11/09/2026
#ผู้เอาประกันภัยโปรดฟังทางนี้ ‼️ อย่าปล่อยให้บริษัทประกันภัยอาศัยช่องว่างทางกฎหมายเอาเปรียบคุณ ‼️
แฉ..‼️ บริษัทประกันภัยชั้น๑ อ้างผลการคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดย้อนกลับ ของแพทยสภา อ้างผลการวิจัยของสถาบันนิติเวช กรมตำรวจ อ้างคำสั่งนายทะเบียน ที่ 66/25663 ยื่นฟ้องผู้เอาประกันภัย อาจเข้าข่ายเป็นการประวิงเวลา ปฏิเสธการจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทน เอาเปรียบผู้บริโภค❗️
#สภาองค์กรของผู้บริโภค #มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค #สคบ #คปภ #แพทยสภา
🕵️♀️👨🔬👩🔬ปฐมบท ต้นตอความสับสนในหลักกฎหมายหรือการตีความทางกฎหมายในเรื่องนี้ มาจากหนังสือให้ความเห็นทางวิชาการทางการแพทย์ของแพทยสภาและประกาศของแพทยสภา 3 ฉบับ คือ
1️⃣ หนังสือแพทยสภาฉบับที่ พส.๐๑๑/๑๙๘ ฉบับลงวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2553 เรื่องการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการลดลงของปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด (หนังสือฉบับนี้ยกเลิกแล้ว โดยหนังสือแพทยสภา ฉบับที่ พส.๐๑๑/๑๕๔๐)
2️⃣ หนังสือแพทยสภาฉบับที่ พส.๐๑๑/๑๑๘๓๖ ฉบับลงวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2566 เรื่อง ความเห็นทางวิชาการ การพิจารณาคำนวณระดับปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด ลงนามโดยเลขาธิการแพทยสภา
3️⃣ ประกาศแพทยสภาฉบับที่ ๒๕/๒๕๖๗ ฉบับลงวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2567 เรื่อง แนวทางการพิจารณาการคำนวณย้อนกลับเพื่อหาระดับแอลกอฮอล์ในเลือด ลงนามโดยนายกแพทยสภา
📌 คำถาม Q : หนังสือจากแพทยสภาและประกาศของแพทยสภา ทั้ง 3 ฉบับ มีผลทางกฎหมายอย่างไร เป็นกฎหมายหรือไม่❓
📌 คำตอบ A : หนังสือจากแพทยสภาและประกาศของแพทยสภา ทั้ง 3 ฉบับ ที่ออกโดยอาศัย"มติของคณะกรรมการแพทยสภาไม่ใช่กฎหมายและไม่มีกฎหมายฉบับใดบัญญัติว่ามติของแพทยสภามีผลผูกพันคู่ความและศาลรวมถึงประชาชนโดยทั่วไปที่มิใช่สมาชิกของแพทยสภา" ดังนั้นหนังสือจากแพทยสภาและประกาศของแพทยสภา ทั้ง 3 ฉบับ ที่ออกโดยมติความเห็นชอบของคณะกรรมการแพทยสภาที่ยกมาดังข้างต้นเป็นเพียงการให้ความเห็นทางวิชาการในด้านการแพทย์ โดยอาศัยอำนาจ ตามกฎหมาย จากพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 7(4) โดยมีวัตถุประสงค์ในการ..ช่วยเหลือแนะนำเผยแพร่และให้การศึกษาแก่ประชาชนและองค์กรอื่นในเรื่องที่เกี่ยวกับการแพทย์และการสาธารณสุขเท่านั้น เพราะองค์กรแพทยสภาหรือคณะกรรมการแพทยสภาไม่มีอำนาจหน้าที่ในการออกกฎหมายเพื่อไปบังคับใช้กับบุคคลภายนอกแต่อย่างใดดังแนวคำพิพากษาฎีกาต่อไปนี้
📌 คำพิพากษาฎีกาที่ 7634/2554 มติของแพทยสภาไม่ใช่กฎหมายและไม่มีกฎหมายฉบับใดบัญญัติว่ามติของแพทยสภามีผลผูกพันคู่ความและศาลจะต้องรับฟังมติของแพทยสภา หากศาลเห็นว่ามติของแพทยสภาถูกต้องและเป็นธรรมก็นำมารับฟังประกอบพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ได้ แต่มติของแพทยสภาเกี่ยวกับเรื่องนี้มีข้อสงสัยว่าจะถูกต้องและเป็นธรรมหรือไม่ ศาลเพียงแต่นำมารับฟังประกอบการพิจารณาเท่านั้น โดยไม่จำต้องถือตามมติของแพทยสภา
📌 และอ้างถึงการให้ข้อมูลเกี่ยวกับ "การออกหนังสือให้ความเห็นทางวิชาการหรือประกาศของแพทยสภา" นั้นท่านอุปนายกแพทยสภาคนที่1 ท่านยังกล่าวชี้แจงและให้ความเห็นถึงกรณีในลักษณะดังกล่าวมานี้ว่า หนังสือและประกาศอื่นใดที่ออกโดยแพทยสภา นั้นไม่ใช่กฎ ไม่ใช่ข้อบังคับ และไม่ใช่กฎหมาย ไม่สามารถนำไปบังคับบุคคลหรือประชาชนเป็นการทั่วไปหรือเฉพาะรายได้.....จากข้อความที่ท่านได้กล่าวไว้เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2563 ก็ยืนยันว่าประกาศดังกล่าวไม่ใช่กฎหมาย และแพทยสภาไม่ได้มีหน้าที่ในการออกกฎหมาย เพราะแพทยสภาไม่ใช่ฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ที่มีการออกประกาศฉบับดังกล่าวก็เพื่อเป็นคำแนะนำ และขอความร่วมมือจากประชาชนในการดูแลสุขภาพ และการรักษาโรค โดยแพทยสภายืนยันว่า ประกาศ 10 ข้อ หน้าที่ผู้ป่วย ไม่ใช่กฎหมาย ไม่มีผลต่อคดีทางการแพทย์แต่อย่างใด
📌 แล้วปมปัญหานี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ❓ มีต้นสายปลายเหตุในเรื่องนี้เริ่มต้นมาจากหน่วยงานไหน ❓
📌 เริ่มต้นมาจาก บริษัทประกันภัย ได้กำหนดเงื่อนไขไว้ในสัญญาประกันภัยประเภทสมัครใจประเภท๑ ว่า..
ข้อ ๙. การยกเว้นการใช้อื่น ๆ การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครอง
ข้อที่ ๙.๓ ว่า "การขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่ให้ถือว่าเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก ดังนี้
๙.๓.๑ มีปริมาณแอลกอฮอล์ ในเลือด เกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์"
🟥 นี้คือเงื่อนไขในสัญญาประกันภัย..ก็ดูไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเพราะข้อความเหล่านี้บริษัทประกันภัยก็ไปกำหนดเงื่อนไขล้อมาจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเสพและเมาสุราขณะขับขี่ยานพาหนะอยู่แล้ว แต่...ปัญหามันมาเกิดอยู่ตรงที่ หากกรณีที่ผู้ประสบภัยรายใดในขณะเกิดอุบัติเหตุแล้ว ตรวจด้วยเครื่องตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดผ่านลมหายใจแล้วพบว่าในร่างกายมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดไม่เกิน 50 mg %ซึ่งไม่เกินกว่าที่กฎหมายและหรือตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยได้กำหนดไว้ แต่...เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมา ที่ทางคปภ.ได้เคยมีหนังสือขอข้อมูลทางการแพทย์เกี่ยวกับปริมาณแอลกอฮอล์เลือดของผู้ขับขี่ รวมถึงขอความเห็นในทางวิชาการเกี่ยวกับหลักการคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดแบบย้อนกลับจากแพทยสภา ซึ่งต่อมาแพทยสภาได้ตอบคำขอดังกล่าว ของ คปภ.โดยออกเป็นหนังสือให้ความเห็นทางวิชาการและประกาศ เพื่อเผยแพร่ ให้แก่ คปภ.แล้วต่อมาปรากฎว่า คปภ.ได้นำส่งหนังสือและประกาศดังกล่าวต่อให้สมาคมประกันภัยและสมาคมประกันภัยส่งต่อให้ผู้บริหารของบริษัทประกันภัย.แต่ละแห่งที่เป็นสมาชิกของสมาคมประกันภัย...ซึ่งต่อมาในภายหลังทาง คปภ.(ในฐานะนายทะเบียน) ยังได้นำเอาข้อความหลักการทางวิชาการจากความเห็นในหนังสือและประกาศของแพทยสภาบางส่วนนี้ไปพิมพ์อธิบายยกตัวอย่างประกอบไว้ในคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ตรงนี้นี่เอง ที่ก่อให้เกิดปัญหานี้ขึ้น เพราะนับตั้งแต่มีความเห็นทางวิชาการในเรื่องทฤษฎีการคำนวณหาปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดแบบย้อนกลับ ไปปรากฎอยู่ในคำอธิบายประกอบขยายข้อความคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ดังกล่าว ทำให้ฝ่ายกฎหมายของบริษัทประกันภัยหลายแห่งใช้ข้อมูลเหล่านี้ไปประกอบเขียนบรรยายกล่าวอ้างในคำฟ้องคดีแพ่ง โดยอ้างเอาหนังสือความเห็นของแพทยสภาเป็นเอกสารแนบท้ายคำฟ้องคดีแพ่ง เพื่อเป็นข้ออ้างปฏิเสธการชำระเงินค่าสินไหมทดแทนโดยกล่าวอ้างว่าผู้เอาประกันภัย(ตกเป็นจำเลย)เป็นฝ่ายผิดสัญญาประกันภัย(เพราะขับขี่รถในขณะเมาสุรา และมีปริมาณแอลกฮฮอล์ในเลือดสูงกว่ากฎหมายกำหนด คือเกิน 50 mg%) และใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาเงินค่าสินไหมทดแทนส่วนที่บริษัทประกันภัยได้จ่ายให้กับบบุคลภายนอกที่เป็นคู่กรณีไปก่อนหน้าคืนจากผู้เอาประกันภัย ซึ่งในการนำเอาหลักการคำนวณหาปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดแบบย้อนกลับนี้ โดยไม่มีการนำเอาผลการตรวจเลือดของผู้เอาประกันภัยรายนั้นๆไปตรวจและวิเคราะห์แล้วนำข้อมูลที่ได้นั้นมาแทนค่าลงเป็นตัวแปรในการคำนวณนั้นๆเพื่อคำนวณผลอย่างเที่ยงตรง และเป็นธรรมแต่อย่างใดทั้งๆที่บุคคลผู้นั้นเป็นผู้ถูกฟ้องคดีและถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำความผิดทางแพ่ง อีกทั้งยังไม่มีกฎหมายใดมารองรับหรือบัญญัติไว้ให้สามารถนำหลักการรูปแบบการคำนวณเช่นว่าโดยไม่ได้เอาฐานข้อมูลจากผลการวิเคราะห์ผลเลือดจริงๆ ของผู้เอาประกันรายนั้นมาประกอบในการคำนวณหรือยึดโยงโดยตรงกับผลเลือดเลย แต่กลับไปเอาผลการคำนวณมาจากการตั้งข้อสมมุติฐานทางทฤษฎีแต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการนำเอาข้อจำกัดด้านกายภาพอื่นๆ เช่น อายุ น้ำหนัก เพศ ฯลฯ ของผู้เอาประกันภัย (จำเลย) แต่ละรายซึ่งแตกต่างกัน มาใส่เป็นตัวประกอบของตัวแปรในสูตรการคำนวณในรูปแบบนี้แต่อย่างใด การกระทำดังกล่าวของบริษัทประกันภัยอาจจะเป็นจงใจการเอาเปรียบผู้บริโภค และปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม จงใจให้ผู้บริโภค(ผู้เอาประกันภัย)ให้ได้รับความเสียหาย หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อผู้บริโภค (ผู้เอาประกันภัย) หรือกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดในฐานะผู้ประกอบอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ซึ่งในขณะนี้พบว่าก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้างในหมู่ประชาชนผู้เอาประกันภัย ซึ่งสถานะการณ์ได้รุนแรงขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งตาลปัตรผิดฝั่งผิดฝาไปหมด ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนผู้ซื้อประกันภัยประเภทสมัครใจชั้น๑ เป็นจำนวนมาก ซึ่งในขณะนี้มีคดีค้างในอยู่ในระบบทั้งที่อยู่ในระหว่างยื่นฟ้องและอยู่ในระหว่างการพิจารณาในชั้นศาลหลายพันคดี หากผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องไม่รีบแสวงหาหนทางแก้ไขปัญหานี้ อย่างทันท่วงที
📌กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเสพและเมาสุราขณะขับขี่ยานพาหนะ
📌พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มีเนื้อหาสำคัญที่เกี่ยวกับการเมาสุราขณะขับขี่ยานพาหนะ คือ
🟥 ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถ ในขณะเมาสุรา หรือของเมาอย่างอื่น
🟥 หากมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่า ผู้ขับขี่เมาสุรา เจ้าพนักงานมีอำนาจสั่งให้มีการหยุดรถ และทำการทดสอบผู้ขับขี่ว่าเมาสุรา หรือของเมาอย่างอื่นหรือไม่
🟥 ในกรณีที่มีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่า ผู้ขับขี่ขับรถในขณะเมาสุรา หรือของเมาอย่างอื่น หากผู้นั้นยังไม่ยอมให้ทดสอบโดยไม่มีเหตุอันควร ให้สันนิษฐานไว้ก่อน ว่าผู้นั้นฝ่าฝืนมาตราดังกล่าวข้างต้น
📌กฎกระทรวงกฎกระทรวง เรื่อง การทดสอบปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายของผู้ขับขี่ พ.ศ.2567 ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มีเนื้อหาสำคัญคือ
🟥 การทดสอบผู้ขับขี่ว่าเมาสุราหรือไม่ ให้ทำการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ขับขี่ โดยใช้วิธีการตรวจตามลำดับ คือ
(1) ตรวจวัดจากลมหายใจด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจหรือทดสอบ
ให้ใช้เครื่องตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในเลือด โดยวิธีเป่าลมหายใจ (Breath
analyzer test) และอ่านค่าเป็น มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ..................................
(3) ตรวจวัดจากเลือด
🟥 การตรวจวัดจากเลือด ให้ใช้ในกรณีที่ไม่สามารถตรวจวัดจากลมหายใจได้
📌 กฎกระทรวง เรื่อง การทดสอบปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายของผู้ขับขี่ พ.ส.2567 ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มีเนื้อหาสำคัญคือ
🟥 ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ขับขี่ ที่ให้ถือว่า “เมาสุรา” คือ
1) เกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ในกรณีบุคคลทั่วไป
2) เกินกว่า 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ในกรณีบุคคลอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ หรือกรณีบุคคลที่กฎหมายกำหนดเป็นกรณีพิเศษเกี่ยวกับใบอนุญาตขับขี่
🟥 กรณีการวัดจากลมหายใจ ให้ทำการแปลงค่าเป็นแอลกอฮอล์ในเลือด โดยใช้สัมประสิทธิ์การแปลงค่า 2000
📌ประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)
🟥 คำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2563 เรื่อง ให้ใช้คู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ....... กำหนดว่าการประกันภัยจะไม่คุ้มครองเมื่อ
9.3 การขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่ให้ถือว่าเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก ดังนี้
9.3.1 มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์
9.3.2 มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ (บุคคลอายุ < 20 ปี)
9.3.3 กรณีไม่ยินยอมให้เจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน ทดสอบวัดปริมาณแอลกอฮอล์จนถูกดำเนินคดีฐานขับรถขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น ตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก และผู้ขับขี่ได้รับยอมรับหรือศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดลงโทษในความผิดดังกล่าว
#คดีผู้บริโภค #ฟ้องบริษัทประกันภัยปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทน
#บริการให้คำแนะนำปรึกษาคดีแพ่ง-คดีอาญา #คดีประกันภัย #คดีร้องจัดการมรดก #ทนายสายอสังหา #ทนายบ้านและอาคารชุด #คดีผู้บริโภค #คดีผบ #คดีฟ้องเรียกส่วนต่าง #บริษัททวงหนี้ฟ้องเรียกส่วนต่าง #การโอนสิทธิเรียกร้อง #ตรวจสำนวน #ขอคัดถ่ายเอกสารในสำนวน #ทนายจำเลย #นัดไกล่เกลี่ย #ให้การ #ไฟแนนซ์ยึดรถ #คดีเช่าซื้อรถยนต์ #คดีเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ #คดีเช่าซื้อรถไถทางการเกษตร
#ทนายคดีรถชน. #คดีจราจร. #คดีอุบัติเหตุ #เจรจาเรียกค่าสินไหมทดแทนจากประกัน. #คดีฟ้องละเมิดเรียกค่าเสียหาย #ส่งโนติส #คดีอาญาฐานร่วมกันฉ้อโกง #ปลอมแปลงเอกสารราชการ #ใช้เอกสารปลอม #พรบคอมพิวเตอร์ #คดีเมาแล้วขับ มีปริมาณแอลกอฮอล์ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์
***เนื้อหานี้เป็นกรณีศึกษาจากงานคดีจริง โดยมีการปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลและรายละเอียดที่อาจระบุตัวตนของคู่กรณี เพื่อคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของผู้เกี่ยวข้อง ผลลัพธ์ของแต่ละคดีอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์แห่งคดี ข้อเท็จจริง เอกสาร พยานหลักฐาน รายงานการตรวจสภาพรถ ดุลพินิจของศาล และขั้นตอนการบังคับคดี เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำปรึกษากฎหมายเฉพาะกรณี และไม่ใช่การรับประกันผลคดี