สำนักงานกฎหมายเชษฐคุณธุรกิจไทย

สำนักงานกฎหมายเชษฐคุณธุรกิจไทย Able to achieve business goals

Help businesses to solve problems&find new opportunities in business/consulting in various management ex.finance,law,labor,human resources, contact,education.within the organization to help businesses. Legal services[法律服务], Business Contract[商务合同] , Company/ School registrations, Work Permit/Visa[工作许可/签证], The registration of intellectual property rights such as trademarks[知识产权,如商标的注册], patents, Land Survey , Construction Survey, Do litigation practice, Labor litigation services[劳动诉讼服务], DBS Registered, DBS Verified, Notarial Services Attorney, Contract Agreement Notary public, Letter of Authorization for Travel /*Custodianship declaration- parents/guardians notary public, etc.

03/09/2026

พรากเด็กเพื่ออนาจาร อ้างไม่ตรงปกได้ไหม?

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 157/2569

ป.อ. ม. 317 วรรคสามการพรากอันจะทำให้ผู้กระทำมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม หมายถึงการพาหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลเด็กของบุคคลดังกล่าวถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบุคคลดังกล่าวไม่รู้เห็นยินยอม อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบุคคลเหล่านั้น โดยกฎหมายมีเจตนารมณ์มุ่งคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็กเป็นสำคัญ มิให้ถูกผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการใดอันเป็นการกระทบกระทั่งต่ออำนาจปกครองไม่ว่าโดยตรงหรือโดยปริยาย จึงไม่จำกัดว่าการพรากจะกระทำด้วยวิธีการใด และไม่คำนึงว่าเด็กจะเป็นฝ่ายออกจากบ้านเองหรือมีบุคคลใดเป็นฝ่ายนัดหมายชักชวนมา โดยหากมีการกระทำต่อเด็กในทางเสื่อมเสียและเสียหายอันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองดูแลแล้ว ย่อมถือเป็นความผิดทั้งสิ้น

แม้ในตอนแรกที่จำเลยเห็นภาพโฆษณาของผู้เสียหายที่ 1 แล้วเข้าใจว่าผู้เสียหายที่ 1 มิได้เป็นเด็กแต่เป็นบุคคลที่มีอายุกว่า 18 ปี จึงตัดสินใจติดต่อซื้อบริการทางเพศ อันถือได้ว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดฐานนี้ดังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็ตาม แต่เมื่อผู้เสียหายที่ 1 มาพบกับจำเลยที่ห้อง จำเลยจึงมีโอกาสเห็นตัวจริงของผู้เสียหายที่ 1 อย่างชัดเจน ซึ่งในข้อนี้จำเลยเองก็เบิกความยอมรับว่ารูปร่างหน้าตาผู้เสียหายที่ 1 ไม่ตรงกับภาพที่โฆษณา จำเลยประเมินแล้วคิดว่าผู้เสียหายที่ 1 น่าจะเป็นเด็กมีอายุไม่ถึง 18 ปี เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 เป็นเด็กมีอายุยังไม่ถึง 15 ปี การกระทำของจำเลยดังกล่าวย่อมมีผลทำให้อำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 ถูกล่วงละเมิดตัดขาดเป็นการพรากไปโดยปริยาย เข้าลักษณะเป็นการพาและแยกผู้เสียหายที่ 1 ไปจากความปกครองดูแลและล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 แล้ว จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร

ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม อีกกระทงหนึ่งด้วย ให้จำคุก 5 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นยินยอมตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองแล้ว เป็นจำคุก 6 ปี 8 เดือน ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษและไม่คุมความประพฤติจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6

#พรากเด็ก #พรากผู้เยาว์ #อนาจาร

03/09/2026

ญาติกันถือกรรมสิทธิ์รวมกับญาติคนอื่นๆ อยากได้ที่ดินญาติทำงัยดีครับ

เจ้าของรวม หรือผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมกับคนอื่น อยากได้ที่ดินเป็นของตนเองแต่เพียงคนเดียว โดยครอบครองปรปักษ์ทำได้โดยแสดงเจตนาครอบครองที่ดินเพื่อตนเองแลไม่ครอบครองแทนเจ้าของรวมคนอื่นต่อไป ครอบครองที่ดินพิพาทโดยสงบและเปิดเผยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่า 10 ปีนับแต่นั้น จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 873/2482

การที่บิดากับบุตรเป็นเจ้าของที่ดินร่วมกันนั้น ย่อมจะต้องสันนิษฐานว่าต่างครอบครองที่ดินเพื่อตนเองและแทนกัน เมื่อโจทก์ยึดถือครอบครองแทนจำเลยแล้ว การที่จำเลยออกไปจากที่ดิน จำเลยจึงยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิในส่วนของจำเลยอยู่ตลอดไป ตราบเท่าที่โจทก์ยังมิได้บอกกล่าวว่าจะครอบครองยึดถือเพื่อเฉพาะตนเองไม่ครอบครองยึดถือเพื่อเฉพาะตนเองไม่ครอบครองแทนจำเลยต่อไป เมื่อดังนั้นประมวลแพ่งฯ ม.1382 จึงยังจะนำมาใช้บังคับคดีนี้มิได้ จึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ในข้อให้ยกฟ้องโจทก์

#กรรมสิทธิ์รวม #ครอบครองปรปักษ์

21/08/2026

เจตนาสร้างวัดและวัดเป็นนิติบุคคลโดยประกาศราชกิจจานุเบกษาแล้ว เจ้าของที่ดินจะทำสิ่งใดได้บ้าง?

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9543/2551

โจทก์ที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทจากผู้อื่นแล้วยกให้วัดโจทก์ที่ 1 ขณะที่โจทก์ที่ 1 ยังไม่เป็นนิติบุคคล ต่อมาเมื่อโจทก์ที่ 1 ได้รับการประกาศตั้งเป็นวัดเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2513 โดยมีโจทก์ที่ 2 ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส โจทก์ที่ 2 ก็ได้แสดงเจตนายืนยันว่าได้มีการยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 1 ตลอดมาโดยมีการทำบันทึกถ้อยคำว่า โจทก์ที่ 1 มีความประสงค์ขอรับโอนที่ดินพิพาทจากโจทก์ที่ 2 นับแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2513 ถือได้ว่ามีเจตนาอุทิศที่ดินพิพาทเพื่อใช้เป็นที่สร้างวัดที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นของแผ่นดินสำหรับใช้เป็นที่สำหรับสร้างวัดโจทก์ที่ 1 ตามเจตนาของผู้อุทิศทันทีโดยไม่จำต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการยกให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 เมื่อสร้างวัดโจทก์ที่ 1 เสร็จเรียบร้อย กระทรวงศึกษาธิการและมหาเถรสมาคมเห็นชอบให้ตั้งวัดโจทก์ที่ 1 และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2513 ที่ดินพิพาทจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 โดยสมบูรณ์ตั้งแต่บัดนั้น เมื่อที่ดินพิพาทตกเป็นของโจทก์ที่ 1 แล้วตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 34 จะโอนกรรมสิทธิ์ได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติเท่านั้น การที่โจทก์ที่ 2 มอบอำนาจให้จำเลยไปรับโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของจำเลย จำเลยก็ไม่มีสิทธิรับโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของโจทก์ที่ 1 มาเป็นกรรมสิทธิ์ของตนซึ่งมีผลทำให้การโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยไปยังจำเลยร่วมที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย

หลักกฎหมาย
ป.พ.พ. ม. 525
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ม. 34

21/08/2026

วัดยังไม่เป็นวัดบังคับใครได้บ้าง?

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4835 - 4836/2538

การขออนุญาตสร้างวัดเป็นเรื่องการแสดงเจตนาของบุคคลที่ประสงค์จะสร้างวัดและเป็นเรื่องเฉพาะตัวของบุคคลไม่ใช่เกิดจากนิติกรรมหรือกฎหมายจึงไม่อาจบังคับให้บุคคลไปขออนุญาตสร้างวัดได้
กฎกระทรวงฉบับที่1(พ.ศ.2507) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติ คณะสงฆ์พ.ศ.2505 มาตรา6,32 หมายความว่า บุคคลใดประสงค์จะให้ที่ดินเพื่อสร้างวัดต้องทำสัญญากับนายอำเภอและเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอท้องที่ที่จะสร้างวัดและเมื่อทางราชการอนุญาตให้ตั้งวัดแล้วก็ต้องโอนที่ดินให้แก่วัดหากไม่ดำเนินการนายอำเภอและเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอเท่านั้นที่มีอำนาจฟ้องบังคับให้โอนได้ส่วนการกล่าวด้วยวาจายกที่ดินให้สร้างวัดหามีผลอย่างใดไม่
เมื่อโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ทำหนังสือสัญญายกที่ดินให้สร้างวัดกับนายอำเภอและเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอที่ดินดังกล่าว ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่2ซึ่งมีสิทธิโดยสมบูรณ์ที่จะโอนขายให้แก่โจทก์ที่ 1 ได้

ปล. เหตุตามฟ้องนี้ยังไม่เกิดวัด

หลักกฎหมาย
ป.พ.พ. ม. 1336
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2484 ม. 6, ม. 32

13/08/2026

"ที่ดินวัด"
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9543/2551
โจทก์ที่ 2 (เจ้าอาวาสวัดฯ) ซื้อที่ดินพิพาทจากผู้อื่นแล้วยกให้วัดโจทก์ที่ 1 ขณะที่โจทก์ที่ 1 (วัดฯ) ยังไม่เป็นนิติบุคคล ต่อมาเมื่อโจทก์ที่ 1 ได้รับการประกาศตั้งเป็นวัดเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2513 โดยมีโจทก์ที่ 2 ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส โจทก์ที่ 2 ก็ได้แสดงเจตนายืนยันว่าได้มีการยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 1 ตลอดมาโดยมีการทำบันทึกถ้อยคำว่า โจทก์ที่ 1 มีความประสงค์ขอรับโอนที่ดินพิพาทจากโจทก์ที่ 2 นับแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2513 ถือได้ว่ามีเจตนาอุทิศที่ดินพิพาทเพื่อใช้เป็นที่สร้างวัดที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นของแผ่นดินสำหรับใช้เป็นที่สำหรับสร้างวัดโจทก์ที่ 1 ตามเจตนาของผู้อุทิศทันทีโดยไม่จำต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการยกให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 เมื่อสร้างวัดโจทก์ที่ 1 เสร็จเรียบร้อย กระทรวงศึกษาธิการและมหาเถรสมาคมเห็นชอบให้ตั้งวัดโจทก์ที่ 1 และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2513 ที่ดินพิพาทจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 โดยสมบูรณ์ตั้งแต่บัดนั้น เมื่อที่ดินพิพาทตกเป็นของโจทก์ที่ 1 แล้วตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 34 จะโอนกรรมสิทธิ์ได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติเท่านั้น การที่โจทก์ที่ 2 มอบอำนาจให้จำเลยไปรับโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของจำเลย จำเลยก็ไม่มีสิทธิรับโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของโจทก์ที่ 1 มาเป็นกรรมสิทธิ์ของตนซึ่งมีผลทำให้การโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยไปยังจำเลยร่วมที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย

หลักกฎหมาย
ป.พ.พ. ม. 525
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ม. 34

24/07/2026

นักกฎหมายต้อง อ่านตำรา อ่านฎีกา อ่านใจคน.

⚖️ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเข้าถึงและการขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับ...
17/07/2026

⚖️ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
เรื่อง หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเข้าถึงและการขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือขอให้เปิดเผยถึงการได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้ให้ความยินยอม พ.ศ. ๒๕๖๙
***มีผลใช้บังคับวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๖๙

#ที่ปรึกษา #กฎหมาย
#การศึกษา #นวัตกรรม #โรงเรียน

06/07/2026

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "สามีจะเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งล่วงเกินภริยาไปในทำนองชู้สาวก็ได้และภริยาจะเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวก็ได้" จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การที่ภริยาเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นโดยไม่มีเงื่อนไขต้องฟ้องหย่าสามีมาด้วยนั้น ต้องปรากฏพฤติการณ์ด้วยว่าหญิงอื่นนั้นได้แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์อย่างไร เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยมีพฤติการณ์แสดงตนโดยเปิดเผยอย่างไร อันเป็นประเด็นแห่งคดีที่โจทก์จะนำสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง

(ที่มา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5856/2567)

06/07/2026

การที่ภริยาจะฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่มีความสัมพันธ์กับสามีของตนในทำนองชู้สาวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ต้องเป็นกรณีที่หญิงดังกล่าวได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว โดยหญิงดังกล่าวจะต้องทราบว่าชายนั้นมีภริยาแล้ว แต่ยังจงใจละเมิดสิทธิภริยาด้วย จึงต้องรับผิดใช้ค่าทดแทน

(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 748/2568)

ร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. ... (หรือที่รู้จักกันในชื่อ กฎหมาย Lemon Law)เป็นกฎหมายคุ...
19/06/2026

ร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. ... (หรือที่รู้จักกันในชื่อ กฎหมาย Lemon Law)

เป็นกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในเดือนมิถุนายน 2569 โดยเปลี่ยนหลักการให้ผู้ขายต้องรับผิดชอบความชำรุดบกพร่องทันที
กฎหมายนี้ครอบคลุมสินค้าใหม่ โดยแบ่งการคุ้มครองตามประเภทสินค้าหลักดังนี้

สินค้าทั่วไป: หากพบความชำรุดบกพร่อง (เสื่อมสภาพ/ใช้งานไม่ได้ตามปกติ) ภายใน 6 เดือนนับแต่วันรับมอบ จะถือว่าสินค้าชำรุดตั้งแต่ก่อนส่งมอบ ผู้บริโภคมีสิทธิขอซ่อม เปลี่ยนสินค้าใหม่ ขอลดราคา หรือเลิกสัญญา

เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์: หากพบข้อบกพร่องในสาระสำคัญภายใน 14 วัน ผู้บริโภคมีสิทธิขอเปลี่ยนสินค้าได้ทันที

รถยนต์และรถจักรยานยนต์: มีมาตรการคุ้มครองเฉพาะ หากพบปัญหาที่กระทบต่อความปลอดภัยและไม่สามารถซ่อมแซมให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ ผู้บริโภคมีสิทธิขอเปลี่ยนรถคันใหม่ชนิดเดียวกัน หรือเลิกสัญญาได้ โดยผู้ขายต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายหรือจัดหาประโยชน์ทดแทนระหว่างซ่อม

*หลักการสำคัญและการผลักภาระพิสูจน์*
ผู้ขายต้องรับภาระพิสูจน์: จากเดิมที่ผู้ซื้อต้องพิสูจน์เอง กฎหมายใหม่เปลี่ยนให้เป็นหน้าที่ของผู้ขายที่จะต้องพิสูจน์ว่าสินค้าไม่ได้ชำรุดมาก่อน
ข้อสันนิษฐานความชำรุด: หากสินค้าเกิดปัญหาภายใน 6 เดือน (สำหรับสินค้าทั่วไป) หรือภายใน 1 ปี (สำหรับรถยนต์) นับแต่วันส่งมอบ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าสินค้านั้นชำรุดบกพร่องมาตั้งแต่เวลาส่งมอบ

สิทธิของผู้บริโภคเมื่อสินค้าชำรุด
ผู้ซื้อสามารถใช้สิทธิเรียกร้องได้ใน 4-5 รูปแบบ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของปัญหา: [1, 2]
· ขอซ่อมแซมสินค้า
· ขอเปลี่ยนสินค้าใหม่
· ขอลดราคาสินค้า
· ขอเลิกสัญญา (คืนสินค้าและขอเงินคืน)
· เรียกค่าเสียหายเพิ่มเติม

อายุความในการฟ้องร้อง
· สินค้าทั่วไป: มีอายุความ 1 ปี
· รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า: มีอายุความ 2 ปี

#ที่ปรึกษา #กฎหมาย

ที่อยู่

6/154 ซอยสวนสยาม 12 แยก 2 แขวง/เขตคันนายาว
Bangkok
10230

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 18:00
อังคาร 08:00 - 18:00
พุธ 08:00 - 18:00
พฤหัสบดี 08:00 - 18:00
ศุกร์ 08:00 - 18:00

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สำนักงานกฎหมายเชษฐคุณธุรกิจไทยผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง สำนักงานกฎหมายเชษฐคุณธุรกิจไทย:

ทางลัด

แชร์

ประเภท