JT. SUCCESS LAW ให้บริการด้านกฎหมาย

ให้บริการด้านกฎหมาย เผยแพร่ความรู้ด้านกฎหมาย ช่วยเหลือและให้คำปรึกษาปัญหากฎหมาย ฟ้องร้อง ดำเนินคดีแพ่ง คดีกู้ยืม คดีสถาบันการเงิน คดีบัตรเครดิต คดีเช่าซื้อ คดีเช่าทรัพย์ คดีละเมิด คดีที่ดิน คดีขอจัดการมรดก คดีซื้อขาย คดีจำนอง คดีค้ำประกันคดีอาญา ถูกฟ้องคดี ยื่นคำให้การต่อสู้คดี

19/09/2026

ผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลตาม ป.พ.พ. มาตรา 1330 หากชำระราคาไม่ครบถ้วน จะได้รับความคุ้มครองหรือไม่

🏛️⚖️ คำพิพากษาฎีกา 1162/2561 (ประชุมใหญ่)

การที่โจทก์เป็นผู้เสนอราคาสูงสุดในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล และได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลาชำระราคาไปจนกว่าคดีที่จำเลยร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทถึงที่สุด ก็เพียงก่อสิทธิแก่โจทก์ว่าโจทก์ยังจะมีสิทธิเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลให้สำเร็จลุล่วงต่อไปเท่านั้น

ตราบใดที่โจทก์ยังมิได้ชำระราคาค่าซื้อทรัพย์สินตามเงื่อนไขการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล โจทก์ย่อมไม่ใช่ผู้ซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1330 เพราะโจทก์อาจผิดสัญญาการขายทอดตลอดตามคำสั่งศาล ทำให้การขายทอดตลาดไม่สำเร็จได้ โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย

30/08/2026
30/08/2026

Download link อยู่ด้านล่างครับ ⬇️

#ฟอกเงิน #คู่มือ #คดี #ตำรวจ

28/08/2026

⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 978/2567

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

📌 เรื่อง
สำคัญผิดในราคาขายฝาก — สัญญาขายฝากเป็นโมฆะ

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

❓ ประเด็นข้อกฎหมาย

ผู้ขายฝากเข้าใจว่าตกลงขายฝากที่ดินในราคา 160,000 บาท ตามจำนวนเงินที่ได้รับจริง แต่ในสัญญากลับระบุราคาขายฝาก 500,000 บาท

กรณีเช่นนี้จะถือว่าเป็นการ สำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม จนทำให้สัญญาขายฝากเป็นโมฆะหรือไม่?

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

📖 ข้อเท็จจริง

เดิมโจทก์กู้เงินจากจำเลยที่ 1 จำนวน 250,000 บาท และจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันหนี้

ต่อมาโจทก์ไถ่ถอนจำนอง แล้วจดทะเบียน ขายฝากที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 ในราคา 500,000 บาท มีกำหนด 1 ปี โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ให้ดำเนินการแทน

ภายหลังปรากฏว่า จำเลยที่ 1 มอบเงิน 500,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 เพื่อนำไปมอบให้โจทก์

แต่จำเลยที่ 2 มอบให้โจทก์เพียง 160,000 บาท ส่วนอีก 340,000 บาท จำเลยที่ 2 เบียดบังเอาไปเอง และมีการทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไว้

โจทก์จึงฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินคืนแก่โจทก์ในราคา 160,000 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน
โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

⚖️ คำวินิจฉัยศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อที่โจทก์นำสืบในทำนองว่าโจทก์เข้าใจว่าทำสัญญากู้และจำนอง แต่ภายหลังทราบว่าเป็นสัญญาขายฝาก ซึ่งเป็นการอ้างว่าสำคัญผิดใน ประเภทของนิติกรรม นั้น ขัดกับข้อกล่าวอ้างในคำฟ้อง จึงรับฟังไม่ได้

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีเจตนาทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาท

ประเด็นจึงอยู่ที่ ราคาขายฝาก มิใช่ประเภทของนิติกรรม

จากพยานหลักฐาน ศาลฎีกาฟังว่า จำเลยที่ 1 มอบเงิน 500,000 บาท แก่จำเลยที่ 2 เพื่อนำไปมอบให้โจทก์ แต่จำเลยที่ 2 มอบให้โจทก์เพียง 160,000 บาท และเบียดบังอีก 340,000 บาทไป

ตามพฤติการณ์น่าเชื่อว่า จำเลยที่ 2 หลอกลวงโจทก์ว่าตกลงขายฝากกันในราคา 160,000 บาท ตามจำนวนเงินที่โจทก์ได้รับ

ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ขณะทำสัญญาโจทก์เข้าใจว่าราคาขายฝากคือ 160,000 บาท มิใช่ 500,000 บาท ตามที่ระบุในสัญญา

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

🔎 หลักสำคัญของคดี

การที่โจทก์เข้าใจราคาขายฝากผิด แม้มิใช่การสำคัญผิดใน

▪️ ลักษณะของนิติกรรม
▪️ ตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณี
▪️ หรือทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม

แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

“ราคาที่ตกลงขายฝากย่อมมีความสำคัญมากพอกับตัวทรัพย์ที่เป็นวัตถุแห่งนิติกรรม”

จึงถือว่าโจทก์แสดงเจตนาทำนิติกรรมโดย สำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม

สัญญาขายฝากจึง ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 156 ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย และต้องเพิกถอนการจดทะเบียนขายฝาก

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

💰 แล้วเงิน 160,000 บาท ต้องคืนหรือไม่?

เมื่อสัญญาขายฝากเป็นโมฆะ เงิน 160,000 บาท ที่โจทก์ได้รับจึงเป็นเงินที่รับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้

โจทก์ต้องคืนแก่จำเลยที่ 1 ฐานลาภมิควรได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง

แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ฟ้องแย้ง ขอให้คืนเงินดังกล่าว แต่เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิยึดถือเงินไว้ ศาลมีอำนาจพิพากษาให้โจทก์คืนเงินแก่จำเลยที่ 1 เพื่อให้เสร็จสิ้นไปในคราวเดียวกัน

ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

💵 แล้วเงินอีก 340,000 บาทล่ะ?

เงิน 340,000 บาท ที่จำเลยที่ 2 เบียดบังเอาไปนั้น ศาลวินิจฉัยว่าเป็นเรื่องที่ จำเลยที่ 1 ต้องไปว่ากล่าวเอาจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1ต่างหาก

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

🏛️ ผลคดี

ศาลฎีกา พิพากษากลับ

✅ ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาท
✅ ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินคืนแก่โจทก์
✅ ให้โจทก์ชำระเงิน 160,000 บาท แก่จำเลยที่ 1
✅ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
✅ คำขออื่นให้ยก

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

📝 สรุป

การสำคัญผิดใน “ราคาขายฝาก” อาจเป็นการสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมได้

คดีนี้โจทก์ตั้งใจทำ สัญญาขายฝาก จริง แต่เข้าใจว่าราคาขายฝากเป็น 160,000 บาท ขณะที่สัญญาระบุ 500,000 บาท

ศาลฎีกาเห็นว่า ราคาขายฝากมีความสำคัญมากพอกับตัวทรัพย์ที่เป็นวัตถุแห่งนิติกรรม จึงเป็นการสำคัญผิดในสาระสำคัญ ทำให้สัญญาขายฝากเป็นโมฆะ

⚠️ ข้อควรระวังในการอ่านฎีกานี้
ไม่ควรสรุปว่าโจทก์ “สำคัญผิดว่าทำจำนองแทนขายฝาก” เพราะศาลไม่รับฟังข้ออ้างนั้น

ประเด็นที่ศาลรับฟังและใช้วินิจฉัยคือ
👉 สำคัญผิดใน “ราคาขายฝาก”

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

📚 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

▪️ ป.พ.พ. มาตรา 156 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง
▪️ ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง
▪️ ป.พ.พ. มาตรา 812
▪️ ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

#ฎีกาที่978_2567 #ขายฝาก #สำคัญผิด #โมฆะ #นิติกรรม #ลาภมิควรได้ #กฎหมายแพ่ง #คำพิพากษาศาลฎีกา #ฎีกาน่าสนใจ #ฎีกาศึกษา

25/08/2026

⚖️ ถอดบทเรียนกฎหมายจากฎีกา 💡

🔎 เรื่อง: เจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ศาลจับกุมกักขังจำเลย
ที่ไม่ยอมออกจากที่ดิน ต้องไต่สวนให้ได้ความก่อนไหม? ⚖️📂

📌 อ้างอิง: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1654/2563
และ ป.วิ.พ. มาตรา 353(1)

━━━━━━━━━━━━━━━

❓ Q: เมื่อลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ยอมออกจากที่ดินตามคำสั่งขับไล่ เจ้าพนักงานบังคับคดีทำอะไรได้บ้าง?

✅ A: เจ้าพนักงานบังคับคดีจะ ปิดประกาศแจ้งให้ลูกหนี้และบริวารขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป 📋

ถ้ายังไม่ยอมออก เจ้าพนักงานบังคับคดี มีหนังสือถึงศาลชั้นต้นขอให้จับกุมและกักขัง ลูกหนี้ที่ดื้อดึงไม่ยอมปฏิบัติตามได้

━━━━━━━━━━━━━━━

❓ Q: ในคดีนี้เกิดอะไรขึ้น?

📍 A: เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศแจ้งให้จำเลยทั้งสี่และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท

แต่ จำเลยที่ 1, 2 และ 4 ไม่ยอมออกไป 🚫

เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีหนังสือถึงศาลชั้นต้นขอให้ จับกุมและกักขังจำเลยทั้งสี่

━━━━━━━━━━━━━━━

❓ Q: ก่อนศาลจะสั่งจับกุมกักขัง จำเป็นต้องไต่สวนเจ้าพนักงานบังคับคดีและโจทก์ให้ได้ความก่อนไหม?

⚖️ A: ไม่จำเป็น! ❌

นี่คือหลักสำคัญที่สุดของฎีกานี้

ศาลชั้นต้นเพียงแค่ หมายเรียกจำเลยทั้งสี่มาสอบถาม 📞

ศาลก็ มีอำนาจสั่งจับกุมและกักขังได้ทันที ตามมาตรา 353(1)

โดย ไม่จำต้องดำเนินการไต่สวนเจ้าพนักงานบังคับคดีและโจทก์ให้ได้ความเสียก่อน ที่จะออกคำสั่งกักขัง

เป็นกระบวนการที่ รวดเร็ว กว่าการไต่สวนคดีทั่วไป เพราะเป็นขั้นตอนบังคับคดีที่ต้องการความเด็ดขาดในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษา

━━━━━━━━━━━━━━━

❓ Q: สุดท้ายคดีจบลงอย่างไร?

📍 A: เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ส่งมอบที่ดินพิพาทซึ่งไม่มีผู้ใดอยู่อาศัยแล้วให้ผู้แทนโจทก์เข้าครอบครอง 🏠

(คือจำเลยยอมออกไปในที่สุด)

ก็มีการขอให้ศาลชั้นต้น เพิกถอนหมายจับและกักขัง จำเลยทั้งสี่

โดยศาลสั่ง

📌 ปล่อยตัวจำเลยที่ 1

📌 เพิกถอนหมายจับจำเลยที่ 2 (หลังผิดสัญญาประกันไม่ยอมออกตามกำหนดที่เคยแถลงไว้)

📌 เพิกถอนหมายจับจำเลยที่ 3

ส่วน จำเลยที่ 4 ได้รับการปล่อยตัวไปก่อนแล้ว เพราะยินยอมออกจากที่ดินไปเอง

━━━━━━━━━━━━━━━

❓ Q: เมื่อทุกอย่างจบลงแบบนี้แล้ว จำเลยยังจะอุทธรณ์เรื่องคำสั่งจับกุมกักขังได้ประโยชน์อะไรอีกไหม?

⚖️ A: ไม่มีประโยชน์แล้ว

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อสถานการณ์คลี่คลายจบสิ้นไปแล้ว

📌 ที่ดินได้ส่งมอบคืน
📌 หมายจับถูกเพิกถอนหมดแล้ว

อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ย่อมไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาต่อไปอีก

━━━━━━━━━━━━━━━

🧾 สรุปง่าย ๆ

📌 ศาลหมายเรียกลูกหนี้มาสอบถาม แล้วสั่งจับกุม/กักขังตาม ม.353(1)

❌ ไม่ต้องไต่สวนเจ้าพนักงานบังคับคดี/โจทก์ก่อน
✅ สั่งได้ทันที

━━━━━━━━━━━━━━━

💡 ข้อคิดจากฎีกานี้

มาตรา 353(1) ออกแบบมาให้เป็น เครื่องมือบังคับคดีที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

เพื่อไม่ให้ลูกหนี้ที่ดื้อดึงสามารถประวิงเวลาไม่ยอมออกจากทรัพย์สินได้นาน ๆ

ศาลไม่จำเป็นต้องเปิดกระบวนไต่สวนแบบคดีปกติ

เพียงหมายเรียกมาสอบถามก็เพียงพอแล้วที่จะออกคำสั่งจับกุมกักขังได้ทันที

ผู้ที่แพ้คดีขับไล่จึงควรรีบปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยเร็ว

ไม่ควรฝ่าฝืนอยู่ในทรัพย์สินต่อไป เพราะอาจถูกจับกุมกักขังได้อย่างรวดเร็ว

━━━━━━━━━━━━━━━

📎 ฎีกาย่อ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1654/2563 — เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศแจ้งให้จำเลยทั้งสี่และบริวารขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท แต่จำเลยที่ 1, 2 และ 4 ไม่ยอมออกไป เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีหนังสือถึงศาลชั้นต้นให้จับกุมและกักขังจำเลยทั้งสี่

ศาลชั้นต้นหมายเรียกจำเลยทั้งสี่มาสอบถาม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งจับกุมและกักขังได้ทันทีตามมาตรา 353(1) โดยไม่จำต้องดำเนินการไต่สวนเจ้าพนักงานบังคับคดีและโจทก์ให้ได้ความเสียก่อน

ต่อมาเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีส่งมอบที่ดินพิพาทซึ่งไม่มีผู้ใดอยู่อาศัยให้ผู้แทนโจทก์เข้าครอบครองแล้ว และมีการขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนหมายจับและกักขังจำเลยทั้งสี่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งปล่อยตัวจำเลยที่ 1 เพิกถอนหมายจับจำเลยที่ 2 หลังผิดสัญญาประกันไม่ยอมออกจากที่ดินตามกำหนดที่แถลงไว้ และเพิกถอนหมายจับจำเลยที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 4 ได้รับการปล่อยตัวไปก่อนแล้วเพราะยินยอมออกไปจากที่ดินพิพาท

ศาลฎีกาจึงเห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาต่อไป

━━━━━━━━━━━━━━━

#ถอดบทเรียนกฎหมายจากฎีกา #บังคับคดี #ขับไล่ #มาตรา353 #กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง #ฎีกาน่ารู้

24/08/2026
23/08/2026

สรุป พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
ฉบับเน้นการใช้งานสำหรับทนายความ

กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่นำมาใช้ “ประกบ” กับกฎหมายสารบัญญัติ เพื่อทำให้หนังสือ เอกสาร ลายมือชื่อ สัญญา การส่ง–รับข้อมูล และพยานหลักฐาน สามารถดำเนินการในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้

หลักสำคัญคือ ต้องตรวจสอบกฎหมายหลักก่อนว่า ธุรกรรมนั้นมีองค์ประกอบหรือแบบอย่างไร แล้วจึงนำ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์มารองรับรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์

1. โครงสร้างของพระราชบัญญัติ

#หมวด1 ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ มาตรา 7–25
เกี่ยวกับเอกสาร สัญญา พยานหลักฐาน และการส่ง–รับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์

#หมวด 2 ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ มาตรา 26–31
เกี่ยวกับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อถือได้ Digital Signature และใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์

#หมวด3 ธุรกิจบริการเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ มาตรา 32–34/2
เกี่ยวกับผู้ให้บริการที่ต้องแจ้ง ขึ้นทะเบียน หรือได้รับใบอนุญาต

#หมวด3/1 ระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล มาตรา 34/3–34/4
เกี่ยวกับ Digital ID เช่น ThaiD

#หมวด4 ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ มาตรา 35

#หมวด5 คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

#หมวด6 บทกำหนดโทษ
ใช้กับผู้ประกอบธุรกิจบริการที่ฝ่าฝืนหลักเกณฑ์กำกับดูแล ไม่ได้หมายความว่าการทำ e-Document หรือลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ไม่ครบหลักเกณฑ์จะมีโทษอาญาทุกกรณี

2. มาตรา 3 ขอบเขตการใช้บังคับ

ใช้กับธุรกรรมทางแพ่งและพาณิชย์ที่ดำเนินการโดยใช้ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดหรือบางส่วน รวมถึงการดำเนินงานของรัฐตามหมวด 4

ข้อยกเว้นตามพระราชกฤษฎีกา ได้แก่

* ธุรกรรมเกี่ยวกับครอบครัว
* ธุรกรรมเกี่ยวกับมรดก

จึงไม่อาจอาศัย พ.ร.บ.ฉบับนี้เพียงฉบับเดียวเพื่อเปลี่ยนแบบของพินัยกรรม การสมรส หรือธุรกรรมครอบครัวและมรดกให้เป็นอิเล็กทรอนิกส์ได้ ต้องตรวจสอบกฎหมายเฉพาะประกอบด้วย

3. มาตรา 4 ความหมายของธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หมายถึง ธุรกรรมที่ดำเนินการโดยใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน

สัญญาหนึ่งฉบับอาจเจรจาผ่าน LINE ส่งร่างทางอีเมล ลงนามบางฝ่ายบนกระดาษ อีกฝ่ายลงนามอิเล็กทรอนิกส์ และชำระเงินออนไลน์ ก็ยังเป็นธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ได้

4. มาตรา 5 การตกลงเปลี่ยนวิธีการ

มาตรา 13–24 และมาตรา 26–31 คู่กรณีสามารถตกลงเป็นอย่างอื่นได้

ทนายจึงควรกำหนดในสัญญาให้ชัดเจน เช่น

* ช่องทางส่งคำบอกกล่าว
* อีเมลที่ถือว่าเป็นอีเมลของคู่สัญญา
* เวลาที่ถือว่าได้รับข้อมูล
* วิธีลงลายมือชื่อ
* ระบบจัดเก็บเอกสาร
* ผู้มีอำนาจใช้งานระบบแทนนิติบุคคล

5. มาตรา 7 ห้ามปฏิเสธเพียงเพราะเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์

ห้ามปฏิเสธความมีผลผูกพันหรือการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความ เพียงเพราะข้อความนั้นอยู่ในรูปข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์

แต่ไม่ได้หมายความว่าข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ทุกชิ้นจะถูกต้องหรือมีน้ำหนักเท่ากัน ยังต้องตรวจสอบองค์ประกอบตามมาตราอื่นและกฎหมายสารบัญญัติด้วย

จำง่าย ๆ ว่า

“มาตรา 7 ห้ามปฏิเสธเพราะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ แต่ไม่ได้บังคับให้ศาลต้องเชื่อข้อมูลนั้น”

6. มาตรา 8 e-Document ความเป็นหนังสือ

เมื่อกฎหมายกำหนดให้ต้องทำเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือมีเอกสารมาแสดง ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จะทำหน้าที่แทนหนังสือได้ หาก

1. สามารถเข้าถึงได้
2. สามารถนำกลับมาใช้ได้
3. ความหมายไม่เปลี่ยนแปลง

“เข้าถึงได้” หมายถึง อยู่ในลักษณะที่มนุษย์สามารถอ่านและเข้าใจความหมายได้

“นำกลับมาใช้ได้” หมายถึง สามารถเรียกกลับมาอ่าน ตรวจสอบ อ้างอิง หรือนำไปใช้เป็นหลักฐานในภายหลังได้

ตัวอย่างสิ่งที่อาจเป็น e-Document ได้แก่

* ไฟล์ Word
* ไฟล์ PDF
* Google Docs
* อีเมล
* ข้อความ LINE
* เอกสารในระบบ Workflow
* ข้อมูลในแอปพลิเคชัน

ไฟล์ Word ที่ยังแก้ไขได้ก็อาจเป็น e-Document ได้ แต่มีความเสี่ยงในการพิสูจน์ว่าเนื้อหาใดเป็นข้อตกลงที่แท้จริง จึงควรเก็บอีเมลต้นทาง Version History, Activity Log และหลักฐานตอบรับประกอบด้วย

PDF ก็ไม่ได้แก้ไขไม่ได้เสมอไป การแปลงเป็น PDF เพียงอย่างเดียวจึงไม่ได้รับรองความถูกต้องของเอกสารโดยอัตโนมัติ

ตัวอย่างการใช้กฎหมายประกบกัน

สัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ราคาตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป ต้องพิจารณา

* ป.พ.พ. มาตรา 456 เรื่องหลักฐานเป็นหนังสือ
* พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ มาตรา 8 เรื่องหนังสือ
* มาตรา 9 เรื่องลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์

7. มาตรา 9 e-Signature แบบทั่วไป

ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ไม่จำเป็นต้องมีรูปร่างเหมือนลายเซ็นบนกระดาษ แต่ต้องทำหน้าที่สำคัญ 2 ประการ คือ

1. ระบุตัวเจ้าของลายมือชื่อได้
2. แสดงเจตนาของเจ้าของลายมือชื่อต่อข้อความนั้นได้

#ตัวอย่างลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่

* พิมพ์ชื่อท้ายอีเมล
* แนบภาพลายมือชื่อ
* ใช้ Stylus เขียนบนหน้าจอ
* คลิกปุ่ม “ยอมรับ” หรือ “ตกลง”
* ทำเครื่องหมายใน Checkbox
* ใช้ Username และ Password
* ใช้ OTP
* ใช้ Digital Signature

การมีภาพลายเซ็นเพียงอย่างเดียวไม่ได้แปลว่าลายมือชื่อนั้นเชื่อถือได้ ต้องดูตัวบุคคล เจตนา วิธีควบคุมบัญชี และพยานแวดล้อมประกอบด้วย

มาตรา 9 วรรคท้ายยังให้นำหลักเรื่องลายมือชื่อมาใช้กับการประทับตรานิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Seal โดยอนุโลมด้วย

8. มาตรา 10 e-Original ความเป็นต้นฉบับ

เมื่อกฎหมายกำหนดให้ต้องนำเสนอหรือเก็บรักษาเอกสารต้นฉบับ ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จะทำหน้าที่เป็นต้นฉบับได้เมื่อ

1. ใช้วิธีการที่เชื่อถือได้รักษาความถูกต้องของข้อความ ตั้งแต่สร้างข้อความเสร็จสมบูรณ์
2. สามารถแสดงข้อความนั้นในภายหลังได้

ความถูกต้องพิจารณาจากความครบถ้วนและไม่มีการเปลี่ยนแปลง เว้นแต่เป็นการรับรอง บันทึกเพิ่มเติม หรือการเปลี่ยนแปลงตามปกติในการสื่อสาร เก็บรักษา หรือแสดงผล ซึ่งไม่กระทบความถูกต้องของข้อความ

ต้นฉบับอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้ดูว่าเป็น “ไฟล์แรก” หรือมีไฟล์เดียว แต่ดูว่าเนื้อหาครบถ้วน ถูกต้อง และตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่

เทคโนโลยีที่ช่วยรักษาความเป็นต้นฉบับ ได้แก่

* Digital Signature
* e-Timestamp
* e-Seal
* Hash Value
* Version Control
* Activity Log
* ระบบควบคุมสิทธิแก้ไขข้อมูล

9. มาตรา 10 วรรค 4 สิ่งพิมพ์ออก

ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่พิมพ์ออกเป็นกระดาษจะใช้แทนต้นฉบับได้ เมื่อ

* ข้อความในสิ่งพิมพ์ออกถูกต้องครบถ้วนตรงกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
* มีการรับรองสิ่งพิมพ์ออกโดยหน่วยงานที่มีอำนาจตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

ข้อควรจำคือ สิ่งพิมพ์ออกอยู่ในมาตรา 10 วรรค 4 ไม่ใช่มาตรา 12/2 และในตัวบทฉบับอัปเดตไม่มีมาตรา 12/2

10. มาตรา 11 e-Evidence พยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์

ห้ามปฏิเสธรับฟังข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง คดีอาญา หรือคดีอื่น เพียงเพราะข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์

แต่ต้องแยก 2 เรื่องออกจากกัน

1. รับฟังได้หรือไม่
2. ศาลจะให้น้ำหนักเพียงใด

ศาลจะพิจารณาความน่าเชื่อถือจาก

* วิธีสร้างข้อมูล
* วิธีเก็บรักษา
* วิธีส่งหรือสื่อสารข้อมูล
* ความครบถ้วน
* มีการแก้ไขหรือไม่
* วิธีระบุตัวผู้ส่ง
* Metadata และ Log
* วันและเวลา
* Chain of Custody
* พฤติการณ์แวดล้อมทั้งหมด

กรณี LINE อีเมล หรือเอกสารออนไลน์ ไม่ควรเก็บเพียง Screenshot แต่ควรเก็บ

* โทรศัพท์หรืออุปกรณ์ต้นทาง
* บัญชีผู้ใช้งาน
* ข้อมูลคู่สนทนา
* ข้อความก่อนและหลังช่วงที่พิพาท
* ไฟล์ต้นฉบับ
* วันและเวลาส่ง–รับ
* อีเมล Header
* Metadata
* Activity Log
* วิธีได้มาของข้อมูล
* บันทึกว่าใครเป็นผู้คัดลอกและเก็บข้อมูลเมื่อใด

จำง่าย ๆ ว่า

“มาตรา 8 รับรองความเป็นหนังสือ ส่วนมาตรา 11 รับรองการเข้าสู่สำนวน แต่ศาลจะเชื่อเพียงใดยังต้องพิสูจน์”

11. มาตรา 12 e-Retention การเก็บรักษาข้อมูล

เมื่อกฎหมายกำหนดให้เก็บเอกสารเป็นเวลา 5 ปี 10 ปี หรือระยะเวลาอื่น สามารถเก็บในรูปอิเล็กทรอนิกส์ได้ หาก

1. เข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง
2. เก็บในรูปแบบเดิมขณะสร้าง ส่ง หรือรับ หรือในรูปแบบที่แสดงข้อความได้อย่างถูกต้อง
3. เก็บแหล่งกำเนิด ต้นทาง ปลายทาง วันและเวลาส่ง–รับ ถ้ามี

ทนายไม่ควรเก็บเพียงสัญญาฉบับสุดท้าย แต่ควรเก็บ

* ร่างและฉบับลงนาม
* อีเมลส่ง–รับ
* หลักฐานตอบรับ
* Certificate
* Signature Validation
* Timestamp
* Activity Log
* หลักฐานชำระเงิน
* e-Stamp Duty
* หนังสือมอบอำนาจและข้อมูลผู้ใช้งานระบบ

12. มาตรา 12/1 การแปลงกระดาษเป็นอิเล็กทรอนิกส์

การสแกนกระดาษไม่ได้ทำให้ไฟล์มีผลเทียบเท่าต้นฉบับโดยอัตโนมัติ การจัดทำหรือแปลงเอกสารต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เช่น

* ความหมายหรือรูปแบบเหมือนเอกสารเดิม
* ระบุตัวผู้จัดทำหรือผู้แปลงได้
* ระบุผู้ตรวจสอบหลังการแปลงได้
* ภาพครบทุกหน้า ไม่ผิดเพี้ยน
* มีความละเอียดและสีเหมาะสม
* เก็บ Metadata ของกระบวนการ
* มีมาตรการป้องกันการแก้ไข
* ใช้ Digital Signature, Hash หรือระบบควบคุมตามความเหมาะสม

13. มาตรา 13 คำเสนอและคำสนอง

คำเสนอและคำสนองสามารถทำเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ได้ และห้ามปฏิเสธผลของสัญญาเพียงเพราะคำเสนอหรือคำสนองทำทางอิเล็กทรอนิกส์

14. มาตรา 13/1 การเสนอผ่านระบบออนไลน์

การแสดงข้อมูลต่อบุคคลทั่วไปผ่านเว็บไซต์หรือระบบออนไลน์ โดยหลักถือเป็นคำเชิญชวนให้ทำคำเสนอ เว้นแต่ข้อความแสดงชัดว่าผู้เสนอประสงค์ผูกพันทันทีเมื่อมีการสนองรับ

ทนายควรกำหนดให้ชัดว่า

* เป็นคำเชิญชวนหรือคำเสนอ
* สัญญาเกิดเมื่อใด
* ต้องได้รับการยืนยันคำสั่งซื้อหรือไม่
* หากราคาผิด ระบบผิด หรือสินค้าหมดจะดำเนินการอย่างไร

15. มาตรา 13/2 สัญญาที่เกิดจากระบบอัตโนมัติ

ห้ามปฏิเสธความสมบูรณ์หรือการบังคับใช้ของสัญญา เพียงเพราะสัญญาเกิดจาก

* ระบบอัตโนมัติกับบุคคลธรรมดา
* ระบบอัตโนมัติกับระบบอัตโนมัติ

โดยไม่มีมนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้องในแต่ละครั้ง

สัญญาที่เกิดจาก Chatbot, Smart Contract หรือ Agentic AI จึงมีผลทางกฎหมายได้ แต่ยังอาจโต้แย้งด้วยเหตุอื่น เช่น สำคัญผิด ฉ้อฉล ข่มขู่ ขัดต่อกฎหมาย ไม่มีอำนาจ หรือระบบทำงานนอกเหนือความคาดหมาย

16. มาตรา 14 การแสดงเจตนาและคำบอกกล่าว

การแสดงเจตนาหรือคำบอกกล่าวสามารถทำเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ได้

ทนายควรกำหนดในสัญญาว่า

* ส่งคำบอกกล่าวทางอีเมลใด
* ส่งทาง LINE ได้หรือไม่
* ต้องแนบไฟล์หรือไม่
* ถือว่าได้รับเมื่อใด
* หากเปลี่ยนอีเมลต้องแจ้งอย่างไร

17. มาตรา 15–16 การถือว่าข้อมูลเป็นของผู้ส่ง

ข้อมูลอาจถือว่าเป็นของผู้ส่งเมื่อ

* ผู้ส่งส่งเอง
* ผู้มีอำนาจส่งแทน
* ระบบที่ผู้ส่งกำหนดไว้ล่วงหน้าทำงานอัตโนมัติ

ทนายต้องตรวจว่าใครเป็นเจ้าของบัญชี ใครมีอำนาจใช้บัญชี และระบบถูกกำหนดให้ทำงานแทนบุคคลใด

18. มาตรา 17 ความผิดพลาดในการส่งข้อมูล

ผู้รับอาจถือว่าข้อมูลที่ได้รับถูกต้องตามเจตนาของผู้ส่ง เว้นแต่รู้หรือควรรู้ว่ามีข้อผิดพลาดจากการส่ง เมื่อใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว

19. มาตรา 17/1 Input Error

หากบุคคลธรรมดากรอกข้อมูลผิดผ่านระบบอัตโนมัติ และระบบไม่มีช่องทางให้แก้ไข บุคคลนั้นอาจถอนการแสดงเจตนาเฉพาะส่วนที่ผิดได้ เมื่อ

1. แจ้งอีกฝ่ายโดยพลันหลังทราบข้อผิดพลาด
2. ยังไม่ได้ใช้หรือรับประโยชน์จากสินค้า บริการ หรือสิ่งอื่นอย่างมีนัยสำคัญ

20. มาตรา 18 ข้อมูลซ้ำ

ผู้รับอาจถือว่าข้อมูลแต่ละชุดแยกจากกัน เว้นแต่รู้หรือควรรู้ว่าเป็นข้อมูลซ้ำ

21. มาตรา 19–21 การตอบแจ้งการรับ

กำหนดหลักเกี่ยวกับการตอบรับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์และข้อสันนิษฐานเมื่อได้รับการตอบรับ

การได้รับข้อความว่า “ได้รับข้อมูลแล้ว” ไม่ได้หมายความว่าเนื้อหาที่ผู้รับได้รับถูกต้องตรงกับข้อมูลที่ผู้ส่งส่งมาเสมอไป

22. มาตรา 22 เวลาส่งข้อมูล

โดยหลักถือว่าส่งเมื่อข้อมูลเข้าสู่ระบบที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้ส่ง

23. มาตรา 23 เวลารับข้อมูล

หากผู้รับกำหนดระบบไว้โดยเฉพาะ ถือว่าได้รับเมื่อข้อมูลเข้าสู่ระบบนั้น แต่ถ้าส่งไปยังระบบอื่น อาจถือว่าได้รับเมื่อผู้รับเรียกข้อมูลออกจากระบบนั้น

มีประโยชน์ต่อการพิจารณาว่า

* ส่งเอกสารทันกำหนดหรือไม่
* บอกเลิกสัญญาเมื่อใด
* ทวงถามเมื่อใด
* คู่สัญญาได้รับคำบอกกล่าวแล้วหรือยัง

24. มาตรา 24 สถานที่ส่ง–รับ

โดยหลักถือว่าส่ง ณ ที่ทำการงานของผู้ส่ง และรับ ณ ที่ทำการงานของผู้รับ แม้ Server จะตั้งอยู่คนละสถานที่

25. มาตรา 25 วิธีการแบบปลอดภัย

ธุรกรรมที่ดำเนินการตามวิธีการแบบปลอดภัยที่กำหนด จะได้รับข้อสันนิษฐานว่าเป็นวิธีการที่เชื่อถือได้ ช่วยลดภาระการพิสูจน์ด้านเทคนิค แต่ไม่ตัดสิทธิอีกฝ่ายในการนำพยานมาหักล้าง

26. มาตรา 26 ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อถือได้

ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่

1. ข้อมูลสร้างลายมือชื่อเชื่อมโยงไปยังเจ้าของได้
2. ข้อมูลสร้างลายมือชื่ออยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าของขณะสร้าง
3. ตรวจพบการเปลี่ยนแปลงของลายมือชื่อหลังลงนามได้
4. หากใช้รับรองความครบถ้วนของข้อความ ต้องตรวจพบการเปลี่ยนแปลงข้อความได้ด้วย

Digital Signature ใช้ค่า Hash และระบบกุญแจเข้ารหัส หากมีการแก้ไขข้อความ ค่า Hash จะเปลี่ยนและระบบจะแจ้งว่าเอกสารถูกแก้ไข

ภาพลายเซ็นบนหน้า PDF เป็นเพียงรูปที่แสดงให้เห็น สิ่งที่ต้องตรวจจริงคือ

* Signature Panel
* ชื่อเจ้าของ Certificate
* ผู้ออก Certificate
* สถานะ Valid
* วันหมดอายุ
* การพักใช้หรือเพิกถอน
* เอกสารถูกแก้ไขหรือไม่
* มี Trusted Timestamp หรือไม่

จำง่าย ๆ ว่า

“ภาพลายเซ็นทำให้มองเห็น แต่ Digital Signature ทำให้ตรวจสอบได้”

27. มาตรา 27 หน้าที่เจ้าของลายมือชื่อ

เจ้าของต้องดูแล Token, Private Key และ PIN และต้องแจ้งเมื่อสูญหาย ถูกเปิดเผย หรือเสี่ยงถูกนำไปใช้โดยมิชอบ

ไม่ควรให้พนักงานใช้ Token และ PIN ของกรรมการ แม้กรรมการจะยินยอม เพราะอาจกระทบเงื่อนไขว่าข้อมูลสร้างลายมือชื่ออยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าของ

ควรมอบอำนาจให้พนักงานลงนามด้วย Digital Signature ของตนเอง หรือใช้ระบบ Workflow และ e-Seal ของนิติบุคคล

28. มาตรา 28–29 ผู้ให้บริการออกใบรับรอง

กำหนดหน้าที่และมาตรฐานของผู้ให้บริการออก Certificate เช่น การพิสูจน์ตัวตน ความถูกต้องของใบรับรอง และช่องทางตรวจสอบสถานะ

29. มาตรา 30 หน้าที่ของผู้รับเอกสาร

ผู้รับไม่ควรเชื่อเพียงเพราะเห็นภาพลายเซ็น แต่ต้องตรวจสอบตามสมควรว่า

* Certificate สมบูรณ์หรือไม่
* ถูกพักใช้หรือเพิกถอนหรือไม่
* มีข้อจำกัดด้านวัตถุประสงค์หรือวงเงินหรือไม่

30. มาตรา 31 ลายมือชื่อจากต่างประเทศ

ใบรับรองหรือลายมือชื่อที่สร้างหรือใช้ในต่างประเทศอาจมีผลในประเทศไทยได้ หากใช้ระบบที่มีความน่าเชื่อถือไม่น้อยกว่ามาตรฐานตามกฎหมายไทย

31. มาตรา 34/3 Digital ID

สามารถพิสูจน์และยืนยันตัวตนผ่านระบบ Digital ID ได้

ต้องแยกคำว่า

* Identity Proofing คือ พิสูจน์ว่าเป็นบุคคลนั้นจริง
* Authentication คือ ยืนยันว่าผู้ที่กำลังเข้าใช้งานคือบุคคลที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว

32. มาตรา 35 ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ

คำขอ การอนุญาต การจดทะเบียน คำสั่งทางปกครอง การชำระเงิน และการดำเนินการกับหน่วยงานรัฐ สามารถทำทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

ในทางปฏิบัติ ทนายต้องตรวจเพิ่มเติมว่า

* หน่วยงานกำหนดช่องทางใด
* ระบบศาลกำหนดรูปแบบไฟล์อย่างไร
* ต้องยืนยันตัวตนแบบใด
* ต้องลงลายมือชื่อหรือรับรองสำเนาอย่างไร
* ต้องยื่นไฟล์ต้นฉบับหรือสิ่งพิมพ์ออก

33. หนังสือรับรองนิติบุคคลอิเล็กทรอนิกส์ของ DBD

ควรเก็บไฟล์ต้นฉบับที่ได้รับจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าไว้โดยไม่แก้ไข เพราะไฟล์มี Digital Signature ของหน่วยงาน

หากต้องใส่เลขเอกสารหรือรับรองสำเนาในการยื่นศาล ควร

1. เก็บไฟล์ DBD ต้นฉบับโดยไม่แก้ไข
2. ทำหน้าปกหรือคำรับรองเป็นอีกไฟล์หนึ่ง
3. ยื่นไฟล์ต้นฉบับแยกไว้สำหรับตรวจสอบ
4. ไม่ควร Merge หรือแก้ไขไฟล์ที่มี Digital Signature โดยไม่ตรวจสถานะ

34. อากรแสตมป์อิเล็กทรอนิกส์

สำหรับตราสารอิเล็กทรอนิกส์ ผู้มีหน้าที่เสียอากรสามารถยื่นและชำระได้

* ก่อนกระทำตราสาร หรือ
* ภายใน 15 วันนับแต่วันถัดจากวันกระทำตราสาร

ต้องตรวจให้ชัดว่า

* ตราสารนั้นต้องเสียอากรหรือไม่
* ใครเป็นผู้มีหน้าที่เสียอากร
* วันใดเป็นวันกระทำตราสาร
* หากลงนามคนละวัน สัญญาสมบูรณ์เมื่อใด
* ชำระภายในกำหนดหรือไม่

หากชำระล่าช้าอาจมีเงินเพิ่ม และอาจกระทบการนำตราสารมาใช้เป็นพยานหลักฐานจนกว่าจะเสียอากรให้ถูกต้อง

35. Checklist ก่อนทำสัญญาอิเล็กทรอนิกส์

* ตรวจสอบกฎหมายสารบัญญัติและแบบของนิติกรรม
* ตรวจว่าต้องมีหนังสือ หลักฐานเป็นหนังสือ หรือต้นฉบับหรือไม่
* ตรวจว่าต้องลงลายมือชื่อหรือประทับตรานิติบุคคลหรือไม่
* เลือกวิธีระบุตัวและแสดงเจตนาให้เหมาะกับมูลค่าธุรกรรม
* กำหนดอีเมลและช่องทางส่งคำบอกกล่าว
* ระบุวันที่และเวลาที่สัญญาเกิด
* ตรวจอำนาจกรรมการและหนังสือมอบอำนาจ
* ตรวจ Digital Certificate และข้อจำกัด
* เก็บไฟล์ต้นฉบับและไฟล์ลงนามแยกกัน
* เก็บ Log, Metadata, Timestamp และหลักฐานส่ง–รับ
* ตรวจอากรแสตมป์และกำหนดเวลาชำระ
* ห้ามแก้ไขไฟล์ที่ลง Digital Signature แล้วโดยไม่ตรวจผล
* วางระบบสำรองข้อมูลและกำหนดระยะเวลาเก็บรักษา
* เตรียมวิธีนำไฟล์ต้นฉบับเข้าสู่สำนวนหากเกิดข้อพิพาท

36. Checklist เมื่อนำพยานอิเล็กทรอนิกส์เข้าสู่ศาล

* เก็บอุปกรณ์และบัญชีต้นทาง
* อย่าเก็บเฉพาะ Screenshot
* เก็บบทสนทนาให้ครบก่อนและหลังข้อความสำคัญ
* เก็บไฟล์ต้นฉบับ
* บันทึกวิธีได้มาของข้อมูล
* ตรวจวัน เวลา ผู้ส่งและผู้รับ
* ตรวจ Digital Signature และ Certificate
* เก็บอีเมล Header และ Activity Log
* คำนวณ Hash หากเป็นหลักฐานสำคัญ
* จัดทำ Chain of Custody
* เตรียมพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการสร้าง รับ หรือเก็บข้อมูล
* อธิบายให้ศาลเห็นทั้งความแท้จริง ความครบถ้วน และการไม่มีการแก้ไข

สูตรจำสำหรับทนาย

มาตรา 7 ห้ามปฏิเสธเพราะเป็นอิเล็กทรอนิกส์
มาตรา 8 ทำหน้าที่เป็นหนังสือ
มาตรา 9 ทำหน้าที่เป็นลายมือชื่อ
มาตรา 10 ทำหน้าที่เป็นต้นฉบับ
มาตรา 11 รับฟังเป็นพยานหลักฐาน
มาตรา 12 เก็บรักษาแทนเอกสารกระดาษ
มาตรา 12/1 แปลงกระดาษเป็นอิเล็กทรอนิกส์
มาตรา 13–24 รองรับวงจรการเกิด ส่ง รับ และดำเนินการตามสัญญา
มาตรา 26 ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อถือได้

อ้างอิงพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

ที่อยู่

สรงประภา
Bangkok
10210

เบอร์โทรศัพท์

+66655916416

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ JT. SUCCESS LAWผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง JT. SUCCESS LAW:

ทางลัด

แชร์