08/10/2025
ฎีกาที่ 3230/2568 #เช่าซื้อรถ #โยงจำนำ #โยงติดตามเอาคืนทรัพย์ #โยงอำนาจฟ้องเรียกคืนฯ น่าสนใจมาก 🌟🌟🌟🌟 [มีข้อสังเกต]
🔥ปัญหามีว่า : ผู้เช่าซื้อรถยนต์ #มอบการครอบครองและการใช้รถให้มารดา (ซึ่งมารดาได้ร่วมผ่อนรถฯด้วย)
ต่อมา มารดานำรถ #ไปจำนำ ** #โดยผู้เช่าซื้อไม่ทราบเรื่อง
🔸ถามว่า : ผู้เช่าซื้อ #จะมีอำนาจมาฟ้องให้ผู้รับจำนำคืนรถหรือใช้ราคา ได้หรือไม่ ?
1. มารดาโจทก์ #เป็นผู้ใช้และครอบครองรถยนต์ รวมทั้งร่วมกับโจทก์ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อด้วยกัน
2. มารดาโจทก์ **นำรถยนต์พิพาท #ไปจำนำกับจำเลย [✨เพื่อประกันหนี้กู้ยืมกับจำเลย] 💥 #โดยที่โจทก์ไม่ทราบเรือง
3. 🌟🌟เช่นนี้ การจำนำรถยนต์พิพาท #จึงเป็นเรื่องระหว่างมารดาโจทก์กับจำเลย
4. 🔑เมื่อ #โจทก์ไม่ใช่คู่สัญญาจำนำรถยนต์พิพาท ❌ โจทก์ #ไม่อาจอ้างสิทธิใดๆตามสัญญาจำนำ ระหว่างมารดาโจทก์กับจำเลยได้
5. ทั้งการที่โจทก์ #จะขอไถ่ถอนจำนำแทนมารดา โจทก์ **ก็ได้ความว่า #มารดาโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้โจททก็ไถ่ถอนแทน
👉🌟 #ในการฟ้องคดีนี้ **มารดาโจทก์ #ก็ไม่ได้มอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดีแทนเช่นกัน ❌
6. **โจทก์ #เป็นเพียงผู้เช่าซื้อรถยนต์พิพาทจากบริษัท น.✅
👉 #โดยบริษัทผู้ให้เช่าซื้อเป็นเจ้าของรถยนต์พิพาท
7. การที่โจทก์ #ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์พิพาท ❌ ประกอบกับโจทก์ได้ #มอบการครอบครองและการใช้รถยนต์พิพาทให้เป็นสิทธิขาดของมารดาโจทก์ ที่จะใช้สอยรถยนต์พิพาท🔥
8. โจทก์ #จึงไม่มีสิทธิติดตามเอารถยนต์พิพาทคืนจากจำเลย ❌
👉 ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยคืนรถยนต์พิพิพาทหรือใช้ราคา ❌
[คดีนี้ (ในย่อยาว) 🧑🏻⚖️ศาลอุทธรณ์ภาคฯ พิพากษาให้จำเลย(ผู้รับจำนำ) ส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์(ผู้เช่าซื้อ) ในสภาพเรียบร้อยฯ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน…
👨🏻⚖️ศาลฎีกา พิพากษากลับ “ให้ยกฟ้อง” โจทก์./]
[✨สรุปสั้น ๆ [ #สรรหาฎีกาเด็ด] : โจทก์เป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์พิพาท ได้มอบการครอบครองและการใช้รถยนต์พิพาทแก่มารดา มารดาโจทก์นำรถยนต์พิพาทไปจำนำกับจำเลย โดยโจทก์ไม่ทราบเรื่อง เมื่อโจทก์ไม่ใช่คู่สัญญาจำนำ ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ ไม่ได้ครอบครองและไม่ได้เป็นผู้รับมอบอำนาจจากมารดาโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยคืนรถยนต์พิพาทหรือใช้ราคาได้]
[💥ข้อสังเกต โยง : ถ้าในกลุ่มฎีกาเกี่ยวกับความผิดฐานยักยอก มีคนร้ายเอารถไป **ก็ถือว่าผู้เช่าซื้อเป็นผู้เสียหายที่อาจจะ “ร้องทุกข์ฯ” ได้ เพราะยังไม่หลุดพ้นจากหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อ + จะต้องมีหน้าที่ส่งมอบรถคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อหากมีกรณีที่ต้องส่งมอบคืน (เทียบฎีกาประมาณปี 2552)
แต่ถ้าเป็นเรื่อง ผู้เช่าซื้อ 2 คนพิพาทกันเอง เช่น คนแรกซึ่งมีชื่อเป็นผู้เช่าซื้อ ไม่มีสิทธิครอบครองรถที่เช่าซื้อ เพราะว่าได้มอบการครอบครองเด็กขาดไปให้อีกคนแล้ว หากจำเลย(ผู้เช่าซื้อคนแรก) มาเอารถที่เช่าซื้อไปจากคนที่สองซึ่งเขาครอบครองฯ อยู่ เพื่อเรียกให้ปฏิบัติตามข้อตกลง **อย่างนี้ เป็นการแย่งการครอบครองฯ เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ได้ (เทียบเคียง ฎ.6117/2562) ]
[💡ข้อสังเกต ต่อยอดเพิ่มเติม **ตามฎีกาปี 68 ฉบับนี้ มารดาโจทก์นำรถยนต์พิพาท #ไปจำนำ กับจำเลย #เพื่อประกันหนี้กู้ยืมกับจำเลย ชัดเจน
 สมมติ ถ้าจะต่อยอด โยงอาญาประเด็นยักยอก กับ รับของโจร
ถามว่า : หากผู้รับจำนำ รับจำนำรถจากผู้เช่าซื้อ #โดยไม่มีการทำสัญญากู้ยืมเงินและไม่ตรวจสอบทางทะเบียนเลย จะมีความผิดในทางอาญา ฐานรับของโจร ได้หรือไม่ ?
ตอบ : 👨🏻⚖️เคยมีฎีกาที่ 113/2566 วินิจฉัยว่า หากการรับจำนำของจำเลยในวันเกิดเหตุ **หากจำเลย #ไม่ได้ขอดูเอกสารเกี่ยวกับรถ และ #ไม่ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินกัน ***การ “ไม่ตรวจสอบทางทะเบียน” เพื่อทราบถึงบุคคลผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงก่อน #เป็นการผิดปกติวิสัยการรับจำนำ หรือซื้อขายโดยสุจริตทั่วไป **ตามพฤติการณ์ แสดงว่า จำเลยต้องรู้ดีว่ารถที่จำเลยรับจำนำไว้นั้น เป็นทรัพย์ที่เช่าชื้อมา และอยู่ระหว่างระยะเวลาตามสัญญา ซึ่ง ผู้เช่าซื้อไม่มีสิทธินำไป “แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย” เข้าลักษณะกระทำความผิดฐานยักยอก **ส่วนจำเลยผู้รับจำนำ มีความผิดฐานรับของโจรตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคหนึ่ง./