สถาบันสอนเสริมกฎหมาย Advanced Law

สถาบันสอนเสริมกฎหมาย Advanced Law บริการให้คำปรึกษากฎหมาย บริการงานก

1.บริการทางกฎหมายทุกประเภท, ฟ้องคดี, ต่อสู้คดี, รับว่าความทั่วราชอาณาจักร,
รับแปลเอกสาร-ร่างสัญญา นิติกรรม เอกสารทางกฎหมาย
ภาษาไทย-อังกฤษ
-
2.บริการด้านการศึกษากฎหมาย สอนกฎหมายทุกระดับ สอนกฎหมาย VIP จบ ป.ตรี + ใบอนุญาตให้เป็นทนายความ
- สอนแบบรับรองผลจนสอบผ่านทุกระดับ
-

25/08/2026

บทความที่นักศึกษาเขียนเองแต่ที่ปรึกษามาขอใส่ชื่อ เพราะเหตุใด
สายสังคมศาสตร์มีอาจารย์หลายท่านมาแถลงว่า ไม่เคยให้ใส่ชื่อ เพราะวัฒนธรรมงานวิจัยสากลจะไม่ใส่ชื่อที่ปรึกษา มีแนวคำตอบ ดังนี้
_
งานวิจัย บทความทางสายสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ (Social Sciences & Humanities) ซึ่งมีวัฒนธรรมการวิจัยและจริยธรรมการตีพิมพ์ที่แตกต่างจากสายวิทยาศาสตร์อย่างสิ้นเชิงเหตุผลที่มีการคัดค้านและถกเถียงว่าไม่ควรใส่ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโดยอัตโนมัติ มีดังนี้
_
1. วัฒนธรรม "ผู้แต่งเดี่ยว" (Sole Authorship)สายสังคมศาสตร์เน้นงานเดี่ยว: แตกต่างจากสายวิทยาศาสตร์ที่ต้องทำวิจัยในห้องแล็บหรือทำงานเป็นทีม ในสายสังคมศาสตร์ กรอบคิด การตีความ และงานเขียนมักมาจากความคิดและการลงแรงสร้างสรรค์ของนักศึกษาเป็นหลัก
_
การยอมรับในวงการ: ผลงานที่เป็นชื่อเดี่ยว (Single-authored paper) ในสายสังคมศาสตร์สะท้อนถึงศักยภาพและความเป็นอิสระทางวิชาการของนักศึกษาอย่างแท้จริง การใส่ชื่ออาจารย์ร่วมอาจทำให้บุคคลภายนอกมองว่านักศึกษาไม่ได้ทำเองทั้งหมด
_
2. หลักเกณฑ์สากลเรื่องจริยธรรมการเป็นผู้เขียน (Authorship Criteria)
_
ข้อกำหนดของ COPE และสากล:
เกณฑ์จริยธรรมการตีพิมพ์ระดับสากล เช่น COPE (Committee on Publication Ethics) ระบุชัดเจนว่า ผู้ที่จะมีชื่อเป็นผู้เขียนร่วม (Co-author) ต้องมีส่วนร่วมในการทำวิจัยอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ร่วมเก็บข้อมูล วิเคราะห์ผล หรือลงมือเขียนบทความ
_
การแนะแนวไม่ใช่ข้ออ้าง: การที่อาจารย์ทำหน้าที่ตรวจทาน ให้คำแนะนำ หรือวิพากษ์วิจารณ์ในฐานะที่ปรึกษา ถือเป็น "หน้าที่ตามปกติ" (Institutional Duty) ของอาจารย์อยู่แล้ว ซึ่งเงินเดือนและภาระงานส่วนนี้รวมอยู่ในระบบมหาวิทยาลัย หากอาจารย์ไม่ได้ลงมือเขียนหรือวิเคราะห์ร่วมด้วย
_
การใส่ชื่ออาจารย์จะถือเป็น "Gift Authorship" (การยกชื่อให้เป็นของขวัญ) ซึ่งผิดจริยธรรมวิชาการสากล
_
3. ประเด็น "ความเหลื่อมล้ำทางอำนาจ" (Power Asymmetry)การเกรงใจหรือถูกบังคับ:
_
ในความเป็นจริง นักศึกษาจำนวนมากยอมใส่ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพราะความเกรงใจ กลัวไม่จบ หรือเป็นข้อบังคับแบบกลาย ๆ ของสถาบัน ทั้งที่อาจารย์แทบไม่ได้ช่วยขัดเกลาเนื้อหาเลย
_
การนำผลงานไปเคลม: มีข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่า อาจารย์บางท่านใช้ช่องโหว่นี้ในการสะสมผลงานตีพิมพ์เพื่อขอตำแหน่งทางวิชาการ (ผศ., รองศาสตราจารย์, ศ.) โดยที่แทบไม่ได้ออกแรงวิจัยเอง
_
สรุปทางออกและแนวปฏิบัติในปัจจุบันแม้ว่าในทางจริยธรรมสากลจะมองว่า ไม่ควรใส่ชื่ออาจารย์ถ้าไม่ได้ร่วมทำวิจัยจริง
_
แต่ในบริบทของ มหาวิทยาลัยไทย ยังคงเกิดความขัดแย้งระหว่างสองสิ่งนี้:
_
กฎมหาวิทยาลัยไทย (บังคับใส่): ระเบียบบัณฑิตวิทยาลัยส่วนใหญ่ยังบังคับว่าบทความเพื่อขอจบต้องมีชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อยืนยันว่างานชิ้นนี้ผ่านการควบคุมคุณภาพหากไม่ใส่ชื่อร่วม ทำอย่างไรได้บ้าง?
_
ในต่างประเทศหรือวารสารสายสังคมศาสตร์บางแห่ง หากอาจารย์ทำหน้าที่แค่ให้คำปรึกษา จะใช้วิธี "ใส่ชื่ออาจารย์ไว้ในกิตติกรรมประกาศ (Acknowledgements)" แทนการใส่ชื่อเป็นผู้เขียนร่วม เพื่อให้เกียรติและขอบคุณอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ
_
www.advancedlaw.9.con

20/06/2026

การสอนคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อย่าทำแบบขอไปที
_
คำกล่าวที่ว่า "การสอนคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อย่าทำแบบขอไปที" เป็นประโยคที่สะท้อนให้เห็นถึงแก่นแท้ คุณค่า และความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ของผู้ที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ได้อย่างลึกซึ้ง
_
คำกล่าวนี้มีความหมายในหลายมิติ ดังนี้
_
1. อำนาจในการเปลี่ยนชีวิตคน
_
ความ "ศักดิ์สิทธิ์" ในที่นี้หมายถึงพลังที่สามารถสร้างหรือทำลายชีวิตคนได้อย่างมหาศาล คำพูด การสอน หรือความใส่ใจเพียงเล็กน้อยของผู้สอน สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เรียนค้นพบตัวเองและเติบโตไปในทางที่ดีได้ ในทางกลับกัน หากสอนแบบ "ขอไปที" (ทำลวกๆ หรือทำโดยไม่ใส่ใจ) ก็อาจทำลายความมั่นใจและดับฝันของผู้เรียนไปตลอดชีวิตได้เช่นกัน
_
2. หน้าที่ที่เดิมพันด้วยอนาคต
ผู้สอนกำลังทำงานกับ "สติปัญญาและจิตใจของมนุษย์" ไม่ใช่สิ่งของหรือเครื่องจักร การสอนแบบขอไปที ทำแค่ให้หมดชั่วโมง หรือทำเพียงเพื่อแลกเงินเดือน ถือเป็นการขาดความรับผิดชอบอย่างร้ายแรง เพราะนั่นเท่ากับเป็นการทิ้งขว้างเวลา โอกาส และอนาคตของผู้เรียนที่ฝากไว้ในมือคุณ
_
3. ต้องใช้ "จิตวิญญาณ" ไม่ใช่แค่การท่องจำ
สิ่งศักดิ์สิทธิ์มักเชื่อมโยงกับความศรัทธาและความบริสุทธิ์ใจ การสอนก็เช่นกัน การเป็นผู้สอนที่ดีไม่ใช่แค่การเปิดตำราแล้วพูดตามหนังสือ แต่ต้องอาศัย:
_
การเตรียมตัว: การออกแบบบทเรียนให้เหมาะสมกับผู้เรียน
_
ศิลปะการถ่ายทอด: การหาวิธีอธิบายเรื่องยากให้เข้าใจง่าย
_
ความเมตตา: ความตั้งใจจริงที่อยากเห็นผู้เรียนพัฒนาและได้ดี
_
4. ผลกระทบแบบโดมิโน (Ripple Effect)
สิ่งที่สอนจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องเรียน แต่จะฝังรากและติดตัวผู้เรียนไปตลอดชีวิต ผู้เรียนเหล่านั้นจะนำความรู้และทัศนคติที่ได้ไปใช้ตัดสินใจ ทำงาน และสร้างสรรค์สังคมต่อไป การสอนที่มาจากความตั้งใจจึงเป็นการสร้างผลลัพธ์ที่ดีต่อโลกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
_
สรุป: คำกล่าวนี้คือคำเตือนสติสำหรับผู้ที่ทำหน้าที่ครู อาจารย์ หรือผู้สอนทุกคนว่า อย่ามองการสอนเป็นเพียง "งานประจำ" ที่ต้องทำให้เสร็จๆ ไป แต่ให้ตระหนักเสมอว่าคุณกำลังรับผิดชอบ "ภารกิจอันทรงเกียรติ" ที่มีผลต่อชีวิตคน จึงต้องใช้หัวใจ ความตั้งใจ และความรับผิดชอบอย่างสูงสุด
_
https://www.advancedlaw9.com/

Global Citizens _พลเมืองดิจิทัล หรือ ประชาชนในยุคนี้ ต้องมีความรู้เท่าทันเพื่อใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัย สร้างสรรค์ และมีค...
14/06/2026

Global Citizens
_
พลเมืองดิจิทัล หรือ ประชาชนในยุคนี้ ต้องมีความรู้เท่าทันเพื่อใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัย สร้างสรรค์ และมีความรับผิดชอบ โดยหัวใจสำคัญคือการปกป้องข้อมูลส่วนตัว การคิดวิเคราะห์แยกแยะข้อเท็จจริง การรู้กฎหมายและจริยธรรม รวมถึงการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์
_
แนวทางปฏิบัติและการรู้เท่าทันสามารถแบ่งออกเป็น 8 ทักษะสำคัญ ดังนี้:
_
ทักษะการรักษาอัตลักษณ์ที่ดี (Digital Citizen Identity): รู้จักสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกและรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนเองโพสต์หรือแสดงออกในสังคมออนไลน์
_
ทักษะการจัดการข้อมูลส่วนตัว (Privacy Management): รู้จักตั้งค่าความเป็นส่วนตัว และระมัดระวังไม่เปิดเผยข้อมูลสำคัญ เช่น รหัสผ่าน เลขบัตรประชาชน หรือที่อยู่ เพื่อป้องกันการถูกขโมยตัวตน
_
ทักษะการคิดวิเคราะห์วิจารณญาณ (Critical Thinking): สามารถประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล ข่าวสาร และสื่อออนไลน์ แยกแยะได้ว่าสิ่งใดคือข้อเท็จจริงหรือข่าวปลอม (Fake News) ก่อนแชร์หรือเชื่อถือ
_
ทักษะการใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัย (Cybersecurity Management): ป้องกันอุปกรณ์จากการถูกแฮก ตั้งรหัสผ่านที่คาดเดายาก หมั่นอัปเดตระบบ และระมัดระวังลิงก์แปลกปลอม
_
ทักษะการรับมือการกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ (Cyberbullying Management): รู้จักวิธีหลีกเลี่ยงหรือจัดการเมื่อถูกคุกคาม และไม่กระทำการกลั่นแกล้งผู้อื่นบนโลกออนไลน์
_
ทักษะการบริหารเวลาหน้าจอ (Screen Time Management): จัดสรรเวลาการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลให้สมดุลกับชีวิตจริง ไม่ปล่อยให้อุปกรณ์ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการใช้ชีวิต
_
ทักษะการใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม (Digital Footprint): เคารพสิทธิและทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น ไม่นำผลงาน รูปภาพ หรือข้อความของผู้อื่นมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
_
ทักษะการจัดการสารสนเทศ (Digital Footprint): ค้นหาข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพและเข้าใจวิธีการใช้ประโยชน์จากเครื่องมือดิจิทัลอย่างสูงสุดการเป็นพลเมืองดิจิทัลที่ตื่นตัวยังหมายรวมถึงความเข้าใจในสิทธิขั้นพื้นฐานของตนเอง และการใช้งานเทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตนเองและสังคม
_
อาจารย์ ดร.พิชัย โชติชัยพร
อาจารย์ประจำวิชา
Global Citizens
มหาวิทยาลัยราชมงคลกรุงเทพ
_
Source: Gemini AI

-หลักการของกฎหมายอาญา--หลักการของกฎหมายอาญาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก เพราะเป็นกฎหมายที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพ ชีวิต และท...
14/01/2026

-หลักการของกฎหมายอาญา-
-
หลักการของกฎหมายอาญาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก เพราะเป็นกฎหมายที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพ ชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนโดยตรง ดังนั้นการตีความและการบังคับใช้จึงต้องมีความเคร่งครัดและรัดกุมที่สุด
______________________
ในทางนิติศาสตร์ หลักการพื้นฐานของกฎหมายอาญา (Fundamental Principles of Criminal Law)
สามารถสรุปออกเป็นหัวใจสำคัญได้ 5 ประการ ดังนี้:

1. หลักความชอบด้วยกฎหมาย (The Principle of Legality)
นี่คือหลักการที่สำคัญที่สุด หรือที่เรียกว่า "กฎเหล็ก" ของกฎหมายอาญา มาจากภาษิตละตินว่า "Nullum crimen, nulla poena sine lege" แปลว่า "ไม่มีความผิด และไม่มีโทษ หากไม่มีกฎหมายกำหนด"
• ต้องเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษร: ความผิดอาญาต้องถูกบัญญัติไว้เป็นตัวหนังสือชัดเจน จะเอา "จารีตประเพณี" หรือ "สามัญสำนึก" มาลงโทษคนไม่ได้
• ต้องชัดเจนแน่นอน (Certainty): กฎหมายต้องเขียนให้ชัดว่าทำอะไรผิด ไม่คลุมเครือ เพื่อให้ประชาชนรู้ล่วงหน้าว่าอะไรทำได้หรือทำไม่ได้
• ห้ามใช้จารีตประเพณีมาลงโทษ: แม้สังคมจะมองว่าเรื่องนี้ผิดศีลธรรม แต่ถ้าไม่มีกฎหมายเขียนว่าเป็นความผิด ก็ลงโทษทางอาญาไม่ได้
_______________________
2. หลักการตีความโดยเคร่งครัด (Strict Interpretation)
เนื่องจากกฎหมายอาญามีโทษทัณฑ์ การตีความจึงต้องจำกัดวงเฉพาะตามตัวอักษรและเจตนารมณ์ที่แท้จริง
• ห้ามตีความขยายความ: หากถ้อยคำในกฎหมายไม่ครอบคลุม จะตีความขยายออกไปเพื่อให้ลงโทษได้ ไม่ได้
• ห้ามเทียบเคียง (Analogy): จะบอกว่า "เรื่องนี้คล้ายกับเรื่องนั้น" แล้วเอามาลงโทษเหมือนกันไม่ได้ (ต่างจากกฎหมายแพ่งที่เทียบเคียงได้)
• กรณีสงสัย ยกประโยชน์ให้จำเลย: หากกฎหมายคลุมเครือ หรือตีความได้หลายนัย ต้องเลือกทางที่เป็นผลดีต่อผู้ต้องหาหรือจำเลยที่สุด
_______________________
3. หลักห้ามใช้กฎหมายย้อนหลัง (Non-retroactivity)
หลักการนี้บัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 คือ บุคคลจะรับโทษก็ต่อเมื่อกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะกระทำความผิดบัญญัติว่าเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้
• ผลร้ายย้อนหลังไม่ได้: หากวันนี้การ "สูบบุหรี่ในบ้าน" ไม่ผิดกฎหมาย แต่พรุ่งนี้ออกกฎหมายใหม่ว่าผิด จะมาจับคนที่สูบเมื่อวานไม่ได้
• ข้อยกเว้น (ผลดีย้อนหลังได้): ตาม มาตรา 3 หากกฎหมายใหม่ "ยกเลิกความผิด" หรือ "ลดโทษลง" ให้ใช้กฎหมายใหม่ที่เป็นคุณกับจำเลยย้อนหลังได้ (ถือเป็นหลักเมตตาธรรม)
____________________
4. โครงสร้างความรับผิดทางอาญา (Structure of Criminal Liability)
เพื่อให้บุคคลต้องรับผิดทางอาญา ในทางวิชาการและทางปฏิบัติจะพิจารณาผ่าน 3 ประตู (3 โครงสร้าง) หากขาดข้อใดข้อหนึ่งไป จะลงโทษไม่ได้ คือ:
1. การกระทำครบองค์ประกอบความผิด (Elements of Crime):
o มีการกระทำ (คิดเฉยๆ ไม่ผิด)
o ครบองค์ประกอบภายนอก (ผู้กระทำ, การกระทำ, วัตถุแห่งการกระทำ)
o ครบองค์ประกอบภายใน (เจตนา)
o ผลสัมพันธ์กับการกระทำ
2. ไม่มีกฎหมายยกเว้นความผิด (Justification):
o การกระทำนั้นเข้าข่ายความผิดแล้ว แต่มีกฎหมายบอกว่า "ไม่ผิด" หรือไม่
o เช่น การป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมาย (มาตรา 68), ความยินยอม
3. ไม่มีกฎหมายยกเว้นโทษ (Excuse):
o การกระทำนั้นเป็นความผิด แต่มีเหตุให้ "ไม่ต้องรับโทษ" หรือไม่
o เช่น การกระทำด้วยความจำเป็น (มาตรา 67), เด็กอายุต่ำกว่าเกณฑ์, คนวิกลจริต (ในบางกรณี)
_______________________
5. หลักเจตนา (Mens Rea / Guilty Mind)
หลักการสำคัญตาม มาตรา 59 คือ "บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา"
• เจตนาเป็นหลัก: การกระทำส่วนใหญ่ต้องมีเจตนา (ประสงค์ต่อผล หรือ เล็งเห็นผล) จึงจะผิด
• ประมาทเป็นข้อยกเว้น: การกระทำโดยประมาท (ไม่ระวัง) จะเป็นความผิดก็ต่อเมื่อ "มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัด" เท่านั้น (เช่น ฆ่าคนตายโดยประมาท, ขับรถประมาท) ถ้ากฎหมายไม่เขียนว่าประมาทแล้วผิด ก็เอาผิดไม่ได้ (เช่น ทำให้เสียทรัพย์โดยประมาท ไม่เป็นความผิดอาญา ต้องไปฟ้องแพ่งเอา)
______________________
เรียบเรียงโดย
อาจารย์ ดร.พิชัย โชติชัยพร,
Ph.D., Master of Laws
ประสบการณ์กฎหมาย 30 ปี ทำคดีมาแล้วมากกว่า 200 เรื่อง
_______________________
เปิดรับสมัครแล้ว
– คอร์สติวทนายออนไลน์ VIP ตัวต่อตัว รับรองผลจนสอบผ่าน ได้รับใบอนุญาตเป็นทนายความ สถิติสอบผ่าน 100% เมื่อเรียนตามแผน
-
สอบถาม: Tel/ Line 0862310999

วิเคราะห์คุณประโยชน์ของ "คำขวัญวันเด็ก"-ในครั้งนี้ เป็นคำขวัญวันเด็กของ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) พระนักปรา...
10/01/2026

วิเคราะห์คุณประโยชน์ของ "คำขวัญวันเด็ก"
-
ในครั้งนี้ เป็นคำขวัญวันเด็กของ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) พระนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ของไทย และนี่คือคำขวัญวันเด็กประจำปี 2567 ที่ท่านได้เมตตาเขียนมอบไว้ด้วยลายมือ โดยมีหัวข้อว่า
-
"คนเก่ง เป็นได้ไม่ยาก"
-
"หลานๆ บอกว่า อยากเป็นคนเก่ง เรื่องนี้ไม่ยาก ไม่ต้องลงทุนอะไร ขอให้ใช้ความรู้สึกหน่อย ตื่นเช้าขึ้นมา นึกถามตัวเองว่า จะทำอะไร ถ้ายังนึกไม่ออก ก็ทบทวนดูว่า วันนี้ควรจะทำอะไร ถ้านึกไม่ออก ถามคุณพ่อคุณแม่ก็ได้ว่า วันนี้มีอะไร ให้ลูกทำไหม อะไรก็ได้ที่เป็นเรื่องของการสร้างสรรค์ หรือ ทำประโยชน์ ก็ให้นึกออกมา ทำให้มีอะไรขึ้นมาให้ได้ แต่ไม่ต้องถามว่า เราจะได้อะไร เราจะเสียอะไร การทำความดี อย่ามัวรีรอ จะทำอะไร ให้ลงมือทำเลย
-
พอมีอะไรที่จะทำ ก็เตรียมตัวให้พร้อม พอจะลงมือทำ ปัญหาต่างๆ พอเจอะเจอเข้า ก็ใช้ความเพียรพยายาม สติ ปัญญา แก้อุปสรรค ขันติ หลักธรรมอะไรต่างๆ ที่จะทำให้ชีวิตเจริญงอกงาม ก็จะตามกันมาเอง แล้วก็จะเป็นคนเก่งจริงๆ
-
ไม่ใช่เก่งอย่างเดียว สังคมต้องการคนเก่งที่เป็นคนดี คือเป็นคนดี มีน้ำใจ เกิดความสำเร็จ ก็ให้รู้จักกตัญญู แล้วก็มีความเสียสละ ทำงานสร้างสรรค์เพื่อประโยชน์ เรียกว่า ทั้งเก่ง ทั้งดี และมีความสุขด้วย
-
คำสอนทางธรรมไว้บอกใจตัว ก็คือสัจธรรมที่ว่า
-
อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ (แปลว่า) ตนแล เป็นที่พึ่งแห่งตน แปลว่า เวลาแต่ละวัน อย่าปล่อยให้เปล่า ไม่มาก ก็น้อย ต้องให้ได้ประโยชน์ นี่แหละคือ สติให้รู้-ทำให้ดู แล้วชีวิตจะมีความสุข กล้ารับผิด ได้ทำการสร้างสรรค์ ให้เกิดประโยชน์และความสุข
-
อีกคาถาหนึ่งคือว่า
-
ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารี = ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ขอให้เป็นคนเก่ง ที่เก่งจริง และเก่งดี สุขใจกาย ด้วยการหยุดใจที่จะทำ อย่าเห็นแก่ตัว พร้อมด้วยสติ และความสุข เพื่อความรอดเป็นพระที่ยั่งยืนนาน"
-
(ลงชื่อ) สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) ๑๓ ม.ค. ๒๕๖๗
-
คำอธิบายและขยายความ
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) ท่านได้สอนหลักการเป็น "คนเก่ง" ที่แท้จริง ไว้ได้อย่างลึกซึ้งและปฏิบัติได้จริง ดังนี้ร:
-
1. "คนเก่ง" เริ่มต้นที่ "ความคิด" ในยามเช้า ท่านสอนให้เด็กๆ (และผู้ใหญ่) เริ่มต้นวันด้วย "โจทย์" ที่ถูกต้อง แทนที่จะตื่นมาแบบเลื่อนลอย ให้ถามตัวเองทันทีว่า "วันนี้จะทำอะไร?" หรือ "วันนี้ควรจะทำอะไร?" ถ้าคิดไม่ออกให้ถามพ่อแม่ เพื่อหาจุดเริ่มต้นของการกระทำที่เป็น "การสร้างสรรค์" หรือ "การทำประโยชน์"
-
2. ตัดวงจรความเห็นแก่ตัว ท่านเน้นย้ำว่า "ไม่ต้องถามว่า เราจะได้อะไร เราจะเสียอะไร" เพราะคำถามเหล่านี้คือรากเหง้าของความเห็นแก่ตัวที่ขัดขวางการทำความดี ท่านสอนให้ตัดความลังเลสงสัย แล้ว "ลงมือทำเลย"
-
3. "งาน" คือแบบฝึกหัดสร้าง "ธรรมะ" เมื่อลงมือทำงานหรือทำกิจกรรม เราจะต้องเจอกับปัญหา ซึ่งนั่นคือโอกาสทองที่จะได้ฝึกฝนคุณธรรมต่างๆ ให้เกิดขึ้นในใจโดยอัตโนมัติ ได้แก่:
-
ความเพียรพยายาม: เพื่อข้ามผ่านความยากลำบาก
-
สติ ปัญญา: เพื่อแก้ไขปัญหา
-
ขันติ (ความอดทน): เพื่อทนต่ออุปสรรค สิ่งเหล่านี้แหละที่จะหล่อหลอมให้เรากลายเป็น "คนเก่งจริงๆ" (ไม่ใช่เก่งแค่ในตำรา)
-
4. เก่ง + ดี + มีความสุข ท่านย้ำว่าสังคมต้องการคนเก่งที่เป็นคนดีและมีน้ำใจด้วย โดยความสำเร็จต้องมาคู่กับ "ความกตัญญู" (รู้คุณ) และ "ความเสียสละ" (ทำเพื่อผู้อื่น) จึงจะครบองค์ประกอบของชีวิตที่มีความสุข
-
5. ธรรมะคาถาประจำใจ
-
อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ (ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน): ท่านขยายความในมุมมองของการบริหารเวลา คือ อย่าปล่อยเวลาให้สูญเปล่า เราต้องพึ่งพาตนเองในการทำเวลาให้มีค่า ไม่มากก็น้อยต้องได้ประโยชน์
-
ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารี (ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม): การทำความดีและการประพฤติธรรมจะเป็นเกราะคุ้มครองชีวิตให้รอดปลอดภัยและยั่งยืน
-
โดยสรุป โอวาทนี้สอนให้เราเป็น "ผู้กระทำ" (Doer) ที่สร้างสรรค์และเสียสละ เริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ใกล้ตัวในครอบครัว แล้วขยายวงไปสู่สังคม พร้อมกับใช้การทำงานนั้นเป็นเครื่องมือในการขัดเกลาจิตใจตนเอง
-
เรียบเรียงโดย ดร.พิชัย โชติชัยพร

10/01/2026

ปัญหาการใช้ภาษาไทย
-
ครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์การใช้ภาษาไทยใน คำขวัญวันเด็กปี 2569
ของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ว่า
-
"ถึงหัวจะดื้อความรู้
ถึงหูจะบ้วนคำขวัญ
แต่ใจอย่าทิ้งความฝัน
สร้างสรรค์ชีวิตในแบบของเรา"

ถือเป็นการฉีกขนบคำขวัญแบบเดิมอย่างสิ้นเชิง โดยใช้ภาษาในลักษณะ
"โวหารภาพพจน์" (Figure of Speech) เพื่อสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ แต่หาก
พิจารณาในมุมของ หลักภาษาไทย (Grammar & Semantics) และ ตรรกะ
(Logic) อย่างเคร่งครัด จะพบจุดที่ "ผิดขนบ" หรือ "บิดเบือนหลักภาษา"
ดังนี้.
1. ความผิดพลาดด้านตรรกะและความหมาย (Semantic & Logical Fallacy)
จุดนี้เป็นจุดที่ชัดเจนที่สุดและต่อเนื่องจากที่คุณถามมาก่อนหน้านี้.
-
• "หูจะบ้วนคำขวัญ"
o หลักการที่ผิด: หู (Ears) มีหน้าที่รับเสียง (Input) ไม่สามารถ "บ้วน" (Spit/Output) สิ่งใดออกมาได้ และ "คำขวัญ" เป็นนามธรรม ไม่สามารถถูกบ้วนเป็นก้อนหรือของเหลวได้
o การวิเคราะห์: เป็นการใช้ความผิดพลาดทางตรรกะเพื่อสร้างภาพพจน์ (Metaphor) สื่อถึงอาการ "รับไม่ไหว" หรือ "ต่อต้าน" สิ่งที่ถูกยัดเยียดให้ฟังจนอยากจะคายทิ้ง แม้อวัยวะที่ใช้คายจะไม่ใช่ปากก็ตาม
-
• "หัวจะดื้อความรู้"
o หลักการที่ผิด:
 ประธานผิด (Wrong Agent): ปกติ "ความดื้อ" เป็นกริยาอาการของ "บุคคล" (Person) ไม่ใช่อวัยวะอย่าง "หัว" (Head) การใช้ "หัว" เป็นประธานถือเป็นการใช้ภาพพจน์แบบบุคลาธิษฐาน (Personification) หรือการใช้นามนัย (Synecdoche) ที่แทนตัวบุคคลด้วยอวัยวะ
-
 กรรมผิด (Object Mismatch): ปกติเราใช้ "ดื้อ" กับ "คำสั่ง" หรือ "ผู้มีอำนาจ" (เช่น ดื้อพ่อแม่) หรือใช้ในบริบทชีววิทยา (เช่น ดื้อยา) การใช้ "ดื้อความรู้" เป็นการสร้างรูปประโยคใหม่ที่แปลกแปร่ง (Deviant usage) เพื่อสื่อว่าสมองปฏิเสธการจำจำเจ
-
o การวิเคราะห์: สื่อถึงสภาวะที่สมองปิดกั้น หรือปฏิเสธชุดความรู้เดิมๆ ที่ถูกป้อนให้
-
2. ความขัดแย้งด้านเจตนาและวัจนปฏิบัติศาสตร์ (Pragmatic Clash)
ตามธรรมเนียม (Convention) ของ "คำขวัญวันเด็ก" ในอดีต มักจะเป็นประโยคบอกเล่าหรือคำสั่งที่ "ส่งเสริมเชิงบวก" (เช่น เรียนดี, มีวินัย, รักชาติ)
-
• ความผิดขนบ: คำขวัญนี้เริ่มต้นด้วย ประโยคปฏิเสธความดีงามตามขนบ (Negative Connotation) คือการยอมรับว่าเด็กอาจจะ "ดื้อ" (ไม่รับความรู้) และ "ก้าวร้าว" (บ้วนคำขวัญ)
-
• ผลทางภาษา: ประโยคสองวรรคแรกทำหน้าที่เป็น Concessive Clause (ประโยคแสดงความขัดแย้ง - "ถึง...จะ...") ซึ่งผิดวิสัยคำขวัญทั่วไปที่มักจะสั่งสอนตรงๆ แต่นี่คือกลยุทธ์ทางภาษาที่เรียกว่า "การสร้างพวกพ้อง" (Solidarity building) คือยอมรับความจริงด้านลบของเด็กก่อน เพื่อจูงใจให้ฟังวรรคต่อไป
-
สรุป: ผิดหลักภาษา หรือ ศิลปะการใช้คำ?
-
ในทางภาษาศาสตร์ ข้อความนี้ถือว่า "ผิดหลักความจริงทางสรีระและตรรกะภาษา" (Physically and Logically Impossible) แต่ในทางวรรณศิลป์และการสื่อสารทางการเมือง นี่คือการใช้ "Poetic License" (สิทธิของกวี) .
ผู้แต่งจงใจ "บิด" หลักภาษา (Language Deviation) เพื่อ:
-
1. Satire: เสียดสีระบบการศึกษาแบบท่องจำ (ความรู้ที่น่าเบื่อ, คำขวัญที่เฟ้อเจ้อ)
2. Empathy: แสดงความเข้าใจธรรมชาติของเด็กยุคใหม่ว่าอาจจะต่อต้านกรอบเดิม ๆ
3. Emphasis: เน้นย้ำวรรคสุดท้ายว่า แม้จะต่อต้านโลกเก่า (วรรค 1-2) แต่ต้องมีเป้าหมายของตัวเอง (วรรค 3-4)
-
ดังนั้น หากมองในมุมข้อสอบภาษาไทย ประโยคนี้ ผิด . แต่หากมองในมุมวรรณกรรมร่วมสมัย มันคือการใช้ภาพพจน์ที่รุนแรงและกระแทกใจ.
-
ดร.พิชัย โชติชัยพร
-

Send a message to learn more

ที่อยู่

หมู่บ้านฐิติพร 2 ซอยรามคำแหง 120
Bangkok
10240

เบอร์โทรศัพท์

+66862310999

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สถาบันสอนเสริมกฎหมาย Advanced Lawผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง สถาบันสอนเสริมกฎหมาย Advanced Law:

ทางลัด

แชร์