นิตินิยมกฎหมาย Niti niym LAW

นิตินิยมกฎหมาย  Niti niym LAW ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายอาญา กฎหมายแพ่ง การทำสัญญา ทวงถามหนี้ และปรึกษาเบื้องต้น โดยทีมผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมดูแลคุณทุกขั้นตอน

🚪 ผลักกระเด็น-ประตูกระแทกหลัง! แผลช้ำนิดหน่อย... ศาลชี้เป็นแค่ "ลหุโทษ"เวลาทะเลาะกันแล้วลงไม้ลงมือ ผลักอีกฝ่ายกระเด็นไปช...
07/09/2026

🚪 ผลักกระเด็น-ประตูกระแทกหลัง! แผลช้ำนิดหน่อย... ศาลชี้เป็นแค่ "ลหุโทษ"
เวลาทะเลาะกันแล้วลงไม้ลงมือ ผลักอีกฝ่ายกระเด็นไปชนขอบประตูแถมปิดประตูกระแทกหลังซ้ำ ถ้าคนเจ็บหัวหมอไปฟ้องศาลข้อหา "ทำร้ายร่างกายสาหัส" (อ้างว่าป่วยจนทำงานไม่ได้เกิน 20 วัน) ศาลจะลงโทษหนักตามฟ้องไหม?
เรื่องนี้มีคำตอบเคลียร์ๆ จาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2471/2562 ครับ ⚖️

👊 เจ็บแค่นี้ เป็นแค่ "ลหุโทษ" (ป.อ. มาตรา 391) ศาลมองว่าพฤติการณ์ที่จำเลยผลัก เขย่าไหล่ และเหวี่ยงโจทก์ไปชนประตู ไม่ได้มุ่งทำร้ายอวัยวะสำคัญ และโจทก์มีเพียง "แผลฟกช้ำเล็กน้อยและปวดเมื่อย" จึงไม่เข้าข่ายทำร้ายร่างกายสาหัส แต่เป็นเพียงความผิดฐาน ใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ซึ่งเป็นความผิดลหุโทษ (โทษเบา) ครับ

📜 ฟ้องข้อหาหนัก แต่สืบได้ข้อหาเบา ศาลลงโทษได้ (ป.วิ.อ. มาตรา 192) แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องมาซะใหญ่โตว่าโดนทำร้ายสาหัส (ป.อ. มาตรา 297) แต่กฎหมายมองว่า ความผิดฐานทำร้ายร่างกายชุดใหญ่ ย่อมรวมเอาการกระทำผิดฐานทำร้ายร่างกายเล็กๆ น้อยๆ ไว้ในตัวแล้ว ดังนั้น เมื่อสืบพยานแล้วพบว่าเจ็บแค่นิดเดียว ศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยในข้อหาลหุโทษ (มาตรา 391) ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นได้เลย ไม่ถือว่าพิพากษาเกินคำขอ และไม่ต้องยกฟ้องครับ

💡 📌 กฎหมายใกล้ตัว... สรุปให้จำง่าย คือ การใช้กำลังผลักหรือกระชากจนอีกฝ่ายมีแค่รอยช้ำหรือปวดเมื่อย เป็นความผิดลหุโทษ (จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท) และต่อให้คู่กรณีจะเขียนฟ้องตั้งข้อหามาหนักหนาแค่ไหน ถ้าหลักฐานทางการแพทย์ชี้ว่าเจ็บแค่นิดเดียว ศาลก็ลงโทษตามความจริงครับ👍

#นิตินิยมลอว์ #ความรู้กฎหมาย #กฎหมาย

💔 ให้ทรัพย์สินคู่สมรสตอนรักกัน พอทะเลาะกันขอทวงคืนได้ไหม? (อุทาหรณ์จากคำพิพากษาฎีกาที่ 9311/2568) ⚖️เรื่องของสามีภริยาเว...
02/09/2026

💔 ให้ทรัพย์สินคู่สมรสตอนรักกัน พอทะเลาะกันขอทวงคืนได้ไหม? (อุทาหรณ์จากคำพิพากษาฎีกาที่ 9311/2568) ⚖️

เรื่องของสามีภริยาเวลาเตียงหัก ทรัพย์สินที่เคยให้กันตอนหวานชื่นมักกลายเป็นประเด็นข้อพิพาท คดีนี้สามีโอนหุ้นและให้เงินดาวน์รถหลักแสนแก่ภริยา พอมีปัญหากันเลยขอใช้สิทธิตามกฎหมาย "บอกล้างสัญญาระหว่างสมรส" เพื่อทวงสมบัติคืน มาดูกันว่ากฎหมายและศาลฎีกามองเรื่องนี้อย่างไร

📝 สรุปจุดเริ่มต้นของคดี

สามีภริยาจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย ระหว่างที่อยู่กินกัน สามีใจป้ำโอนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ภริยาไป 12,000 หุ้น และให้เงินสดอีก 850,000 บาท ไปดาวน์รถยนต์ป้ายแดง 🚗

ต่อมาทั้งคู่มีปัญหากันจนถึงขั้นฟ้องร้อง สามีจึงขอใช้สิทธิ "บอกล้างสัญญาระหว่างสมรส" เพื่อเพิกถอนการให้หุ้นและเงินดาวน์รถ โดยตั้งใจจะดึงทรัพย์สินทั้งหมดกลับมาเป็น "สินสมรส" เพื่อแบ่งกันคนละครึ่ง

ฝ่ายภริยาต่อสู้ว่า ทรัพย์สินทั้งหมดสามี "ให้โดยเสน่หา" จึงตกเป็นสินส่วนตัวของตนแต่เพียงผู้เดียว สามีไม่มีสิทธิฟ้องเรียกคืน

👩‍⚖️ ศาลฎีกาชี้ขาด: มีสิทธิบอกล้าง แต่... ทวงเงินของที่ขายไปแล้วไม่ได้!
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่สามีโอนหุ้นและให้เงินดาวน์รถ ถือเป็นการทำ "สัญญาระหว่างสมรส" ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 สามีหรือภริยามีสิทธิที่จะบอกล้าง (ยกเลิก) สัญญาที่ทำต่อกันในเวลาใดก็ได้ที่ยังเป็นสามีภริยากันอยู่

แต่คดีนี้มีจุดพลิกผันที่ทำให้สามีต้องช้ำใจซ้ำสอง 🚨

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ก่อนที่สามีจะยื่นฟ้องคดี ภริยาได้จัดการ "ขายหุ้น" ไปจนหมดแล้ว ส่วนรถยนต์ก็ "โอนขายให้บุคคลอื่น" ไปเรียบร้อยแล้วเช่นกัน

✅ ศาลฎีกาจึงวางบรรทัดฐานว่า เมื่อภริยาได้ขายหุ้นและจัดการเรื่องรถยนต์ไปจนเสร็จสิ้นสมบูรณ์ก่อนหน้าที่สามีจะมาฟ้องคดี ประกอบกับไม่มีหลักฐานว่าภริยาทำไปโดยไม่สุจริต (ไม่ได้แกล้งรีบขายเพื่อหนีการถูกสามีทวงคืน) ย่อมถือว่าทรัพย์สินนั้นถูกจำหน่ายออกไปโดยชอบ สามีจึงไม่อาจเรียกร้องให้ภริยาคืนเงินที่ได้จากการขายหุ้น หรือคืนเงินดาวน์รถยนต์ได้อีก 💸

🔥 การมอบทรัพย์สินให้แก่คู่สมรส แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้บอกล้างเพื่อขอคืนได้ แต่หากคู่สมรสอีกฝ่ายได้จำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินนั้นไปโดยสุจริตก่อนที่จะมีการบอกล้าง สิทธิในการตามไปทวงคืนหรือเรียกเงินชดเชยย่อมตกไป การเปย์คู่สมรสด้วยทรัพย์สินที่แปลงสภาพหรือเปลี่ยนมือได้ง่าย หากให้ไปแล้วก็มีความเสี่ยงที่จะไม่ได้คืนตามหลักกฎหมายข้อนี้ครับ 💡
ถ้ามีประโยชน์ ฝากกดไลค์ กดแชร์ เป็นกำลังใจให้ทนายด้วยนะครับ 💗😽

#ความรู้กฎหมาย #ปรึกษากฎหมาย #ฝากกดติดตามด้วยนะครับ #กฎหมาย

🔥🗼รับสภาพหนี้แทนคนอื่น ระวังกลายเป็น "แปลงหนี้ใหม่" อายุความขยายเป็น 10 ปี⏳📣หลายคนอาจเคยเจอสถานการณ์ที่บริษัทเป็นหนี้ แล...
31/08/2026

🔥🗼รับสภาพหนี้แทนคนอื่น ระวังกลายเป็น "แปลงหนี้ใหม่" อายุความขยายเป็น 10 ปี⏳

📣หลายคนอาจเคยเจอสถานการณ์ที่บริษัทเป็นหนี้ แล้วกรรมการบริษัทหรือบุคคลภายนอกไปเซ็นเอกสารรับปากว่าจะชดใช้หนี้ก้อนนั้นแทนบริษัทในนามส่วนตัว กรณีแบบนี้มีผลทางกฎหมายที่ต้องระมัดระวังตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9121/2538📍

✅ #สรุปข้อเท็จจริงในคดี บริษัทแห่งหนึ่งเป็นหนี้โจทก์จำนวน 800,000 บาท ต่อมาจำเลยซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการ ได้ไปทำหนังสือตกลงขอชำระหนี้แทนบริษัทในนามส่วนตัว โดยขอผ่อนชำระเป็นรายเดือน แต่สุดท้ายจำเลยไม่ได้จ่ายเงินตามที่ตกลงกันไว้ โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องเมื่อเวลาผ่านไปหลายปี

🔥 #ข้อต่อสู้ของจำเลย จำเลยต่อสู้คดีว่า มูลหนี้เดิมมาจากเช็คซึ่งมีอายุความฟ้องร้องเพียง 1 ปี หรือหากถือว่าเอกสารที่เซ็นเป็นหนังสือรับสภาพความผิด ก็ขาดอายุความ 2 ปีไปแล้ว คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ ไม่มีสิทธิฟ้องร้อง

✅ #คำตัดสินของศาลฎีกา🔥 ศาลฎีกาวางหลักกฎหมายไว้อย่างชัดเจนว่า กรณีนี้จำเลยในฐานะส่วนตัวไม่เคยเป็นลูกหนี้ของโจทก์มาก่อน การที่จำเลยไปทำหนังสือตกลงรับชดใช้หนี้แทนบริษัท จึงไม่ใช่ ”การรับสภาพหนี้“ แต่ถือเป็นการ ”แปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้“📍
เมื่อเป็นการทำสัญญาแปลงหนี้ใหม่ และไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความฟ้องร้องไว้โดยเฉพาะ กรณีนี้จึงต้องตกอยู่ภายใต้อายุความทั่วไปคือ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 คดีของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ศาลพิพากษาให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ย

✅ #ข้อสังเกตทางกฎหมาย 📣 การเซ็นเอกสารรับชดใช้หนี้แทนบุคคลอื่น เป็นการเอาตัวเข้าไปผูกพันเป็นลูกหนี้คนใหม่แทนลูกหนี้เดิมอย่างสมบูรณ์ และทำให้เกิดสิทธิเรียกร้องใหม่ที่มีอายุความยาวถึง 10 ปี การลงลายมือชื่อรับภาระหนี้แทนผู้อื่นจึงต้องอ่านข้อความและพิจารณาผลผูกพันทางกฎหมายให้รอบคอบครับ🔥📍

#ความรู้กฎหมาย #ฎีกาน่ารู้
#นิติศาสตร์ #กฎหมาย

⚖️ แค่ "ยินยอม" ไม่ใช่ "รับหนี้"! เมียรอดหนี้ค้ำ 49 ล้าน"แค่เซ็นใบยินยอมให้สามีไปทำสัญญา... ต้องร่วมรับผิดชอบหนี้ท่วมหัว...
01/07/2026

⚖️ แค่ "ยินยอม" ไม่ใช่ "รับหนี้"! เมียรอดหนี้ค้ำ 49 ล้าน
"แค่เซ็นใบยินยอมให้สามีไปทำสัญญา... ต้องร่วมรับผิดชอบหนี้ท่วมหัวไหม?" 😰
นี่คือฝันร้ายของคู่สมรสหลายคนครับ เมื่อสามีไปเซ็นค้ำประกันหนี้ธุรกิจไว้สูงถึง 49 ล้านบาท โดยมีภริยาเซ็น "หนังสือให้ความยินยอมทำนิติกรรม" กำกับไว้ด้วย 💸
ต่อมาสามีเสียชีวิต แบงก์ตามมาฟ้องให้ภริยาร่วมรับผิดชอบหนี้ทั้งหมดในฐานะ "ลูกหนี้ร่วม" เพราะถือว่าเซ็นยินยอมรับรู้แต่แรกแล้ว... เรื่องนี้จบอย่างไร? ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจ (โดยมติที่ประชุมใหญ่ที่ 8820/2561) ได้วางแนวทางเคลียร์ชัดๆ ไว้ให้แล้วครับ! 🧑‍⚖️
1. เซ็น "ยินยอม" ไม่เท่ากับ "ให้สัตยาบัน" (เมียรอด! 🛡️)
จุดพีคของคดีนี้อยู่ตรงที่ ศาลวินิจฉัยแยกแยะคำว่า "ยินยอม" กับ "ให้สัตยาบัน" ออกจากกันอย่างเด็ดขาดครับ
📝 การค้ำประกัน: ไม่ใช่การจัดการสินสมรสที่กฎหมายบังคับว่าต้องขอความยินยอมจากคู่สมรส
🙅‍♀️ การเซ็นยินยอมของภริยา: เป็นเพียงการแสดงเจตนา “รับรู้และไม่คัดค้าน” ที่สามีจะไปทำนิติค้ำประกันเท่านั้น ไม่ใช่การรับรองว่าจะร่วมใช้หนี้ด้วย
✨ ผลลัพธ์: ไม่ถือเป็นการ "ให้สัตยาบัน" เพื่อร่วมผูกพันเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา (ตามมาตรา 1490 (4)) ดังนั้น ทรัพย์สินส่วนตัวของภริยาปลอดภัย ศาลยกฟ้องในฐานะส่วนตัวครับ!

2. ในฐานะ "ทายาท" ยังต้องรับผิด... แต่มี "ลิมิต" 🛑
แม้จะรอดจากการเป็นลูกหนี้ร่วมส่วนตัว แต่เมื่อสามี (ผู้ค้ำประกัน) เสียชีวิต ภาระหนี้ค้ำประกันไม่ได้ระงับตายตามตัวไปด้วย แต่มันจะตกทอดเป็น "กองมรดก" 📦
ภริยาในฐานะทายาทโดยธรรม จึงยังต้องรับผิดชอบหนี้ค้ำประกันนี้ในฐานะผู้รับมรดก
🔍 แต่กฎหมายมีสปอตไลท์คุ้มครองไว้: ทายาทต้องรับผิดชอบ ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน เท่านั้น (สมมติว่าสามีทิ้งมรดกไว้ให้แค่ 5 แสนบาท ภริยาก็รับผิดชอบสูงสุดแค่ 5 แสนบาท เจ้าหนี้จะมาบังคับเอาเงินส่วนตัวของภริยาให้ครบ 49 ล้านไม่ได้)

3. แถมท้าย: ปรับโครงสร้างหนี้... คนค้ำไม่หลุดนะ! 🔄 ในคดีนี้ ลูกหนี้ชั้นต้นแอบไปทำ "สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้" กับเจ้าหนี้ (ขยายเวลา ผ่อนปรนหนี้) โดยที่คนค้ำประกันไม่ได้ไปร่วมเซ็นชื่อในสัญญาฉบับใหม่ด้วย ฝั่งทายาทจึงสู้ว่าคนค้ำควรหลุดพ้นความรับผิดไปแล้ว
📜 ศาลฎีกาชี้ชัด: การปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นแค่การผ่อนปรนเงื่อนไขชำระหนี้ (ลดดอกเบี้ย/ขยายเวลา) ไม่ใช่การแปลงหนี้ใหม่ หนี้เดิมยังคงอยู่
🔒 ประกอบกับในสัญญาค้ำประกันฉบับแรกสุด มีข้อตกลงล่วงหน้าล็อกไว้แล้วว่า “ยินยอมให้ผ่อนเวลาหรือเปลี่ยนเงื่อนไขได้โดยไม่ต้องแจ้ง” ดังนั้น คนค้ำประกัน (หรือกองมรดก) จึงยังไม่หลุดพ้นความรับผิดครับ

💡 📌 กฎหมายใกล้ตัว... สรุปให้จำง่าย:
การเซ็นใบยินยอมให้สามีหรือภริยา ไป "ค้ำประกัน" ให้คนอื่น... คือการรับรู้ว่าเขาไปทำอะไร แต่ ไม่ได้แปลว่าเรายอมกระโดดลงไปร่วมเป็นลูกหนี้ด้วย ทรัพย์สินส่วนตัวของเรายังคงได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายครับ! 👍
#ฎีกาที่ประชุมใหญ่ #ความรู้กฎหมาย #กฎหมายน่ารู้ #นิติศาสตร์

ที่อยู่

Bangkok

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 00:00
อังคาร 08:45 - 00:00
พุธ 09:00 - 00:00
พฤหัสบดี 09:30 - 00:00
ศุกร์ 09:45 - 00:00
เสาร์ 10:00 - 00:00
อาทิตย์ 10:00 - 00:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ นิตินิยมกฎหมาย Niti niym LAWผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์