ปรึกษากฎหมายทนายชาวบ้าน

ปรึกษากฎหมายทนายชาวบ้าน ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก ปรึกษากฎหมายทนายชาวบ้าน, สำนักงานกฎหมายและทนายความ, Bangkok.

เนื่องจากปัจจุบันนี้ มีประชาชนจำนวนมากที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ และมีประชาชนจำนวนมากที่ยังต้องพบกับปัญหา และมีความทุกข์ จากปัญหาที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ในฐานะทนายความ ผมมีความยินดีที่จะให้คำปรึกษากฎหมายฟรี ยินดีให้บริการนะครับ
ทนายชาวบ้าน

06/07/2022

การเล่นแชร์นั้น หมายถึง การที่บุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป ตั้งวงแชร์ขึ้นด้วยความสมัครใจเพื่อผูกพันสมาชิกวงแชร์ทุกคนว่าจะต้องส่งเงินจำนวนเท่าๆ กัน ตามที่ตนรับภาระ ด้วยความสมัครใจเข้าผูกพันมอบให้แก่นายวงแชร์เป็นผู้รับผิดชอบจัดรวมเงินทั้งหมด เพื่อส่งมอบแก่สมาชิกวงแชร์ที่ประมูลให้ผลประโยชน์สูงสุดก่อน ส่วนสมาชิกแชร์รายอื่นได้ผลประโยชน์ที่สมาชิกผู้ประมูลแชร์เสนอให้เป็นการตอบแทน (พิชัย นิลทองคำ) ซึ่งมีคำพิพากษาฎีกาที่ 629/2486 ว่า การเล่นแชร์ เปียหวยเป็นการกระทำเพื่อร่วมช่วยเหลือพวกที่เล่นแชร์ด้วยกัน โดยให้ผู้ที่ให้ดอกเบี้ยสูงสุดเอาเงินไปใช้ได้ก่อน แล้วผ่อนส่งเป็นเดือนๆ ตามจำนวนหุ้นของตนและเงินที่ส่งมานี้บวกกับของคนอื่นส่งมาสมทบก็ให้โอกาสคนอื่นประมูลไปได้อีกกัน กรณีจึงไม่เป็นการกู้ยืม แม้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือก็ฟ้องได้ / การเล่นแชร์ หาได้มีบทบัญญัติให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือไม่ (ฎีกาที่ 284/2516)

05/07/2022

วันนี้ได้เห็นการเบิกความเท็จของพยานต่อศาลอันเป็นความผิดในทางอาญา จึงอยากจะขอนำเรื่องดังกล่าวมาไว้เป็นอุทาหรณ์สำหรับใครก็ตามที่ฟ้องคดีหรือมีข้อพิพาทในทางคดีแล้วขึ้นเบิกความเป็นพยานต่อศาลซึ่ง กฎหมายได้ระบุไว้ว่า
"ผู้ใดเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล ถ้าความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
ถ้าความผิดดังกล่าวในวรรคแรก ได้กระทำในการพิจาณาคดีอาญา ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท"
การกระทำ คือ เบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล การเบิกความคือการให้ถ้อยคำต่อศาลในฐานะพยานบุคคลไม่รวมถึงคำแถลงหรือคำให้การในฐานะคู่ความฯ
ซึ่งคำว่าอันเป็นเท็จ นั้น หมายถึง เบิกความไปโดยรู้อยู่ว่าเป็นเรื่องไม่จริง เช่น เห็นเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุ แต่เบิกความว่าไม่เห็น, ไม่เห็นเหตุการณ์แต่เบิกความว่าเห็น ครอบครองที่ดินมาไม่ถึงสิบปี แต่เบิกความว่าครอบครองที่ดินมาเกินสิบปี เป็นต้น และความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี ต้องเป็นข้อสำคัญในคดีอย่างแท้จริงถึงขนาดมีผลทำให้แพ้ชนะคดีกันได้ คือ ศาลหยิบยกเอาคำเบิกความที่เป็นเท็จนั้นมาวินิจฉัยให้เป้นผลแพ้ชนะกัน อาทิเช่น ในคดีความผิดอันยอมความกันได้ ซึ่งมีอายุความสามเดือน จำเลยรู้ว่านาย ก.ยักยอกทรัพย์ไปกว่าสามเดือนแล้วแต่ไปเบิกความว่าเพิ่งรู้ความผิดของนาย ก.ซึ่งนับถึงวันฟ้องยังไม่ถึงสามเดือน เป้นข้อสำคัญในคดี เป็นต้น

05/07/2022

ต้องขออภัยในความไม่สะดวกนะครับ พอดีระบบมีปัญหา ไม่สามารถที่จะเพจได้

16/04/2017

สวัสดีครับพี่น้องประชาชนผู้ติดตามเพจปรึกษากฎหมายทนายชาวบ้าน
ช่วงนี้เป็นช่วงวันหยุดยาว และเป็นช่วงเทศกาลวันสงกรานต์ด้วย การเดินทางขึ้นรถ ลงเรือ ไปเหนือ ล่องใต้ ก็ต้องระมัดระวังกันด้วยนะครับ ใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท มีสติ อยู่เสมอ จะทำให้ชีวิตไม่ตกอยู่ในอบายมุขทั้งหลายทั้งปวงนะครับ
ช่วงนี้จะมีมิจฉาชีพมาในทุกรูปแบบก็อยากให้พี่น้องประชาชนระมัดระวังกันไว้ด้วยนะครับ มีบุคคลผู้หวังดีท่านก็ได้ให้ผมนำความมาประกาศให้พี่น้องได้ทราบโดยทั่วกันว่า ท่านผู้หวังดีคนนี้ถูกมิจฉาชีพหลอกเอาเงินไปโดยมิจฉาชีพได้ใช้อุบาย ทำให้ผู้หวังดีต้องถูกหลอกและต้องสูญเงินไปจำนวนหนึ่ง ดังคำบอกกล่าวของผู้หวังดีดังนี้ ครับ
“ อยากจะรบกวนให้ช่วยแจ้งเตือนเรื่องที่มีเพจให้กู้ยืมเงินแล้วโอนค่ามัดจำก่อน ชื่อเพจ ได้จิง ไม่โกง ว่าเป็นเพจที่หลอกลวงเพิ่งโดนด้วยตัวเองเมื่อเช้าโอนค่ามัดจำไปแล้วโดนบล็อคเฟชเลยค่ะ ”
เป็นเรื่องจริงนะครับพี่น้องประชาชน ก็ขอให้ระมัดระวังตัวกันไว้ด้วยนะครับ ขอขอบคุณเจ้าของกระทู้ ที่เป็นห่วงนะครับ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทนายชาวบ้านจะได้รับใช้และให้คำปรึกษากับพี่น้องประชาชนนะครับ
ทนายชาวบ้าน...
ความผิดทางอาญา
ความผิดทางอาญา คือ การกระทำที่โดยส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวข้องกับเนื้อตัวร่างกายของผู้เสียหาย อันมีผลกระทบการเทือนต่อความสงบเรียบร้อยศีลธรรมอันดีของประชาชน รัฐจึงต้องลงโทษผู้กระทำผิด โดยมีหลักสำคัญ ดังนี้ คือ การกระทำนั้นต้องมีกฎหมายกำหนดไว้ชัดแจ้งว่าเป็นความผิด, โทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นจะต้องเป็นโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ ตามมาตรา 18 ประมวลกฎหมายอาญา มีดังนี้ ประหารชีวิต, จำคุก, กักขัง, ปรับ, ริบทรัพย์สิน ฯลฯ , กฎหมายต้องไม่มีผลย้อนหลัง
ความผิดต่อแผ่นดิน คือ ความผิดที่มีผลกระทบต่อผู้ที่ถูกกระทำแล้วยังมีผลกระทบต่อสังคม รัฐจึงต้องเข้าดำเนินการเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้แม้ผู้ที่ถูกกระทำจะไม่ติดใจเอาความกับผู้กระทำผิดต่อไปแล้วก็ตามเพื่อป้องกันสังคม
ความผิดต่อส่วนตัว คือ ความผิดที่มีผลกระทบต่อผู้ที่ถูกกระทำ แต่ไม่มีผลกระทบต่อสังคมโดยตรง ดังนั้น เมื่อผู้ที่ถูกกระทำจะไม่ติดใจเอาความกับผู้กระทำผิดต่อไปแล้ว รัฐก็ไม่จำต้องเข้ไปดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดอีกต่อไป
การกระทำความผิดใดเป็นความผิดต่อแผ่นดินและความผิดต่อส่วนตัวนั้นมีหลักอยู่ว่า ความผิดใดเป็นความผิดต่อส่วนตัวต้องมีกฎหมายกำหนดไว้โดยชัดแจ้ง ความผิดนอกจากนั้นถือเป็นความผิดต่อแผ่นดิน

ความรับผิดทางอาญา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ ระบุไว้ว่า “บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำ โดยเจตนาเว้นแต่จะได้กระทำความโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมาย บัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท หรือเว้นแต่ในกรณี ที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มี เจตนา
กระทำโดยเจตนา ได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำและ ในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการ กระทำนั้น
ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริง อันเป็นองค์ประกอบของความผิดจะ ถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำ นั้นมิได้
กระทำโดยประมาท ได้แก่กระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่ กระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจัก ต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวัง เช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่
การกระทำ ให้หมายความรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้น โดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย ”
ดังนั้น ผู้กระทำการใด ๆ ที่กฎหมายกำหนดว่าเป็นความผิดจะต้องรับผิดทางอาญา ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนาเท่านั้น เว้นแต่มีกฎหมายกำหนดไว้ว่าแม้ไม่ได้กระทำโดยเจตนาก็เป็นความผิด เช่น การกระทำโดยประมาท, การกระทำความผิดลหุโทษ และผู้กระทำการที่กฎหมายกำหนดว่าเป็นความผิดจะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ เว้นแต่ศาลเห็นว่ามีเหตุผลสมควร และนอกจากนั้นยังข้อยกเว้นที่ผู้กระทำนั้นไม่ต้องรับผิดในทางอาญา หรือเหตุยกเว้นความผิด ถือว่าผู้กระทำไม่มีความผิดอาญาเลย เช่น การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ฯ ลฯ
และนอกจากนั้นยังมีเหตุยกเว้นโทษทางอาญา ถือว่าเป็นความผิดอยู่แต่ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษทางอาญา หรือรับโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น เช่น การกระทำความผิดด้วยความจำเป็น, การกระทำความผิดเพราะความบกพร่องทางจิต, การกระทำความผิดเพราะความมึนเมา, การกระทำตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน เป็นต้น
ในส่วนของการที่มีบางท่านเข้ามาขอคำปรึกษาแล้วนำความได้เปรียบเสียเปรียบไปใช้ในทางที่ผิดนั้นผมไม่สนับสนุนนะครับ เราควรมีหลักการของความรับผิดชอบบ้างนะครับ มิใช่เพื่อศึกษาแล้วเอาไปใช้ในการเอารัดเอาเปรียบสังคม หรือผู้ที่อ่อนแอ กว่านะครับ ผมตั้งเพจขึ้นมาเพื่อให้คำปรึกษาแก่ประชาชนผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจริง ๆ เท่านั้นนะครับ ให้คิดถึงใจเขาใจเราบ้างนะครับ
ทนายชาวบ้าน...

04/10/2016

สวัสดี พี่น้องชาวบ้านที่รักทั้งหลายครับ เนื่องจากว่ามีพี่น้องชาวบ้านหลายรายที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของบุคคลอื่นแล้วได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำนั้น ของบุคคลอื่น ส่วนมากก็จะได้รับคำปรึกษาไปเป็น Case by Case แล้วแต่กรณีไปนะครับ ขอย้ำอีกครั้งนะครับว่า ผมให้คำปรึกษาเฉพาะผู้ที่ถูกเอารัด เอาเปรียบ และไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการกระทำของบุคคลอื่นเท่านั้น นะครับ แต่หากใครต้องการปรึกษาแล้วนำคำปรึกษาไปกระทำการอย่างอื่นนั้น ผมขอให้เลิกพฤติกรรมด้วยนะครับ มีพี่น้องชาวบ้านอื่น ๆ อีกมากมายที่เขาได้รับความเดือดร้อน และไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งหากมีบุคคลที่มีความเห็นแก่ตัวเข้ามาปรึกษาแล้วนำไปกระทำการอย่างอื่น นั้น ผมจะสงวนสิทธิ์ในการให้คำปรึกษานะครับ วันนี้จะนำเกล็ดเรื่องของการหมิ่นประมาท มาฝาก น่าจะเป็นประโยชน์บ้างนะครับ

ตามกฎหมายอาญาได้ระบุถึงการกระทำความผิด ฐานหมิ่นประมาทไว้ ดังนี้ ครับ
“ ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ”
คำว่าใส่ความในความหมายโดยทั่วไปนั้นหมายถึงการพูดหาเหตุหรือกล่าวหาเรื่องร้ายให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย หรือแสดงข้อความที่ไม่เป็นความจริง แต่ความหมายของการใส่ความในทางกฎหมาย แม้ข้อความที่กล่าวแก่บุคคลอื่นนั้นจะเป็นความจริงก็อาจผิดข้อหาหมิ่นประมาทได้ครับถ้าทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย
หมิ่นประมาทนั้นจะต้องมีบุคคลที่สาม
การหมิ่นประมาทต้องเป็นการกล่าว ใส่ความ ผู้อื่น ต่อ บุคคลที่สาม ต้องมีบุคคลสามฝ่าย คือ 1) ผู้พูด
2) ผู้อื่น
3) บุคคลที่สาม
การหมิ่นประมาท บุคคลอื่นนั้น แม้ว่าความเป็นจริงแล้ว ผู้นั้นได้กระทำความผิดจริง ๆ ตามที่ได้กล่าวอ้างอยู่แล้ว บุคคลอื่น ก็ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะไปหมิ่นประมาทใคร เขา นะครับ
ผู้ถูกใส่ความต้องเสียหาย
เงื่อนไขที่สามของความผิดหมิ่นประมาทคือ การใส่ความนั้นต้องทำให้ผู้ถูกใส่ความเสียหาย ไม่ว่าจะเสียหายในทางชื่อเสียงจนถูกคนอื่นดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง ก็ได้ทั้งนั้นครับ คำพูดที่ทำให้เสียชื่อเสียง อาจหมายความว่าทำให้คนอื่นมองผู้ถูกกล่าวหาไปในทางไม่ดี ลดคุณค่า ลดความเชื่อถือนับถือ เช่น เป็นชู้ชาวบ้าน ขี้โกง รับสินบน ขี้ลักขี้ขโมย เป็นต้น
หากแต่การพูดแล้วทำให้สังคมได้รับประโยชน์ ก็ถือว่าไม่ผิดถ้าพูดแล้ว...เป็นประโยชน์ต่อสังคม
ตามกฎหมายไทยนั้นผู้ถูกฟ้องในความผิดคดีหมิ่นประมาทอาจไม่ต้องรับโทษได้ ถ้าสิ่งที่เขาพูดหรือเผยแพร่ได้รับการพิสูจน์ในชั้นศาลว่าเป็นเรื่องจริง แต่กฎหมายไม่ให้สิทธิในการพิสูจน์ในเรื่องส่วนตัว และการพิสูจน์ความจริงนั้นไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคมนะครับ
ดังนั้น คนหมิ่นประมาทเรื่องส่วนตัว เช่นใครเป็นชู้กับใคร ใครลางานไปรีดลูก ฯลฯ ถึงแม้จะเป็นความจริง ผู้พูดก็ต้องรับโทษตามคดีหมิ่นประมาท เพราะศาลไม่ให้สิทธิในการพิสูจน์ความจริงในเรื่องส่วนตัวครับ
หากเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เช่น เป็นเรื่องการยักยอกเงินบริษัท โกงกินแผ่นดิน ฯลฯ
แบบนี้ศาลให้พิสูจน์เพื่อประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งหากเรื่องเหล่านั้นเป็นเรื่องจริง ผู้พูดก็ไม่ต้องรับผิดในโทษฐานหมิ่นประมาท เพราะถือว่าคุณช่วยเป็นหูเป็นตาให้กับสังคมได้ตรวจสอบคนชั่วครับ
สำหรับโทษหมิ่นประมาทนั้นนะครับจะหนักยิ่งขึ้นถ้าเป็นการหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา คือผ่านสื่อทั้งหลาย คือจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 20,000 บาท ยิ่งถ้าผ่านระบบอินเตอร์เน็ตก็จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 อีกด้วยนะครับ กล่าวคือถ้าส่งต่อข้อความหรือรูปภาพ ที่หมิ่นประมาทผู้อื่น มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท ยิ่งถ้าเขียนข้อความทางเว็บไซต์หรือใส่ภาพตัดต่อลงในเว็บไซต์ทำให้ผู้อื่นเสียหาย คุณจะได้รับโทษจำคุก 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 600,000 บาท
ความผิดหมิ่นประมาททางอาญานั้น ผู้เสียหายสามารถฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งได้อีกด้วยครับ ดังนั้นคิดให้ดีก่อนที่จะกล่าวหาใครผ่านบุคคลที่สาม ผ่านสาธารณะหรือผ่านสื่อ ถ้าไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ผิดทั้งนั้นนะครับ

01/07/2016

วงเงินประกันตัวผู้ต้องหา
ประเภทความผิด กำหนดวงเงินประกัน
1. เกี่ยวกับการปกครอง
- ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ( ม.136 ) 10,000 บาท ขึ้นไป
- แจ้งความเท็จ ( ม.137 ) 20,000 บาท ขึ้นไป
- ให้สินบนเจ้าพนักงาน ( ม.144 ) 50,000 บาท ขึ้นไป
- ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ( ม.157 ) 100,000 บาท ขึ้นไป
2. เกี่ยวกับความยุติธรรม
- ให้สินบนเจ้าพนักงาน ( ม.167 ) 100,000 บาท ขึ้นไป
- แจ้งความเท็จ ( ม.172,173,174 ) 50,000 บาท ขึ้นไป
- ฟ้องเท็จ ( ม.175 ) 60,000 บาท ขึ้นไป
- เบิกความเท็จ ( ม.177 ) 60,000 บาท ขึ้นไป
- แสดงหลักฐานเท็จ ( ม.180 ) 60,000 บาท ขึ้นไป
- ขัดหมายศาล ( ม.210 ) 10,000 บาท ขึ้นไป
3. เกี่ยวกับความสงบสุข
- ซ่องโจร ( ม.210 ) 20,000 บาท ขึ้นไป
ถ้ามีอาวุธปืนหรือของกลาง 30,000 บาท ขึ้นไป
- มั่วสุมตั้งแต่ 10 คน ขึ้นไปก่อความไม่สงบ ( ม.215 ) 20,000 บาท ขึ้นไป
- ถ้าผู้กระทำผิดเป็นหัวหน้า 30,000-50,000 บาท ขึ้นไป
4. เกี่ยวกับก่อให้เกิดอันตราย
- วงเพลิงเผาทรัพย์ ( ม.217 ) 200,000 บาท ขึ้นไป
ถ้าเป็นทรัพย์ตาม ม.218 300,000 บาท ขึ้นไป
ถ้าเป็นเหตุให้ผู้อื่นตาย ( ม.224 ) 400,000 บาท ขึ้นไป
- ทำให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาท ( ม.225 ) 100,000 บาท ขึ้นไป
5. เกี่ยวกับเอกสาร
- ทำลายเอกสารพินัยกรรมของผู้อื่น ( ม.188 ) 80,000 บาท ขึ้นไป
- ปลอมแปลงเอกสาร ( ม.244 ) 50,000 บาท ขึ้นไป
- ปลอมแปลงเอกสารสิทธิ หรือเอกสารราชการ ( ม.265 ) 100,000 บาท ขึ้นไป
- ปลอมเอกสาร ( ม.266 ) 200,000 บาท ขึ้นไป
6. เกี่ยวกับเพศ
- ข่มขืนกระทำชำเรา ( ม.276,277 ) 150,000 บาท ขึ้นไป
ถ้าเป็นการโทรมหญิง 200,000 บาท ขึ้นไป
- กระทำอนาจาร ( ม.278,279 ) 50,000 บาท ขึ้นไป
- เป็นธุระจัดหาฯ ( ม.283 ) 200,000 บาท ขึ้นไป
- พรากผู้เยาว์ฯ ( ม.317,318,319 ) 120,000 บาท ขึ้นไป
7. เกี่ยวกับชีวิตร่างกาย
- ฆ่าผู้อื่น ( ม.288,289 ) 400,000 บาท ขึ้นไป
ถ้าเป็นการพยายามกระทำผิด 200,000 บาท ขึ้นไป
- กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นตาย 100,000-150,000 บาท ขึ้นไป
- ชุลมุนมีคนตาย 50,000 บาท ขึ้นไป
- ทำร้ายร่างกาย ( ม.295 ) 20,000 บาท ขึ้นไป
ถ้าใช้อาวุธ 30,000 บาท ขึ้นไป
- ทำร้ายร่างกายถึงสาหัส 100,000 บาท ขึ้นไป
- ชุลมุนมีผู้ได้รับอันตรายสาหัส 20,000 บาท ขึ้นไป
- กระทำโดยประมาทมีผู้ได้รับอันตรายสาหัส 30,000-50,000 บาท ขึ้นไป
8. เกี่ยวกับการหมิ่นประมาท
- การหมิ่นประมาท ( ม.326,327 ) 10,000 บาท ขึ้นไป
- หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ( ม.328 ) 100,000 บาท ขึ้นไป
9. เกี่ยวกับทรัพย์
- ลักทรัพย์ ( ม.334 ) 50,000 บาท ขึ้นไป
ถ้าเป็นทรัพย์ฯ เกินกว่า 500,000 บาท หรือใช้วิธีล้วงกระเป๋า 100,000 บาท ขึ้นไป
- ลักทรพัย์ ( ม.335 ) 120,000 บาท ขึ้นไป
- ลักทรัพย์ ( ม.335 ทวิ,336 ทวิ ) 200,000 บาท ขึ้นไป
- วิ่งราวทรัพย์ ( ม.336 ) 120,000 บาท ขึ้นไป
- วิ่งราวทรัพย์ ( ม.336 ทวิ ) 200,000 บาท ขึ้นไป
- กรรโชกทรัพย์ ( ม.337 ) 100,000 บาท ขึ้นไป
- รีดเอาทรัพย์ ( ม.338 ) 120,000 บาท ขึ้นไป
- ชิงทรัพย์ 200,000 บาท ขึ้นไป
- ปล้นทรัพย์ ( ม.340 ) 300,000 บาท ขึ้นไป
- ฉ้อโกง ( ม.341 ) ขั้นต่ำประมาณ 3/4 ของเงินที่ฉ้อโกงแต่ไม่น้อยกว่า 20,000 บาท
- ฉ้อโกงประชาชน ( ม.343 ) 200,000 บาท ขึ้นไป
- รับของโจร ( ม.357 ) 80,000 บาท ขึ้นไป
- ทำให้เสียทรัพย์ ( ม.358 ) ขั้นต่ำประมาณ 3/4 ของทรัพย์ที่เสียหาย แต่ไม่น้อยกว่า 20,000 บาท
ความผิด พ.ร.บ. อื่นๆ
1.พ.ร.บ.การพนัน
- ผู้เล่นตามบัญชี ก. 10,000 บาท ขึ้นไป
- ผู้เล่นตามบัญชี ข. (สำหรับลูกค้า ผู้เล่น) 5,000-10,000 บาท ขึ้นไป
- เจ้ามือหรือผู้จัดให้มีการเล่น 30,000 บาท ขึ้นไป
- ตามบัญชี ก. และบัญชี ข. สำหรับเจ้าบ้าน 20,000 บาท ขึ้นไป
2. พ.ร.บ.อาวุธปืน
- มีอาวุธปืนไม่มีทะเบียน (ปืนเถื่อน) 80,000 บาท ขึ้นไป
- มีอาวุธปืนมีทะเบียน (พกพา) 30,000 บาท ขึ้นไป
- มีอาวุธปืนของผู้อื่นที่ได้รับอนุญาตฯ (ผิดมือ) 30,000-50,000 บาท ขึ้นไป
- มีเครื่องกระสุนปืน (ขึ้นอยู่กับจำนวนของกลาง) 20,000-50,000 บาท ขึ้นไป
-มีเครื่องกระสุนปืน,วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาติ 500,000 บาท ขึ้นไป
3. พ.ร.บ.ยาเสพติด
- เสพกัญชา 5,000 บาท ขึ้นไป
- ครอบครองกัญชา (ไม่เกิน 20 กรัม) 30,000 บาท ขึ้นไป
ถ้าเป็นชาวต่างประเทศ 100,000 บาท ขึ้นไป
- ครอบครองเฮโรอีน (ไม่เกิน 1 กรัม),ฝิ่น 100,000 บาท ขึ้นไป
ถ้าเป็นชาวต่างประเทศ 250,000 บาท ขึ้นไป
- ครอบครองเฮโรอีน,มอร์ฟีน (ตั้งแต่ 1-20 กรัม) 200,000 บาท ขึ้นไป
- จำหน่ายกัญชา 80,000 บาท ขึ้นไป
- จำหน่ายเฮโรอีน,มอร์ฟีน
1.ไม่เกิน 1 กรัม 100,000 บาท ขึ้นไป
2.ตั้งแต่ 1-5 กรัม 300,000 บาท ขึ้นไป
3.เกินกว่า 5 กรัม 400,000 บาท ขึ้นไป
- จำหน่ายฝิ่น 100,000-300,000 บาท ขึ้นไป
4. พ.ร.บ.วัตถุออกฤทธิ์ฯ (ยาบ้า)
- เสพฯ 30,000-50,000 บาท ขึ้นไป
- ครอบครองไม่เกิน 10 เม็ด 50,000-100,000 บาท ขึ้นไป
- จำหน่าย 200,000 บาท ขึ้นไป
5. พ.ร.บ.สารระเหย
- สูด ดมสารระเหย,กาว 5,000 บาท ขึ้นไป
6. พ.ร.บ.จราจรทางบก
- ขับรถประมาท
1.ชนแล้วหลบหนี 20,000 บาท ขึ้นไป
2.มีคนบาดเจ็บแล้วหลบหนี 30,000 บาท ขึ้นไป
3.มีคนเจ็บสาหัสแล้วหลบหนี 50,00 บาท ขึ้นไป
- ขับรถประมาทมีคนตาย
1.รถธรรมดา 150,000 บาท ขึ้นไป
2.รถสาธารณะ 180,000 บาท ขึ้นไป
3.หลบหนี 200,000 บาท ขึ้นไป
7.พ.ร.บ.ลิขสิทธิ
- ละเมิดตาม (ม.24,25,26) 100,000 บาท ขึ้นไป
ถ้าเป็นละเมิดเพื่อการค้า 200,000 บาท ขึ้นไป
- ละเมิดตาม (ม.27 ) 400,000 บาท ขึ้นไป
8. พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม 50,000 บาท ขึ้นไป
9. พ.ร.บ.ยา 50,000 บาท ขึ้นไป
10. พ.ร.บ.ยาสูบ 50,000 บาท ขึ้นไป
11. พ.ร.บ.จัดหางาน
- จัดหางานเพื่อทำงานในประเทศ 50,000 บาท ขึ้นไป
- จัดหางานเพื่อทำงานต่างประเทศ 200,000 บาท ขึ้นไป
12. พ.ร.บ.เทปวัสดุโทรทัศน์
- ประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต 20,000 บาท ขึ้นไป
- มีวัสดุเทปโดยไม่ผ่านการพิจารณาฯ 10,000 บาท ขึ้นไป
13. พ.ร.บ.การค้าประเวณี
- เตล็ดเตร่เพื่อการค้าประเวณีในที่สาธารณะ 5,000 บาท ขึ้นไป
- ค้าประเวณีในสถานการค้าประเวณี 5,000 บาท ขึ้นไป
- เป็นธุระจัดหาหญิงเพื่อการค้าประเวณี 20,000 บาท ขึ้นไป
14. พ.ร.บ.คนเข้าเมือง 80,000 บาท ขึ้นไป
15. พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว 40,000 บาท ขึ้นไป
16. พ.ร.บ.อาหาร 80,000 บาท ขึ้นไป
17. พ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์ป่า 100,000 บาท ขึ้นไป
18. พ.ร.บ.ป่าไม้,โรงงานแปรรูปไม้,พระราชกฤฎีกาป่าไม้ 200,000 บาท ขึ้นไป
19. พ.ร.บ.ศุลกากร 300,000 บาท ขึ้นไป
20. พ.ร.บ.ชั่ง ตวง วัด 20,000 บาท ขึ้นไป
21. พ.ร.บ.โรงงาน 50,000 บาท ขึ้นไป

25/06/2016

มีคำถามมาเยอะเหมือนกันนะครับ สำหรับกรณีการไปเช่าซื้อรถออกมาจากร้าน แล้วนำรถที่ยังผ่อนไม่หมดนั้น ไปจำนำกับบุคคลภายนอก ในกรณีนี้ ขอแนะนำว่า อย่าไปทำกับทรัพย์ของผู้อื่นแบบนั้นเลยครับ เพราะว่าเราจะถูกเขาแจ้งความดำเนินคดีอาญากับเราได้ เพราะเราไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถ หรือในทรัพย์สินที่เช่าซื้อ เราเป็นแต่เพียงผู้ครอบครองเพียงอย่างเดียวนะครับ
สำหรับกรณีของการนำรถที่เช่าซื้อไปขายต่อ หรือไปจำนำนั้น จะขออธิบายพอเป็นแนวทางให้เข้าใจ ดังนี้ ครับ
การที่ใครก็ตามที่นำรถที่ตนเองได้เข้าทำสัญญาเช่าซื้อกับทางบริษัทไฟแนนท์รถ หรือกับร้านที่จำหน่ายรถ หรือกับธนาคารที่ได้รับจัดไฟแนนท์รถ แล้วนำรถที่ตนเองได้เช่าซื้อมาแล้ว นำไปขายต่อหรือนำไปจำนำ นั้น จะถือว่าตัวของบุคคลผู้เช่าซื้อเองมีเจตนาที่จะเบียดบังทรัพย์ของผู้อื่น ( บริษัทไฟแนนท์ ร้านที่จำหน่ายรถ หรือธนาคารที่ได้รับจัดไฟแนนท์รถ แล้วแต่กรณี ) เอาไปเป็นประโยชน์ของตัวเอง หรือตัวผู้เช่าซื้อเอง โดยทุจริต บุคคลผู้กระทำนั้นย่อมมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์ แต่สำหรับผู้รับจำนำ หรือผู้รับซื้อทรัพย์นั้นต่อจากบุคคลผู้กระทำความผิดนั้น ก็มีความผิดเช่นเดียวกัน คือ มีความผิดฐานรับของโจร ซึ่งเป็นความผิดที่มีอัตราโทษตามกฎหมาย หรือมีโทษทางอาญา ซึ่งจะมีทั้งโทษจำคุก และโทษปรับ
ในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ นั้น จะมีข้อกฎหมาย ดังนี้
1. ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าทรัพย์นั้นได้ตกมาอยู่ในความครอบครองของผู้กระทำความผิด เพราะผู้อื่นส่งมอบให้โดยสำคัญผิดไปด้วยประการใด หรือเป็นทรัพย์สินหายซึ่งผู้กระทำความผิดเก็บได้ ผู้กระทำต้องระวางโทษแต่เพียงกึ่งหนึ่ง
ความผิดสำหรับผู้รับจำนำ หรือผู้รับซื้อทรัพย์ ต่อจากบุคคลผู้เช่าซื้อ นั้น จะมีดังนี้ครับ
2. ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิด ถ้าความผิดนั้นเข้าลักษณะลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ฉ้อโกง ยักยอก หรือเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานรับของโจร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าการกระทำความผิดฐานรับของโจรนั้น ได้กระทำเพื่อค้ากำไรหรือได้กระทำต่อทรัพย์อันได้มาโดยการลักทรัพย์ ตามมาตรา 335 (10) ชิงทรัพย์ หรือปล้นทรัพย์ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 1,000 บาท ถึง 20,000 บาท
ถ้าการกระทำความผิดฐานรับของโจรนั้น ได้กระทำต่อทรัพย์อันได้มาโดยการลักทรัพย์ตามมาตรา 335 ทวิ การชิงทรัพย์ตามมาตรา 339 ทวิ หรือการปล้นทรัพย์ตามมาตรา 340 ทวิ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 15 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 30,000 บาท
สำหรับท่านที่กำลังจะดำเนินการนำทรัพย์ที่ท่านได้เช่าซื้อมาแล้ว นำไปขายต่อ หรือเอาทรัพย์นั้นไปจำนำ ต้องระวังนะครับ เพื่อไม่ให้ท่านต้องได้รับโทษทางอาญา ผมทนายชาวบ้านขอแนะนำท่านว่าอย่าได้กระทำอย่างนั้น เพราะเมื่อไหร่ที่ทางเจ้าของเขาทราบแล้ว เขาก็ต้องดำเนินคดีอาญากับท่านตามกฎหมาย หรือท่านอาจจะถูกผู้เป็นเจ้าของทรัพย์นั้น ดำเนินคดีกับท่านในความผิดฐานอื่นอีกตามกฎหมายอาญา ก็เป็นได้นะครับ.................ทนายชาวบ้าน.................

25/06/2016

ค่าสินไหมทดแทนกรณีทำให้ตาย
- ค่าปลงศพ หมายถึง การจัดการศพตามประเพณีของลัทธิศาสนา เช่น ค่าปลงศพ พอตายแล้วจะต้องมีหีบศพ ห่อศพ ฉีดยาป้องกันศพเน่า แต่งตัวให้ศพ แต่งชุดพิเศษหรือชุดที่ชอบ จ้างช่างตัดผมหรือหวีผมให้ หรือว่ากรณีร่างกายถูกรถชนแหลกเหลวจะต้องเย็บให้เข้าที่ ค่าจ้างหมอเย็บศพก็ถือว่าเป็นค่าปลงศพอย่างหนึ่ง ค่าพิธีการรดน้ำศพ สวดศพ ทำบุญอันจำเป็นตามประเพณี ค่าเช่าเมรุเผาศพ เป็นต้น เหล่านี้ถือว่าเป็นค่าปลงศพ ค่าปลงศพนี้แยกอธิบายได้อีกว่า
๑. ใครมีสิทธิเรียกค่าปลงศพ ผู้มีสิทธิเรียกค่าปลงศพ คือ ทายาทผู้มีอำนาจหน้าที่จัดการศพตามป.พ.พ.มาตรา ๑๖๔๙ ถ้าคนอื่นแม้จะเป็นญาติเมื่อไม่มีอำนาจหน้าที่ตามที่ระบุไว้ก็เรียกค่าปลงศพไม่ได้ ภริยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการศพ แม้จะเป็นผู้จัดการศพก็เรียกค่าปลงศพไม่ได้ (ฎ.๒๑๒ – ๒๑๓/๒๕๒๕) บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วถือว่าเป็นผู้สืบสันดานมีสิทธิรับมรดกก็เรียกค่าปลงศพได้ (๑๒๐๒/๒๕๔๙) สำหรับบิดาที่ไม่ชอบด้ดวยกฎหมายแม้จะรับรองบุตรตามที่บัญญัติไว้ในป.พ.พ.มาตรา ๑๖๒๗ ก็เพียงแต่ให้บุตรมีสิทธิรับมรดกของบิดานอกกฎหมายเท่านั้นเอง ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่บิดานอกกฎหมายในการรับมรดก บิดานอกกฎหมายจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าปลงศพ หรือค่าเสียหายจากผู้กระทำละเมิด (ฎ.๑๒๘๕/๒๕๐๘)
๒. ค่าปลงศพเรียกล่วงหน้าได้ คือ โดยปกติเวลาถูกทำละเมิดถึงตายทายาทมักจัดการศพไปก่อน ก็มีค่าใช้จ่ายเห็นๆมาฟ้องเรียกฐานละเมิดทีหลังภายใน ๑ ปี พอจัดการไปแล้วค่าปลงศพใช้จ่ายไปเท่าไรก็เรียกจากจำเลยผู้ทำละเมิด ซึ่งคำนวณเห็นได้ชัดแจ้ง แต่มีบางครั้งที่ทายาทยังไม่ปลงศพทันที อาจจะจัดการเบื้องต้นไปโดยเก็บศพไว้ก่อน ๓ ปี แล้วค่อยมาทำ จึงฟ้องเรียกค่าปลงศพสำหรับที่จะจัดการในอนาคตได้ กรณีนี้ก็ต้องบรรยายมาว่าจะจัดการศพในอนาคตอย่างไรตามสัทธิประเพณีหรือไม่ ตามสมควรหรือไม่ (ฎ.๑๔๓-๑๔๔/๒๕๒๑)
๓. ในกรณีที่มีผู้ช่วยค่าปลงศพ มาช่วยทำบุญก็ไม่ตัดสิทธิทายาทที่จะฟ้องเรียกค่าปลงศพจากผู้ละเมิด (ฎ.๓๘๒/๒๕๒๙)
๔. การเรียกค่าปลงศพต้องเรียกตามฐานะและตามสมควร จะใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินตัวไม่ได้ ต้องจัดการตามธรรมเนียมประเพณีด้วย ไม่ใช่ถือโอกาสจัดงานเสียใหญ่โตเกินฐานะ แม้จะจัดไปจริงจัดกันใหญ่โตจริง แต่เกินฐานะศาลก็ไม่ให้ จะให้ตามสมควรตามฐานะเท่านั้น

๕. ถ้าผู้ทำละเมิดช่วยค่าทำศพโดยไม่ยอมรับผิดจะมีลักษณะเป็นการช่วยทำบุญอย่างนี้ไม่ถือว่าเป็นการจ่ายค่าปลงศพที่เรียกว่าเป็นค่าสินไหมทดแทน กรณีนี้จะมีบ่อยเวลาเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ฝ่ายเจ้าของรถยนต์ผู้ทำละเมิดจะไปเจรจากับฝ่ายผู้ตายเจรจาในช่วงแรกก็ยังไม่ยอมรับผิด ฝ่ายผู้ตายก็จะเรียกมาก ฝ่ายนี้ก็ไม่ยอมให้อ้างว่าไม่ได้ประมาท ไม่ผิด แต่เพื่อบรรเทาความรู้สึกของฝ่ายผู้ตาย ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาก็จะมอบเงินให้บางส่วน เช่นช่วยไป ๑๐,๐๐๐ บาท แต่ไม่ได้รับผิดเป็นการบรรเทาความรู้สึก กรณีอย่างนี้ไม่ถือว่าเป็นการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่เรียกว่าเป็นค่าปลงศพเพราะว่าจ่ายโดยไม่ได้รับผิด สมมุติต่อมาเขาฟ้องเรียกค่าปลงศพ ๑๐๐,๐๐๐ บาท จะไปบอกขอหักที่ช่วยไปแล้ว ๑๐,๐๐๐ บาท อย่างนี้หักไม่ได้เพราะเป็นการช่วยทำบุญไม่ใช่ช่วยจ่ายค่าปลงศพอันเป็นค่าสินไหมทดแทน
๖. ผู้ทำละเมิดมีหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนของค่าปลงศพแต่ไม่มีหน้าที่ไปจัดการศพเพราะอำนาจการจัดการศพอยู่ที่ทายาทหรือผู้จัดการมรดกซึ่งเป็นไปตามป.พ.พ.มาตรา ๑๖๔๙

29/05/2016

สิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญา
ผู้เสียหายในคดีอาญา หมายถึง บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดในฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลที่มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายได้ตามกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ผู้เสียหาย มีสิทธิ ดังนี้
1. สิทธิในการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำผิดอาญาที่ตนได้รับความเสียหาย หรือกรณีความเสียหายเกิดกับผู้เยาว์ หรือคนไร้ความสามารถ ผู้ปกครองหรือผู้อนุบาลมีอำนาจจัดการแทนได้ หรือในความผิดที่ผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจัดการเองได้ ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยา มีอำนาจจัดการแทนได้ โดยการร้องทุกข์มีเจตนาให้ผู้กระทำได้รับโทษ
2. เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา
3. เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ในกรณีที่พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องในคดีนั้นแล้ว เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา
4. เป็นโจทก์ฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา
5. ถอนฟ้องคดีอาญาหรือคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา
6. ยอมความในคดีความผิดต่อส่วนตัว โดยสามารถกระทำได้ก่อนคดีถึงที่สุด
7. ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยในคดีอาญาที่จำเลยถูกฟ้องต่อศาล โดยยื่นคำร้องก่อนมีการสืบพยานหรือในกรณีที่ไม่มีการสืบพยานต้องยื่นก่อนศาลมีคำพิพากษา
8. ขอให้พนักงานอัยการมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่จำเลยเอาไป
9. สิทธิในการคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลย
10. สิทธิที่จะถอนคำร้องทุกข์เมื่อใดก็ได้
11. ผู้เสียหายจะยินยอมให้ตรวจตัวเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานหรือไม่ก็ได้ ถ้ายินยอมให้ตรวจ ผู้เสียหายที่เป็นหญิงมรสิทธิที่จะได้รับการตรวจตัวโดยเจ้าพนักงานหญิง
12. ในการชี้ตัวผู้ต้องหา ต้องจัดให้มีสถานที่เหมาะสมและป้องกันมิให้ผู้กระทำความผิดหรือผู้ต้องหาเห็นตัวผู้เสียหาย
13. ผู้เสียหายที่เป็นเด็กมีสิทธิได้รับการถามปากคำและสอบสวนมนสถานที่ที่เหมาะสม มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่ผู้เสียหายร้องขอ และพนักงานอัยการรวมอยู่ด้วยในการถามปากคำ
14. คดีความผิดเกี่ยวกับเพศ ผู้เสียหายที่เป็นหญิงมีสิทธิได้รับการสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนที่เป็นหญิง
15. คดีความผิดเกี่ยวกับเพศ ผู้เสียหายมีสิทธิไม่ถูกถามด้วยคำถามอันเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศของผู้เสียหายกับบุคคลอื่นนอกจากจำเลย
16. มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องร้องต่อศาลขอให้สืบพยานไว้ล่วงหน้า
17. ยื่นอุทธรณ์ ฎีกา คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลในคดีที่เป็นโจทก์ หรือคดีที่เข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ
18. สิทธิที่จะตรวจและขอคัดถ่ายสำเนาคำให้การและเอกสารประกอบคำให้การของตน เมื่อพนักงานอัยการได้ฟ้องคดีต่อศาลแล้ว
สิทธิของผู้ต้องหา ( สถานะยังไม่ถูกฟ้องคดีต่อศาล )
ผู้ต้องหา หมายถึง บุคคลผู้ถูกหาว่าได้กระทำผิดหรือถูกกล่าวหาว่าได้กระทำความผิด แต่ยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาล ซึ่งผู้ต้องหาอาจเป็นผู้ที่ยังไม่ถูกจับกุมก็ได้ เมื่อผู้ต้องหาถูกจับกุมในเรื่องที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอาญา ผู้ต้องหามีสิทธิดังนี้
1. สิทธิแจ้งหรือขอให้เจ้าพนักงานแจ้งให้ญาติ หรือผู้ซึ่งผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาไว้วางใจทราบถึงการถูกจับกุมและสถานที่ที่ถูกควบคุมในโอกาสแรก
2. สิทธิที่จะพบและปรึกษาผู้ที่จะเป็นทนายความสองต่อสอง
3. สิทธิได้รับการเยี่ยมหรือติดต่อกับญาติตามสมควร
4. สิทธิได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร็วเมื่อเกิดการเจ็บป่วย
5. สิทธิได้รับการแจ้งจากเจ้าพนักงานผู้จับว่าผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหามีสิทธิตามข้อ ๑ ถึง ๔
6. สิทธิที่จะได้รับการสอบสวนโดยเร็ว และได้รับทราบการแจ้งสิทธิต่างๆ จากพนักงานสอบสวน
7. สิทธิให้ทนายความหรือผู้ที่ตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำของผู้ต้องหา
8. สิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้
9. สิทธิที่จะไม่ถูกบังคับขู่เข็ญ ล่อลวง ให้สัญญาเพื่อให้การ
10. สิทธิของผู้ต้องหาที่เป็นเด็กและเยาวชนที่จะได้รับการสอบสวนคดีบางประเภทโดยมีนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ พนักงานอัยการและทนายความเข้าร่วมฟังการสอบสวน
11. สิทธิที่จะได้รับการประกันตัว
12. สิทธิร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยตัวหากมีการควบคุมตัวโดยมิชอบ
13. สิทธิได้รับการจัดหาทนายกรณีคดีมีอัตราโทษประหารชีวิต หรือผู้ต้องหามีอายุไม่เกินสิบแปดปี และในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกหากผู้ต้องหาไม่มีทนายและต้องการทนาย พนักงานสอบสวนต้องจัดหาทนายให้
14. สิทธิที่จะได้รับแจ้งถึงพฤติการณ์ และการกระทำที่ถูกกล่าวหา ก่อนการถูกแจ้งข้อกล่าวหา
15. สิทธิได้รับการจัดหาล่าม
สิทธิของจำเลยในคดีอาญา ( สถานะของผู้ต้องหาที่ถูกฟ้องคดีต่อศาลแล้ว จะเรียกว่าเป็นจำเลย )
จำเลย หมายถึง ผู้ต้องหาหรือผู้ถูกจับที่ถูกฟ้องต่อศาลแล้วว่าได้กระทำความผิดอาญา ซึ่งจำเลย มีสิทธิดังนี้
1. สิทธิได้รับการพิจารณาคดีด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่องและเป็นธรรม
2. สิทธิแต่งตั้งทนายแก้ต่างในชั้นไต่สวนมูลฟ้องและในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา
3. สิทธิปรึกษากับทนายความหรือผู้ที่จะเป็นทนายความเป็นการเฉพาะตัว
4. ตรวจดูสิ่งที่ยื่นเป็นพยานหลักฐาน ภาพถ่าย และขอคัดถ่ายสำเนา
5. ตรวจหรือคัดสำเนาคำให้การและเอกสารประกอบคำให้การของตนในชั้นสอบสวน
6. สิทธิได้รับการประกันตัวระหว่างพิจารณาของศาล
7. สิทธิได้รับการจัดหาล่าม
8. สิทธิได้รับการจัดหาทนายกรณีคดีมีอัตราโทษประหารชีวิต หรือในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกซึ่งจำเลยไม่มีทนายและต้องการทนายศาลต้องจัดหาทนายให้ ........ทนายชาวบ้าน.........

28/05/2016

กรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์สิน ( ที่ดิน )
กรรมสิทธิ์รวม หมายถึง ทรัพย์สินที่มีบุคคลหลายคนเป็นเจ้าของรวมกัน ทั้งนี้ การครอบครองของเจ้าของรวมคนหนึ่งถือว่าเป็นการครอบครองแทนเจ้าของรวมคนอื่นด้วย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6237/2541)
และทรัพย์สินที่สามีภริยาไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ไม่ได้จดทะเบียนสมรส) ได้มาระหว่างอยู่กินด้วยกัน ถือเป็นกรรมสิทธิ์รวมของสามีภริยา (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 786-787/2533)
ทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งให้แก่ทายาท ทายาทซึ่งมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดก จึงมีส่วนเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์มรดกนั้น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2780/2550)
ข้อสันนิษฐานทางกฎหมายในเรื่องกรรมสิทธิ์รวม
1. ข้อสันนิษฐานทางกฎหมาย ว่าผู้เป็นเจ้าของรวมกันมีส่วนเท่ากัน ตามหลักกฎหมายในมาตรา 1357 กล่าวคือ กรณีที่ยังไม่แน่ชัดว่าเจ้าของรวมแต่ละคนมีส่วนเท่าใด ก็จะนำข้อสันนิษฐานนี้มาใช้ แต่ถ้ามีการแบ่งแยกการครอบครองเป็นส่วนสัดแล้ว หรือได้ตกลงแบ่งสัดส่วนในเรื่องกรรมสิทธิ์รวมเอาไว้แล้ว ก็ถือเอาตามนั้น ไม่ต้องใช้ข้อสันนิษฐานทางกฎหมายแต่อย่างใด
2. ข้อสันนิษฐานทางกฎหมาย ว่าเจ้าของรวมมีสิทธิจัดการทรัพย์สินรวมกัน โดยถ้าเป็นเรื่องจัดการตามธรรมดา พึงตกลงโดยคะแนนข้างมากแห่งเจ้าของรวม แต่เจ้าของรวมคนหนึ่งๆ อาจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งในทางจัดการตามธรรมดาได้ เว้นแต่ฝ่ายข้างมากได้ตกลงไว้เป็นอย่างอื่น แต่เจ้าของรวมคนหนึ่งๆ อาจทำการเพื่อรักษาทรัพย์สินได้เสมอ
แต่ถ้าเป็นเรื่องจัดการอันเป็นสาระสำคัญ ต้องตกลงกันโดยคะแนนข้างมากแห่งเจ้าของรวม และคะแนนข้างมากนั้นต้องมีส่วนไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งแห่งค่าทรัพย์สิน
แต่กรณีที่เป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงวัตถุที่ประสงค์นั้น จะตกลงกันได้ก็แต่เมื่อเจ้าของรวมเห็นชอบทุกคน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 79/2551 - การจัดการทรัพย์สินตามธรรมดาเพื่อรักษาทรัพย์สินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1358 วรรคสอง เจ้าของรวมคนใดคนหนึ่งมีสิทธิจัดการได้เสมอโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของรวมคนอื่นก่อน แต่การที่ ส. เจ้าของรวมคนหนึ่งให้จำเลยเช่าตึกแถวพิพาทโดยทำสัญญาเช่าหลังจากโจทก์เจ้าของรวมอีกคนกำลังฟ้องขับไล่จำเลยผู้เช่าออกไปจากที่เช่า ย่อมเป็นการก่อให้เกิดภาระติดพันตึกแถวพิพาทซึ่งต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์เจ้าของรวมด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1361 วรรคสอง เมื่อโจทก์ผู้เป็นเจ้าของรวมในตึกแถวพิพาทมิได้รู้เห็นยินยอมด้วย สัญญาเช่าจึงไม่สมบูรณ์และถือว่าเป็นการใช้สิทธิขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1360 วรรคหนึ่ง สัญญาเช่าระหว่างจำเลยกับ ส. เจ้าของรวมจึงไม่ผูกพันโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยได้
3. ข้อสันนิษฐานทางกฎหมาย ว่าเจ้าของรวมคนหนึ่ง มีสิทธิได้ดอกผลตามส่วนของตนที่มีในทรัพย์สินนั้น ทั้งนี้ เจ้าของรวมคนหนึ่งๆ มีสิทธิใช้ทรัพย์สินได้ แต่การใช้นั้นต้องไม่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่นๆ คำ
การใช้สิทธิของการเป็นเจ้าของรวมเพื่อต่อสู้กับบุคคลภายนอก
เจ้าของรวมคนหนึ่งอาจใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอก แต่ในการเรียกร้องเอาทรัพย์สินคืนนั้น ท่านว่าต้องอยู่ในบังคับแห่งเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา ๓๐๒ แห่งประมวลกฎหมายนี้ เช่น เจ้าของรวมคนหนึ่งมีสิทธิฟ้องขับไล่ผู้เช่าหรือผู้บุกรุกได้ , เจ้าของรวมคนหนึ่งมีสิทธิยื่นคำร้องขัดทรัพย์ เพื่อให้เพิกถอนการยึดได้
เจ้าของรวมที่ถูกฟ้องต่อสู้คดี ถือว่าเป็นการใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์รวมครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอก จึงเป็นการกระทำแทนเจ้าของรวมคนอื่นด้วย ย่อมผูกพันเจ้าของรวมคนอื่นด้วย
ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาข้างต้น กรณีที่เจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอก จึงย่อมมีผลผูกพันเจ้าของรวมคนอื่นด้วย
การจำหน่ายทรัพย์ที่เป็นกรรมสิทธิ์รวม
***เจ้าของรวมคนหนึ่ง จะจำหน่ายส่วนของตน หรือจำนอง หรือก่อให้เกิดภาระติดพันก็ได้
แต่ตัวทรัพย์สินนั้นจะจำหน่าย จำนำ จำนอง หรือก่อให้เกิดภาระติดพันได้ก็แต่ด้วยความยินยอมแห่งเจ้าของรวมทุกคน
ถ้าเจ้าของรวมคนใดจำหน่าย จำนำ จำนอง หรือก่อให้เกิดภาระติดพันทรัพย์สินโดยมิได้รับความยินยอมแห่งเจ้าของรวมทุกคน แต่ภายหลังเจ้าของรวมคนนั้นได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินแต่ผู้เดียวไซร้ ท่านว่านิติกรรมนั้นเป็นอันสมบูรณ์***
เช่น สามีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายได้ทรัพย์สินมาระหว่างสมรสจะเป็นสินสมรส เมื่อหย่าขาดกันแล้วโดยยังไม่แบ่งสินสมรสกัน ทรัพย์สินสิ้นสภาพจากสินสมรสและมีฐานะเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทั้งสองฝ่าย ต้องบังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยกรรมสิทธิ์รวม ถือว่ามีส่วนเท่ากัน หากสามีทำสัญญาขายที่ดินและบ้านให้บุคคลอื่น โดยภริยาไม่ทราบเรื่องและไม่ให้ความยินยอม แม้สามีทำสัญญากับบุคคลภายนอกโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน สัญญาดังกล่าวไม่ผูกพันกรรมสิทธิ์ส่วนของภริยา คงผูกพันส่วนของสามี ภริยาฟ้องให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ของภริยาได้ หรือการจัดการสินสมรสของสามีภริยาต้องบังคับตามมาตรา 1476 คือต้องจัดการร่วมกันหรือต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง หากฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าว คู่สมรสอีกฝ่ายฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ เว้นแต่คู่สมรสฝ่ายนั้นให้สัตยาบันแก่นิติกรรมนั้นแล้ว หรือในขณะทำนิติกรรมบุคคลภายนอกกระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ซึ่งกรณีต้องเป็นสามีภริยากันอยู่ หากหย่ากันแล้วแต่ยังไม่แบ่งสินสมรส ต้องบังคับในฐานะกรรมสิทธิ์รวม
เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ จะจำหน่ายส่วนของตนหรือจำนองหรือก่อให้เกิดภาระผูกพันก็ได้ หมายถึงส่วนที่จะได้ในฐานะเป็นเจ้าของรวม ไม่ใช่ตัวทรัพย์ การจำหน่ายส่วนของตนเท่ากับเป็นการจำหน่ายสิทธิการเป็นเจ้าของรวมนั่นเอง มีผลทำให้ผู้ซื้อหรือผู้รับโอนเข้าเป็นเจ้าของรวมแทน การจำหน่ายตามมาตรานี้ไม่จำต้องให้เจ้าของรวมคนอื่นยินยอมด้วย แต่ถ้าเป็นตัวทรัพย์แล้ว เจ้าของรวมคนใดจะจำหน่าย ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของรวมคนอื่นด้วยไม่ว่าจะจำหน่ายทั้งหมดหรือบางส่วน เช่นเจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ ขายที่ดินให้คนอื่นโดยระบุส่วนของตนบอกจำนวนเนื้อที่ไว้ชัดแจ้ง ไม่เกินสิทธิของตน แม้เจ้าของรวมคนอื่นไม่รู้เห็นยินยอมการซื้อขายสมบูรณ์

ที่อยู่

Bangkok
12120

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ปรึกษากฎหมายทนายชาวบ้านผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์