสูบบุหรี่ของตนเป็นสิทธิส่วนบุคคลไม่ได้ เพราะการกระทำของตนเองก็ไปรุกรานซึ่งสิทธิของผู้อื่นเช่นกัน ดังที่พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 มาตรา 25 (4) ได้บัญญัติไว้ว่า “การกระทำใดๆ ที่ก่อให้เกิดกลิ่นความสันสะเทือน ฝุ่น ละออง เขม่า เถ้า หรือกรณีอื่นใด จนเป็นเหตุให้เสื่อมหรืออาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพให้ถือว่าเป็น "เหตุรำคาญ" ซึ่งในกรณีนี้ควันบุหรี่จัดอยู่ในหมวด “กลิ่น” ที่ไปสร้างความรบกวนเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น
ความผิดอื่นๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้?
นอกจากที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 แล้ว ตัวผู้สูบยังมีความผิดฐานทำละเมิด
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตราที่ 420 ที่บัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อ
บุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่ง
อย่างใด ผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน” จากกรณีนี้สามารถพิจารณาได้ว่า การที่ควันบุหรี่ซึ่งเรา
ก็ได้ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นสารพิษ แน่นอนว่าย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพและอนามัยของผู้ที่สูดดมเข้าไป
และอาจจะมีกฎหมายอื่นๆเพิ่มเติมอีกเช่นกัน
ถ้าเป็นแบบนี้แล้วจะมีวิธีป้องกันผู้เสียหายอย่างไร?
ผู้ใดก็ตามที่ได้รับความเดือดร้อนจากการสูบบุหรี่ของเพื่อนบ้าน สามารถเรียกร้องต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้
ตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 มาตราที่ 28 ในการออกคำสั่งเป็นหนังสือให้ผู้ก่อเหตุ
ระงับ ป้องกัน หรือแก้ไขเหตุรำคาญนั้นภายในเวลาที่กำหนด เพื่อให้เจ้าพนักงานใช้อำนาจปฏิบัติหน้าที่ตาม
กฎหมายในการเตือนให้ผู้ที่ก่อความรบกวนหยุดทำในสิ่งที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่คนรอบข้าง หากบุคคล
นั้นยังคงเพิกเฉยและไม่ปฏิบัติตาม ก็จะถือว่ามีความผิดตาม มาตราที่ 74 ที่บัญญัติไว้ว่า หากเจ้าหน้าที่ออก
หนังสือเตือนแล้ว ผู้สูบยังเพิกเฉยหรือฝ่าฝืน จะต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 25,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
กล่าวโดยสรุป การสูบบุหรี่ในบริเวณบ้านของตนเองโดยทั่วไปถือเป็นการใช้สิทธิส่วนบุคคล แต่สิทธิดังกล่าวย่อมมีขอบเขต และไม่ควรนำมาใช้เป็นเหตุผลในการสร้างความเดือดร้อนหรือกระทบต่อสิทธิและสุขภาพของผู้อื่น หากควันบุหรี่จากบ้านหนึ่งลอยไปรบกวนเพื่อนบ้านจนเกิดความเดือดร้อน หรืออาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายเหตุรำคาญ ตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และในบางกรณีอาจถือเป็นการ ทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ซึ่งผู้ได้รับความเสียหายสามารถเรียกร้องให้มีการระงับการรบกวนหรือเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย ในกรณีที่ไม่สามารถตกลงกันได้ ผู้ได้รับความเดือดร้อนยังสามารถร้องเรียนต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นเพื่อให้ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายเกี่ยวกับเหตุรำคาญได้
ท้ายที่สุดแล้ว การอยู่ร่วมกันในสังคมไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องละทิ้งสิทธิของตนเอง แต่หมายถึงการใช้สิทธิของตนโดย ไม่สร้างความเดือดร้อนหรือกระทบต่อสิทธิของผู้อื่น เพราะแม้การสูบบุหรี่จะเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่เมื่อควันบุหรี่ลอยออกจากพื้นที่ของเราและส่งผลกระทบต่อคนข้างเคียง เรื่องดังกล่าวก็อาจกลายเป็นเรื่องทางกฎหมาย ได้เช่นกัน

#ควันบุหรี่ #กฎหมาย #ทนายความ #ที่ปรึกษากฎหมาย

-------------------------------------------
บทความโดย
นางสาวปรวิศา ปิ่นจอม
น.บ. (มหาวิทยาลัยขอนแก่น)

  EP.185ข้อกฎหมายจากคดียิง นายก อบจ.นนทบุรี กับข้ออ้างป้องกันตัว ในทางอาญาจากกรณีเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ก...
11/08/2026

EP.185
ข้อกฎหมายจากคดียิง นายก อบจ.นนทบุรี กับข้ออ้างป้องกันตัว ในทางอาญา

จากกรณีเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 กรณี นายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.นนทบุรี ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรี ถึงแก่ความตาย และทำให้คนขับรถได้รับบาดเจ็บ ซึ่งล่าสุดพนักงานสอบสวน สภ.รัตนาธิเบศร์ ได้ทำการสอบปากคำและแจ้ง 4 ข้อหาหนัก พร้อมเตรียมนำตัวฝากขังต่อศาลจังหวัดนนทบุรีโดยคัดค้านการประกันตัวนั้น วันนี้ทางทีมกฎหมายขอสรุปประเด็นทางกฎหมาย บทลงโทษ และข้อสังเกตเกี่ยวกับ "การอ้างป้องกันตัว" ในทางคดี ดังนี้ครับ
4 ข้อหา และบทลงโทษตามกฎหมาย ได้แก่ข้อหาอะไรบ้าง?
พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหา รวม 4 ข้อหา ดังนี้
1. ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4)) เป็นบทลงโทษที่หนักที่สุดสำหรับการฆ่าคนตายโดยเจตนาที่มีการคิด วางแผน หรือเตรียมการไว้ก่อน มีโทษทางกฎหมายคือ ประหารชีวิต สถานเดียว
2. พยายามฆ่าผู้อื่น (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80) กรณียิงคนขับรถได้รับบาดเจ็บ มีโทษจำคุกสองในสามส่วนของโทษฆ่าคนตายธรรมดา (จำคุกตั้งแต่ 12 ปี ถึง 13 ปี 4 เดือน หรือจำคุกตลอดชีวิต)
3. พกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร (มาตรา 371) มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (และอาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ เพิ่มเติมในชั้นสอบสวน)
4. ยิงปืนซึ่งใช้ระเบิดหรือก๊าซโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน (มาตรา 376) มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 วัน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
การยิงเพื่อป้องกันตัว ในทางกฎหมายฟังขึ้นหรือไม่?
ในชั้นสอบสวน ผู้ต้องหาให้การภาคเสธ โดยอ้างว่าเป็นการยิงเพื่อป้องกันตัว เนื่องจากเห็นคนขับรถของคู่กรณีชักอาวุธปืนออกมาก่อน โดยข้อสังเกตในทางกฎหมาย (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68) นั้น การจะอ้างว่า การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ได้นั้น ต้องมีหลักเกณฑ์สำคัญ ดังนี้
1. มีภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย
2. เป็นภยันตรายที่กระชั้นชิด เช่น คู่กรณีกำลังจะยิงหรือเล็งปืนมา และ
3. ต้องกระทำพอสมควรแก่เหตุ
ประเด็นที่ต้องพิสูจน์ในชั้นศาลต่อไปเป็นอย่างไร?
หากฝ่ายผู้ต้องหาอ้างว่าคู่กรณีชักปืนก่อน พนักงานสอบสวนและศาลจะพิจารณาจากพยานหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ เช่น วิถีกระสุน คราบเขม่าปืน ข้อเท็จจริงว่าคนขับรถมีปืนและได้ชักออกมาจริงหรือไม่ รวมถึงกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุ หากฟังได้ว่าผู้ต้องหาเป็นฝ่ายเริ่มก่อเหตุก่อน หรือพกอาวุธไปเตรียมการไว้ การอ้างป้องกันตัวจะไม่สามารถนำมาใช้อดเว้นโทษหรือลดโทษได้
ขั้นตอนการฝากขังและการคัดค้านการประกันตัวจะเป็นอย่าไรต่อไป?
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อครบกำหนดควบคุมตัว 48 ชั่วโมง พนักงานสอบสวนจะนำตัวผู้ต้องหาไปยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอฝากขังผู้ต้องหาต่อไป
ส่วนการคัดค้านการประกันตัว ตำรวจมีอำนาจยื่นคัดค้านการปล่อยชั่วคราว โดยอ้างเหตุผลตามมาตรา 108/1 เช่น คดีมีอัตราโทษสูง (ถึงประหารชีวิต) ผู้ต้องหาอาจหลบหนี หรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
การพิจารณาของศาล ศาลจะดุลพินิจจากพฤติการณ์แห่งคดี ความหนักเบาของข้อหา และความคุ้มครองความปลอดภัยของพยานในคดีเป็นหลัก
อนึ่ง บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อ ให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชนทั่วไป อ้างอิงจากข้อเท็จจริงตามปรากฏในข่าว ผลทางคดีขึ้นอยู่กับการรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนและการพิจารณาพิพากษาของศาลต่อไป
#อบจนนทบุรี #ปืน #นนทบุรี #ทนายความ #ที่ปรึกษากฎหมาย

-------------------------------------------
บทความโดย
พลเชฏฐ์ พันธุ์โพธิ์
ทนายความ
น.บ. (ธรรมศาสตร์)

08/08/2026

AP Law 143 ทำความรู้จัก พรบ การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน
เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา มีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ.2569 ในราชกิจจานุเบกษา โดยเป็นการยกเลิกพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ.2558 ทั้งนี้ พระราชบัญญัติดังกล่าว มีสาระสำคัญดังนี้
ตามมาตรา 4 ของพระราชบัญญัตินี้ ระบุให้ใช้บังคับแก่การอนุญาต การจดทะเบียน รวมทั้งการพิจารณา การดำเนินการ และการให้บริการหรือประโยชน์อื่นใดแก่ประชาชน บรรดาที่ประชาชนต้องยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐ แต่จะไม่ใช้บังคับแก่รัฐสภาและคณะรัฐมนตรี การพิจารณาคดีของศาล การบังคับคดี และการวางทรัพย์ การดำเนินงานขององค์กรอิสระในส่วนที่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ การดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา การอนุญาตตามกฎหมายส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม การปฏิบัติการทางทหาร การอนุญาตตามกฎหมายควบคุมยุทธภัณฑ์ และโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน
โดยในการอำนวยความสะดวกนั้น จะอยู่ในมาตรา 11 ซึ่งมีเนื้อหาที่ระบุให้หน่วยงานที่ออกกฎกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข หรือรายละเอียดในการขออนุญาตหรือขอรับบริการ ต้องไม่ออกกฎกำหนดให้ประชาชนแสดงเอกสารต้นฉบับหรือสำเนาเอกสารใดที่หน่วยงานรัฐนั้นเป็นผู้ออก หรือมีเอกสารต้นฉบับในครอบครองของหน่วยงานรัฐอยู่แล้ว หากมีการต้องส่งเอกสารมากกว่า 1 ชุด ให้เจ้าหน้าที่ต้องทำสำเนาให้ครบตามจำนวนที่ต้องการ
ในส่วนของมาตรา 13 ก็มีการกำหนดให้หน่วยงานรัฐมีศูนย์บริการร่วมเพื่อให้บริการแบบคำขอ รับคำขอ และชี้แจงรายละเอียดการขออนุญาต การอนุญาต และบริการตามกฎหมายไว้ ณ ที่เดียวกัน ซึ่งจะต้องให้บริการผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศด้วย และมาตรา 14 ก็กำหนดให้การกระทำที่ต้องได้รับอนุญาต และการอนุญาตไม่จำต้องออกกฎใด ๆ ผู้อนุญาตต้องจัดทำคู่มือประชาชนให้เสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันที่กฎหมายนั้นมีผลใช้บังคับ
ในส่วนของการขอต่ออายุใบอนุญาต ก็สามารถทำได้โดยชำระค่าธรรมเนียมการต่อใบอนุญาตภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดแทนการยื่นคำขอต่อใบอนุญาตก็ได้
นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดให้คณะรัฐมนตรีจัดให้มีศูนย์รับคำขอกลางขึ้นในหน่วยงานรัฐ ตามมาตรา 30 และมีหน้าที่ตามมาตรา 32 คือ รับคำขอ ค่าธรรมเนียม อุทธรณ์ ให้ข้อมูล ชี้แจง แนะนำประชาชนให้ทราบหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขในการขออนุญาต ขอรับบริการ ส่งคำขอ อุทธรณ์ ไปยังหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง
หากผู้ใดมีความจำเป็นเร่งด่วน ประสงค์รับอนุญาตหรือรับบริการในระยะเวลาที่รวดเร็วกว่าระยะเวลที่กำหนดในคู่มือประชาชน จะยื่นคำขอรับบริการพิเศษดังกล่าวได้ โดยยินยอมเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ตามมาตรา 35
เนื้อหาโดย
กิตตินันท์ จารุกิจไพศาล
นบ.ธรรมศาสตร์
ทนายความ

ที่อยู่

14 Phet Kasem 38 Alley, Bang Chak, Phasi Charoen
Bangkok
10160

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66841479451

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ AP Law Office Co., Ltd.ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง AP Law Office Co., Ltd.:

ทางลัด

แชร์