Great & First law and accounting office

Great & First law and accounting office Lawyer & Accountant
[email protected]

05/11/2018

รับปรึกษาคดีความทั่วประเทศ

08/10/2017

🌼🌼🌼กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) นับจำนวนปีที่ลงทุน 5 ปีที่ลงทุน แบบวันชนวัน เดือนชนเดือน ปีชนปี
ตัวอย่าง:

ถ้าผู้ลงทุน ซื้อกองทุน RMF ครั้งแรกในวันที่ 17 ตุลาคม 2552 และลงทุนต่อเนื่องในปี 2553 – 2556 และ ผู้ลงทุนมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ในวันที่ 23 เมษายน 2557
ผู้ลงทุนจะสามารถขายคืนหน่วยลงทุนทั้งหมด โดยถูกเงื่อนไขตามเกณฑ์ได้ตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2557
ถ้าผู้ลงทุน ซื้อกองทุน RMF ครั้งแรกในวันที่ 17 ตุลาคม 2552 และลงทุนต่อเนื่องในปี 2553 – 2556 และ ผู้ลงทุนมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ในวันที่ 7 ธันวาคม 2557
ผู้ลงทุนจะสามารถขายคืนหน่วยลงทุน โดยถูกเงื่อนไขตามเกณฑ์ได้ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2557

🌸🌸🌸การ “นับตั้งแต่วันซื้อหน่วยลงทุนครั้งแรก” หมายถึง ถ้าหน่วยลงทุนที่ซื้อครั้งแรก ถือครองมาครบ 5 ปีบริบูรณ์แล้ว หน่วยลงทุนที่ซื้อถัดมาไม่ครบ 5 ปี ก็ได้

ตัวอย่าง : ลงทุนครั้งแรก ปี 2544 และลงทุนทุกปีต่อเนื่องในปี 2545 / 2546 / 2547 และ 2548 ดังนั้น ในปี 2549 เมื่อหน่วยลงทุนที่ซื้อใน ปี 2544 ถือครองครบ 5 ปี แล้ว กรณีนี้ จะถือว่าหน่วยลงทุนทุกกองทุนครบ 5 ปีด้วย

02/09/2017

การลดหย่อนภาษีด้วย LTF แบบใหม่ล่าสุด
เมื่อผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดาลงทุนในกองทุนรวมระยะยาวหรือ LTF จะสามารถนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้สูงสุด 15% ของรายได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 500,000 บาท
จำนวนปีที่ถือครองกองทุน
เงื่อนไขการลดหย่อนภาษีจากการลงทุนในกองทุน LTF ใหม่นั้น กำหนดให้ผู้ลงทุนต้องถือครองหน่วยลงทุนในกองทุน LTF นานขึ้นอีก 2 ปี จากเงือนไขเดิมคือถือครอง 5 ปีปฏิทิน ก็ปรับเพิ่มเป็น 7 ปีปฏิทิน ซึ่งหมายความว่า ผู้ลงทุนยังคงสามารถซื้อในปลายปีที่1 ถือครองเต็มปีในปีที่ 2-6 และขายหน่วยลงทุนในช่วงต้นปีที่ 7 ได้ ซึ่งเท่ากับว่าถือครองหน่วยลงทุนเพียง 5 ปีเต็มเท่านั้น
ตัวอย่าง
เงื่อนไขการลดหย่อนภาษีเดิม (ซื้อ LTF ก่อนปี 2558 – ปี 2558)�ซื้อ LTF ปี 2557 –> ถือครอง 5 ปีปฏิทิน จะสามารถขาย LTF ได้ ปี 2561�ซื้อ LTF ปี 2558 –> ถือครอง 5 ปีปฏิทิน จะสามารถขาย LTF ได้ ปี 2562
เงื่อนไขการลดหย่อนภาษีใหม่ (ซื้อ LTF ตั้งแต่ปี 2559 – ปี 2562)�ซื้อ LTF ปี 2559 –> ถือครอง 7 ปีปฏิทิน จะสามารถขาย LTF ได้ ปี 2565�ซื้อ LTF ปี 2560 –> ถือครอง 7 ปีปฏิทิน จะสามารถขาย LTF ได้ ปี 2566

18/08/2017

ผู้มีเงินได้มีสิทธิหักลดหย่อนอะไรได้บ้าง ปี 2560 ?

ค่าลดหย่อนและยกเว้นเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบในการคำนวณภาษีที่กฎหมายกำหนดให้นำไปหักออกจากเงินได้ได้อีกหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว โดยมีการหักลดหย่อนกรณีต่าง ๆ แตกต่างกันออกไป สรุปได้ดังนี้

(1) กรณีบุคคลธรรมดา หรือผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี
1. ผู้มีเงินได้ 60,000 บาท
2.คู่สมรส (ไม่มีเงินได้) 60,000 บาท
3. ผู้มีเงินได้หรือคู่สมรสต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ ให้หักลดหย่อนรวมกันได้ ไม่เกิน 120,000 บาท
4. บุตรชอบด้วยกฎหมายและบุตรบุญธรรม คนละ 30,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกิน 3 คน
5. ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้ โดยบิดามารดาต้องมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ขอหักลดหย่อนไม่เกิน 30,000 บาท หักค่าลดหย่อน คนละ 30,000 บาท และสามารถหักลดหย่อนสำหรับบิดามารดาของคู่สมรสได้อีกคนละ 30,000 บาท
6. ค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ หักค่าลดหย่อน คนละ 60,000 บาท
7. ค่าเบี้ยประกันชีวิต (กรมธรรม์อายุ 10 ปีขึ้นไป) ของผู้มีเงินได้หักค่าลดหย่อนและได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท ทั้งนี้ หากคู่สมรสมีการประกันชีวิต และความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ผู้มีเงินได้มีสิทธิหักลดหย่อน สำหรับเบี้ยประกันชีวิตของคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท แต่หากสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้
(ก) ถ้าความเป็นสามีภริยามิได้มีอยู่ตลอดปีภาษีที่ได้รับยกเว้นภาษี ให้สามีและภริยาซึ่งเป็นผู้มีเงินได้ต่างฝ่ายต่างได้รับยกเว้นภาษีตามจำนวนที่จ่ายจริง เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 90,000 บาท ซึ่งไม่เกินเงินได้พึงประเมินของแต่ละคนหลังจากหักค่าใช้จ่าย ตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว
(ข) ถ้าความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษีที่ได้รับยกเว้นภาษีและภริยาไม่ใช้สิทธิแยกยื่นรายการและเสียภาษีต่างหากจากสามีตามมาตรา 57 เบญจ แห่งประมวลรัษฎากร ให้สามีและภริยาซึ่งเป็นผู้มีเงินได้ต่างฝ่ายต่างได้รับยกเว้นภาษีตามจำนวนที่จ่ายจริง เฉพาะส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 90,000 บาท ซึ่งไม่เกินเงินได้พึงประเมินของแต่ละคนหลังจากหักค่าใช้จ่าย ตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว
(ค) ถ้าความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษีที่ได้รับยกเว้นภาษีและภริยาใช้สิทธิแยกยื่นรายการและเสียภาษีต่างหากจากสามี ตามมาตรา 57 เบญจ แห่งประมวลรัษฎากร ให้สามีและภริยาซึ่งเป็นผู้มีเงินได้ต่างฝ่ายต่างได้รับยกเว้นภาษีตามจำนวนที่จ่ายจริง เฉพาะส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 90,000 บาท ซึ่งไม่เกินเงินได้พึงประเมินของแต่ละคนหลังจากหักค่าใช้จ่าย ตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว
8. ค่าเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดาของผู้มีเงินได้และคู่สมรส หักค่าลดหย่อนเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท ทั้งนี้ บิดามารดาของผู้มีเงินได้และคู่สมรสต้องไม่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้เกิน 30,000 บาท
9. เงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หักลดหย่อนได้ตามจำนวนที่ได้จ่ายไปจริงในปีภาษี แต่ไม่เกิน 10,000 บาท ส่วนที่เกิน 10,000 บาทแต่ไม่เกิน 490,000 บาท ซึ่งไม่เกินร้อยละ 15 ของค่าจ้างให้หักจากเงินได้
10. เงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ได้รับยกเว้นเท่าที่จ่ายเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ในอัตราไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมินที่ได้รับซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้ในปีภาษีนั้น และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ เงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน และเงินสะสมเข้ากองทุนการออมแห่งชาติแล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
11. ค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ หักค่าลดหย่อนในอัตราร้อยละ 15 ของเงินได้ที่นำมาเสียภาษีเงินได้ในแต่ละปี แต่ไม่เกิน 200,000 บาทต่อปี
ทั้งนี้ ต้องเป็นค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ ความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และจ่ายผลประโยชน์เงินบำนาญเมื่อผู้มีเงินได้อายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไปถึงอายุ 85 ปีหรือกว่านั้น และเมื่อรวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน เงินที่ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และเงินสะสมเข้ากองทุนการออมแห่งชาติ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
12. เงินสะสมกองทุนการออมแห่งชาติ ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 500,000 บาท และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ เงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน และเงินที่ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท
13. ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) หักค่าลดหย่อนเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมินที่ได้รับซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้ในปีนั้น แต่ไม่เกิน 500,000 บาท และต้องถือหน่วยลงทุนในกองทุนรวมระยะยาวต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 7 ปีปฏิทิน แต่ไม่รวมถึงกรณีผู้มีเงินได้ไถ่ถอนหน่วยลงทุนรวมหุ้นระยะยาว เพราะทุพพลภาพหรือตาย
14. ดอกเบี้ยกู้ยืมที่จ่ายให้แก่ธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่น บริษัทประกันชีวิต สหกรณ์ หรือนายจ้าง สำหรับการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างอาคารอยู่อาศัย โดยจำนองอาคารที่ซื้อหรือสร้างเป็นประกันการกู้ยืม หักค่าลดหย่อนตามจำนวนเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
15. เงินสมทบประกันสังคม หักค่าลดหย่อนเท่าที่จ่ายจริง
16. เงินบริจาค
- เงินบริจาคสนับสนุนการศึกษาและการกีฬา หักได้ 2 เท่าของที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ๆ
- เงินบริจาค หักได้เท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน

(2) กรณีห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล หรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล หักค่าลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกิน 120,000 บาท
1. เงินบริจาคสนับสนุนการศึกษาและการกีฬา หักได้ 2 เท่าของที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน
2. เงินบริจาค หักได้เท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน

(3) กรณีกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง หักค่าลดหย่อนได้ 60,000 บาท
1. เงินบริจาคสนับสนุนการศึกษาและการกีฬา หักได้ 2 เท่าของที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของ เงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน
2. เงินบริจาค หักได้เท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน

05/05/2017

กรมพัฒน์ฯ ออกประกาศให้นิติบุคคลติดตั้งอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ‘EDC’
หรือเครื่องรูดบัตร ตามนโยบาย National e-Payment ของรัฐบาล หวังเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงินสดไปสู่การใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์
ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในระบบเศรษฐกิจของประเทศ

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าออกประกาศ ให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี (ผู้ประกอบการ) ติดตั้งอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Data Capture : EDC) หรือที่เรียกว่าเครื่องรูดบัตร ณ สถานประกอบการอย่างน้อย 1 เครื่อง เพื่ออำนวยความสะดวกในการชำระเงินแก่ผู้รับบริการ ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment) เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงิน ส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงิน บูรณาการระบบสวัสดิการสังคม รวมถึงส่งเสริมการใช้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ในทุกภาคส่วนทั่วประเทศ

24/09/2016

ฝากประชาสัมพันธ์ ต่อไปเอกสารหายไม่ต้องแจ้งความแล้ว สามารถดำเนินการได้ตามนี้

1.สำเนาทะเบียนบ้านหาย : ให้เจ้าบ้านหรือผู้ได้รับมอบอำนาจจากเจ้าบ้าน โดยมีหนังสือมอบอำนาจจากเจ้าบ้านไปดำเนินการทำใหม่ได้เลย

2.บัตรประชาชนหาย : ให้ผู้ที่บัตรประชาชนหายนั้นนำทะเบียนบ้านตัวจริงไปดำเนินการทำบัตรใหม่ได้เลย

3.แผ่นป้ายทะเบียนรถหาย : ให้นำสมุดคู่มือการจดทะเบียนรถนำไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ กรมการขนส่งทางบกดำเนินการทำใหม่ได้เลย

4.ใบอนุญาตขับขี่หาย : ให้นำบัตรประจำตัวประชาชนไปดำเนินการทำใบอนุญาตขับขี่ใหม่ได้เลย โดยทำที่กรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานย่อย และไม่ต้องสอบใบขับขี่รถใหม่ เพียงแค่ถ่ายรูปติดใบอนุญาตขับขี่ใหม่เท่านั้น หากเป็นใบขับขี่ตลอดชีพก็จะได้ใบขับขี่ตลอดชีพเช่นเดิม

5.บัตรประกันสังคม และบัตรรับรองสิทธิรักษาพยาบาลหาย : ให้นำบัตรประจำตัวประชาชนไปดำเนินการทำบัตรใหม่ได้เลย ณ สำนักงานประกันสังคมหรือติดต่อผ่านฝ่ายบุคคลของบริษัทตนเอง

6.บัตรประจำตัวผู้เสียภาษีหาย : ให้นำบัตรประจำตัวประชาชน/ทะเบียนบ้าน ไปดำเนินการทำบัตรใหม่ได้เลย ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่เขตของท่าน

09/07/2016

รับเงินปันผลต้องยื่นเสียภาษีมั้ย มี 2 ทางเลือก

1.หักภาษี ณ ที่จ่าย 10% โดยไม่ต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้ตอนยื่นภาษีปลายปี
2. ไม่ให้หักภาษี ณ ที่จ่าย แต่จะต้องนำเงินปันผลนี้มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

09/07/2016

เบี้ยประกันชีวิตลดหย่อนอย่างไร???

ค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตของตนเอง คิดเฉพาะส่วนที่เป็นสัญญาหลักเท่านั้นได้สูงสุด 100,000 บาท รวมกับส่วนของประกันชีวิตแบบบำนาญได้อีก 200,000 รวมเป็น 300,000 บาท
เบี้ยประกันสุขภาพที่ซื้อให้บิดามารดา ฝ สัญญาหลักไม่คิด มีสิทธิลดหย่อนได้สูงสุดรวมกันทั้งของบิดามารดาไม่เกิน 15,000 บาท

17/06/2016
21/05/2016

ค่าชดเชยกรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง

1) ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชย หากนายจ้างเลิกจ้างโดยลูกจ้างไม่มีความผิด ดังนี้

1. ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน
2. ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน
3. ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 3 ปีแต่ไม่ครบ 6 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน
4. ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย 240 วัน
5. ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 10 ปีขึ้นไป มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน

2) ในกรณีที่นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิตการจำหน่าย หรือการบริการอันเนื่องมาจากการนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องลดจำนวนลูกจ้างลง นายจ้างต้องปฏิบัติดังนี้

1. แจ้ง วันที่จะเลิกจ้าง เหตุผลของการเลิกจ้าง และรายชื่อลูกจ้างที่จะถูกเลิกจ้าง ให้ลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงาน ทราบล่วงหน้าไม่ น้อยกว่าหกสิบวันก่อนวันที่จะเลิกจ้าง
2. ถ้าไม่ แจ้งแก่ลูกจ้างที่จะเลิกจ้างทราบล่วงหน้า หรือแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่าระยะเวลาหกสิบวัน นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่ลูกจ้างเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายหกสิบวัน หรือเท่ากับค่าจ้างของการทำงานหกสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

ค่าชดเชยแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านี้ ให้ถือว่านายจ้างได้จ่ายค่าสินจ้างแทน การบอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมายด้วย นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยปกติดังต่อไปนี้

1. ลูกจ้าง ทำงานติดต่อกันครบหกปีขึ้นไป นายจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชย พิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยปกติซึ่งลูกจ้างนั้นมีสิทธิได้รับอยู่แล้ว ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสิบห้าวันต่อการทำงานครบหนึ่งปี หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสิบห้าวันสุดท้ายต่อการทำงาน ครบหนึ่งปีสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
2. ค่า ชดเชยพิเศษนี้รวมแล้วต้องไม่เกินค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามร้อย หกสิบวัน หรือไม่เกินค่าจ้างของการทำงานสามร้อยหกสิบวันสุดท้าย สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย แต่รวมแล้วต้องไม่เกินค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามร้อยหกสิบวัน
3. เพื่อประโยชน์ในการคำนวณค่าชดเชยพิเศษ เศษของระยะเวลาทำงานที่มากกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ให้นับเป็นการทำงานครบหนึ่งปี

3) ในกรณีที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่นอันมีผลกระทบ สำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างหรือครอบครัว

1. นายจ้างต้องแจ้งล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวันก่อน ย้าย ถ้าลูกจ้างไม่ประสงค์จะไปทำงานด้วย ลูกจ้างมีสิทธิ์บอกเลิกสัญญาจ้างได้โดยได้รับค่าชดเชยพิเศษไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของอัตราค่าชดเชยปกติที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิ์ได้รับ
2. ถ้านายจ้างไม่แจ้งให้ลูกจ้างทราบการย้ายสถานประกอบกิจการล่วงหน้า นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษ แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน

รับปรึกษากฏหมาย คดีความ ติดต่อ0818683616
19/05/2016

รับปรึกษากฏหมาย คดีความ ติดต่อ0818683616

20/04/2016

เปิดบริการปรึกษากฏหมายและบัญชี
ติดต่อ 0818683616 ครับ

ที่อยู่

Bangkok
10510

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Great & First law and accounting officeผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Great & First law and accounting office:

แชร์