31/10/2023
หลักสุจริต (Good Faith)
หลักสุจริตทั่วไปได้ถูกนำมาบัญญัติไว้ในมาตรา 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ “ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต”
คำว่า “สุจริต” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ได้ให้นิยามศัพท์ไว้โดยเฉพาะ แต่พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสสถาน พ.ศ. 2554 ได้ให้ความหมายว่า “ความประพฤติชอบ”
ศาสตราจารย์ ดร. ปรีดี เกษมทรัพย์ ได้อธิบายถึง “หลักสุจริต” ว่า “หลักสุจริตเป็นรากฐานของกฎหมายแพ่งทั้งระบบ มีจุดมุ่งหมายหรือเจตนารมณ์ เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่สังคม เป็นหลักกฎหมายเพื่อความยุติธรรม เป็นหลักความซื่อสัตย์และความไว้วางใจที่ไม่อาจอธิบายให้ชัดเจนในรายระเอียดได้…”
จากคำอธิบายข้างต้นสามารถกล่าวได้ว่า หลักสุจริตทั่วไปตามมาตรา 5 เป็นกฎหมายแม่บทในเรื่องหลักสุจริตในระบบกฎหมายไทย เป็นหลักความซื่อสัตย์และความไว้วางใจ และเป็นหลักกฎหมายทั่วไป (Legal Principle)
กล่าวคือ แม้ว่าเรื่องใดจะมีบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องนั้นไว้โดยเฉพาะอยู่แล้ว หลักสุจริตก็ยังใช้เป็นหลักเกณฑ์มาตรฐานทั่วไปเพื่อเป็นเครื่องชี้วัดว่า ความประพฤติของมนุษย์ในสังคมได้กระทำตามบทบัญญัติของกฎหมายโดยขัดต่อหลักความซื่อสัตย์ และความไว้วางใจหรือไม่ ฉะนั้นจึงเห็นได้ว่าหลักสุจริตสามารถนำมาปรับ หรือนำมาใช้กับกฎหมายได้ในทุกสาขา
หลักสุจริตในมาตรา 5 นี้ได้กล่าวถึงการกระทำของบุคคลที่จะต้องมีความสุจริตอยู่ 2 ประการ คือ
1. การใช้สิทธิ (The exercise of right) และ
2. การชำระหนี้ หรือการปฏิบัติหน้าที่ของลูกหนี้ (The performance of obligation)
ในบทความนี้จะกล่าวถึงเพียงการใช้สิทธิโดยสุจริตของผู้ทรงสิทธิ
การใช้สิทธิของผู้ทรงสิทธิจะต้องใช้สิทธิของตนโดยสุจริต กล่าวคือ ต้องใช้สิทธิด้วยความซื่อสัตย์ ไว้วางใจ และเป็นไปด้วยความชอบธรรม หากในทางกลับกันผู้ทรงสิทธิใช้สิทธิของตนไม่สุจริต หรือกระทำการที่เป็นปฏิปักษ์ต่อความซื่อสัตย์ และความไว้วางใจ ก็จะไม่ได้รับการรับรอง คุ้มครองตามกฎหมาย และศาลจะไม่รับบังคับให้ตามสิทธินั้น
ฎ. 6998/2557 เดิมจำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตต่อศาลแรงงานกลางเพื่อลงโทษโจทก์ซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างโดยการไล่ออกเนื่องจากโจทก์กระทำทุจริตต่อหน้าที่เรียกเงินจากลูกหนี้ของจำเลยที่มาขอปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โจทก์เบิกความในคดีดังกล่าวว่าได้รับเงินจากลูกหนี้ของจำเลยจริงแต่เป็นเงินที่ลูกหนี้ประสงค์จะให้นำไปทำบุญโดยโจทก์นำไปทำบุญแล้ว โจทก์ไม่เคยยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นปฏิเสธต่อคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงของจำเลย เพิ่งยกขึ้นอ้างขณะเบิกความในคดีดังกล่าว เมื่อศาลสืบพยานในคดีดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้วโจทก์กลับยื่นใบลาออกก่อนวันนัดฟังคำพิพากษา ศาลจึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยเนื่องจากเห็นว่าเมื่อโจทก์ลาออกแล้วก็ไม่มีเหตุที่จะพิจารณาว่าโจทก์กระทำทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ หากโจทก์ไม่ลาออกศาลต้องพิจารณาว่าโจทก์กระทำทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ หากโจทก์กระทำผิดศาลก็ต้องมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยลงโทษไล่โจทก์ออกได้ ทั้งจำเลยก็ไม่ได้อนุมัติให้โจทก์ลาออกเนื่องจากเห็นว่าคดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างพิจารณาและโจทก์มิได้ยื่นใบลาออกล่วงหน้าตามระเบียบของจำเลย แสดงให้เห็นว่าโจทก์คาดหมายได้ว่าศาลอาจจะอนุญาตให้จำเลยลงโทษโจทก์โดยการไล่ออกหรือเลิกจ้าง โจทก์จึงชิงลาออกเสียก่อนเพื่อไม่ให้กระบวนการพิจารณาในการขอลงโทษกรรมการลูกจ้างตามกฎหมายดำเนินต่อไปได้ พฤติการณ์ทั้งหลายส่อให้เห็นถึงความไม่สุจริตของโจทก์เพื่อที่จะแสวงหาประโยชน์จากการลาออก เนื่องจากหากโจทก์ถูกเลิกจ้างเพราะเหตุทุจริตย่อมทำให้โจทก์เสียสิทธิที่จะได้รับเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือสิทธิประโยชน์อื่นที่อาจจะได้รับตามกฎหมาย จึงเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายอย่างผิดทำนองคลองธรรมและขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมาย แม้จำเลยจะมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์หลังจากโจทก์ลาออก แต่โจทก์อาศัยเหตุลาออกดังกล่าวมาเป็นมูลฟ้องร้องคดีนี้เพื่อให้เพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างของจำเลยอันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ย่อมเป็นการใช้สิทธิโดยไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 5 โจทก์จึงไม่อาจอ้างเหตุจากการลาออกโดยไม่สุจริตมาขอเพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างของจำเลยเพื่อให้โจทก์ได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากการลาออกและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเกี่ยวกับการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31
ดังนั้นกล่าวโดยสรุปได้ว่า มาตรา 5 เป็นหลักสุจริตทั่วไปที่นำมาใช้ในกรณีที่บุคคลจะใช้สิทธิ และการชำระหนี้ หรือการปฏิบัติหน้าที่ของลูกหนี้ การใช้สิทธิของผู้ทรงสิทธิจะต้องใช้สิทธิของตนโดยสุจริต ด้วยความซื่อสัตย์ ไว้วางใจ และเป็นไปด้วยความชอบธรรม หากผู้ทรงสิทธิใช้สิทธิของตนไม่สุจริต ผลที่จะได้รับ คือ ไม่ได้รับการรับรอง คุ้มครองตามกฎหมาย และศาลจะไม่รับบังคับให้ตามสิทธินั้น อีกทั้งการใช้สิทธิที่ไม่สุจริตยังเป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้อง ทำให้ไม่มีอำนาจฟ้องคดี ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลสามารถหยิบยกประเด็นขึ้นวินิจฉัยได้เอง
ฉะนั้นหลักสุจริตทั่วไปตามมาตรา 5 จึงเป็นไปดังหลักกฎหมายที่ว่า “บุคคลผู้มาศาลต้องมาด้วยมือสะอาด” หรือ “He who comes to the court must come with clean hands”
ผู้เรียบเรียง... LingLing
สืบค้นข้อมูลจาก
- ปรีดี เกษมทรัพย์. (2519). กฎหมายแพ่ง : หลักทั่วไป. สำนักพิมพ์เจริญวิทย์การพิมพ์. (ใช้การเขียนอ้างอิงรูปแบบหนังสือ)
- ณัฐพงศ์ โปษกะบุตร. (2555). หลักสุจริต : หลักพื้นฐานแห่งกฎหมายแพ่งและพาณิชย์. วารสารนิติศาสตร์, 3, 18-35. สืบค้นจากhttp://www.assumptionjournal.au.edu/index.php/LawJournal/article/download/904/810/1801
- พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย. (2556). หลักสุจริตในระบบกฎหมาย. วารสารจุลนิติ, 10 (6), 43-55. สืบค้นจาก https://dl.parliament.go.th/bitstream/handle/20.500.13072/367054/t137_v10n006_จุลนิติ.pdf?sequence=1
- กมล ตันจินวัฒนกุล. (2555). หลักสุจริต. วารสารกระบวนการยุติธรรม, 5, 79-89. สืบค้นจาก https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JTJS/article/download/246010/167153
- นิรัชรา พงศ์อาจารย์. (2561). การนำหลักกฎหมายทั่วไปมาพิจารณาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง : ศึกษากรณีหลักสุจริตในสัญญาสัมปทาน และสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค. มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต.https://libdoc.dpu.ac.th/research/Niratchara.Pon.61.pdf
- Admin. (15 กันยายน 2559). การใช้สิทธิโดยไม่สุจริต. Blogger. https://wichianlaw.blogspot.com/2016/09/blog-post_15.html