19/08/2026
🙏🙏🙏
"ถ้าเราไม่สู้ แล้วใครจะสู้ให้?" เปิดเบื้องหลังการใช้ปัญญาและกลยุทธ์ 3 ปีเต็ม สู่การคืนผ้ากาสาวพัสตร์ของ 5 อดีตพระเถระวัดสระเกศ
ย้อนรอยคดีเงินทอนวัดอันโด่งดัง สู่บทสรุปแห่งความบริสุทธิ์ ของ 5 พระเถระวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร หลังจากศาลมีคำพิพากษาชัดเจนว่า "ไม่พบความทุจริต" และศาลแพ่งสั่งคืนทรัพย์สินทั้งหมด การไม่มีความผิดตามกฎหมายจึงยืนยันถึงความบริสุทธิ์ตามพระธรรมวินัย ไร้ซึ่งอาบัติปาราชิก นำไปสู่การประกอบพิธีอธิษฐานใจครองผ้าไตรจีวรและรับเข้าหมู่สงฆ์เมื่อเดือนเมษายน 2564 บันทึกหนังสือ ว่าด้วยคดีความวัดสระเกศ ได้สรุปข้อเท็จจริง คำแถลงต่อศาล และลำดับพิธีกรรมไว้อย่างครบถ้วน
"เราเรียกร้องหาคนรับผิดชอบเรื่องที่เกิดขึ้น เมื่อคนที่ทำกับเราไม่แสดงความรับผิดชอบ เราก็ต้องรับผิดชอบตัวเราเอง ถ้าเราไม่รับผิดชอบตัวเรา แล้วใครจะรับผิดชอบให้เรา เอาลมปากไปขออย่างเดียวไม่ได้ ก่อนจะเอ่ยปากเรียกร้องให้ใครมารับผิดชอบ เราต้องลุกขึ้นสู้ด้วยปัญญา อย่างมีกลยุทธ์ นั่นคือ การรับผิดชอบต่อตัวเราเอง ฯ"
บันทึกเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2564 ตรงกับวันเสาร์ แรม 13 ค่ำ เดือน 5
วันที่ 10 เมษายน 2564 เมื่อจะทำพิธีอธิษฐานใจครองผ้าไตรจีวร และรับเข้าหมู่สงฆ์นั้น พระมหาสังคม ญาณวฑฺฒโน (อดีตพระเมธีสุทธิกร-อดีตพระราชอุปเสณาภรณ์), พระมหาเทอด ญาณวชิโร (อดีตพระวิจิตรธรรมาภรณ์-อดีตพระราชกิจจาภรณ์), พระมหาบุญทวี ปญฺญาวํโส (อดีตพระศรีคุณาภรณ์), พระครูสิริวิหารการ (พระมหาสมจิตร จิตฺตธมฺโม) ได้เข้ากราบเรียนพระเทพรัตนมุนี ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสระเกศ และได้นำถวายหนังสือแจ้งให้ทราบถึงสถานภาพความเป็นพระภิกษุของพระเถระทั้ง 5 รูป ซึ่งปรากฏตามเอกสารของศาล และเอกสารต่าง ๆ ของทางราชการ และแจ้งให้ทราบถึงเหตุผลการลงนามในชื่อ “สมณศักดิ์เดิม” เพื่อให้ตรงกับเอกสารสำหรับศาลใช้ตามคำฟ้อง ในสำนวนคดี ตามหนังสือ ลงวันที่ 10 เมษายน 2564
พระเถระวัดสระเกศทั้ง 5 รูป ประกอบพิธีอธิษฐานใจครองผ้าไตรจีวร และรับเข้าหมู่สงฆ์ ณ พระอุโบสถ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ท่ามกลางพระสงฆ์สามเณรทั้งพระอารามและนอกพระอารามตลอดจนพุทธศาสนิกชนเป็นอันมาก
การประกอบพิธีอธิษฐานใจครองผ้าไตรจีวร เป็นไปตามที่ได้ทำคำร้องแถลงไว้ต่อศาลว่า “หากมีคำพิพากษาว่า ไม่ทุจริต ไม่ยักยอกทรัพย์ หรือไม่เบียดบังเอาทรัพย์ไปเป็นประโยชน์ตนตามที่ถูกกล่าวหา ก็จะกลับมานุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ตามพระธรรมวินัยและหรือหากมีพฤติการณ์ใดในระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด และปรากฏหลักฐานว่า ไม่มีการจัดดำเนินการให้ลาสิกขาตามมาตรา 29 และมาตรา 30 ก็จะนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ จึงแถลงต่อศาล เพื่อให้ศาลได้ทราบถึงการเปลี่ยนเครื่องนุ่งห่ม” ซึ่งจากเอกสารของทางราชการ และเอกสารของศาล ปรากฏแจ้งชัดว่า ไม่ได้มีการจัดดำเนินการให้พระเถระทั้ง 5 รูป สละสมณเพศ และหรือจัดดำเนินการให้กล่าวคำลาสิกขาแต่อย่างใดทั้งสิ้น ตามที่ได้ทำคำร้องต่อศาลไว้ ในคดีหมายเลขดำที่ อท.197/2561 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2562
พิธีอธิษฐานใจครองผ้าไตรจีวร และรับเข้าหมู่สงฆ์ มีกำหนดการ ดังต่อไปนี้
วันจันทร์ ที่ 12 เดือน เมษายน พุทธศักราช 2564 ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำเดือน 6 ณ ศาลาการเปรียญ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
เวลา 16.00 น. พระเถระ 5 รูป เข้าสู่ศาลาการเปรียญ จุดธูป เทียนบูชาพระรัตนตรัย กราบรูปเหมือนเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถระ) จากนั้น พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์บทธัมมจักกัปปวัตนสูตร จบแล้ว พระเถระ 5 รูป กราบพระรัตนตรัย รับผ้าไตรจีวรหน้ารูปเหมือนเจ้าประคุณสมเด็จ ฯ ออกจากศาลาการเปรียญ กระทำพินทุ อธิษฐานไตรครอง อธิษฐานใจครองผ้าไตรจีวร พระสงฆ์ทั้งนั้น เจริญชัยมงคลคาถา พระเถระ 5 รูป กลับเข้าสู่ศาลาการเปรียญ ประกอบพิธีวันทาพระประธาน และวันทารูปเหมือนเจ้าประคุณสมเด็จ ฯ พระเถระ 5 รูป แสดงอาบัติต่อพระเถระผู้อาวุโสกว่า พระสงฆ์ทั้งนั้น อนุโมทนา ประธานสงฆ์ ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ ขณะพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ บทมงคลจักรวาล (สิริธิติ ฯ) ประธานสงฆ์ให้โอวาท รับรองความบริสุทธิ์ของพระเถระ 5 รูป
พิธีในวันดังกล่าว มีพระเถระมาร่วมพิธี ประกอบด้วย พระเทพปฏิภาณกวี (บุญมา อาคมปุญฺโญ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร, พระพิพัฒน์วราภรณ์ (เกรียงไกร กุลวฑฺฒโน) เจ้าอาวาสวัดสุนทรธรรมทาน, พระปัญญาวชิราภรณ์ (สุพนธ์ ปญฺญาวโร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร, พระครูปลัดคุณวัฒน์ (อานนท์ วัฒนสุวรรณ) เจ้าอาวาสวัดปรางค์หลวง จังหวัดนนทบุรี และพระมหาธวัชชัย สิริธโช เจ้าอาวาสวัดเขาวงพระจันทร์ จังหวัดลพบุรี ตลอดจนพระภิกษุสามเณรวัดสระเกศ ประกอบพิธี
วันอังคาร ที่ 13 เดือน เมษายน พุทธศักราช 2564 ตรงกับวันขึ้น 2 ค่ำเดือน 6 ณ พระอุโบสถ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
เวลา 17.00 น. พระเถระ 5 รูป เดินทางจากกุฏิไปยังลานโพธิ์ลังกาหน้าพระอุโบสถ จุดธูป เทียน บูชาพระรัตนตรัย วางพานธูปเทียนแพ พวงมาลัยดอกไม้ เบื้องหน้ารูปเหมือนเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถระ) กราบรูปเหมือนเจ้าประคุณสมเด็จ ฯ ณ ลานโพธิ์ลังกา จากนั้น เข้าสู่พระอุโบสถ ผู้มีเกียรติ จำนวน 5 ท่าน ถวายผ้าไตรจีวร และพานธูปเทียนแพเครื่องสักการะ แด่พระเถระ 5 รูป
พระเถระ 5 รูป จุดธูป เทียน บูชาพระรัตนตรัย พระสงฆ์ทั้งนั้น เจริญชัยมงคลคาถา พระเถระ 5 รูป กล่าวคำวันทาพระประธาน เสร็จแล้ว ถวายเครื่องสักการะแด่ประธานสงฆ์ จากนั้น พระสงฆ์ผู้มีพรรษาน้อยทั้งพระอาราม แสดงสามีจิกรรมต่อพระอดีตพระพรหมสิทธิ พระสงฆ์ทั้งนั้น อนุโมทนา เป็นเสร็จพิธีรับเข้าหมู่สงฆ์
พระเถระ 5 รูป เดินทางไปประกอบพิธีสักการะบูรพาจารย์ ณ พระตำหนักสมเด็จพระสังฆราช ทำวันทาหน้าพระแท่นประดิษฐานพระอัฐิเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช (ญาโณทยมหาเถระ) ออกจากพระตำหนักสมเด็จ ฯ ไปยังศาลาการเปรียญ ทำวันทาหน้ารูปเหมือนเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถระ)
จากนั้น รับการถวายบาตร แล้วอธิษฐานบาตรบริขาร เป็นอันเสร็จพิธี
พิธีในวันดังกล่าว มีพระเถระมาร่วมพิธี ประกอบด้วย พระเทพปฏิภาณกวี (บุญมา อาคมปุญฺโญ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร, พระราชญาณกวี (สุวิทย์ ปิยวิชฺโช) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก, พระกิตติโสภณวิเทศ (เศรษฐกิจ สมาหิโต) เจ้าอาวาสวัดนาคปรก, พระปริยัติวรานุกูล (ปัญญา วีรเมธี) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดนิมมานรดี, พระพิพัฒน์วราภรณ์ (เกรียงไกร กุลวฑฺฒโน) เจ้าอาวาสวัดสุนทรธรรมทาน, พระครูปลัดคุณวัฒน์ (อานนท์ วัฒนสุวรรณ) เจ้าอาวาสวัดปรางค์หลวง, พระครูปลัดดิลกวัฒน์ (ชุมพร นิติสาโร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม, พระมหาขวัญชัย กิตฺติเมธี วัดบพิตรพิมุขวรวิหาร เป็นต้น
สำหรับพระเถระวัดสระเกศ ประกอบด้วย พระเทพรัตนมุนี ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสระเกศ, พระโสภณวิริยาภรณ์, พระปัญญาวชิราภรณ์, พระวิมลรัตนาภรณ์, ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ตลอดจนพระสงฆ์สามเณรทุกรูปในพระอาราม
วันที่ 13 เมษายน 2564 สื่อมวลชนรายงานข่าวเกี่ยวกับการกลับมาครองจีวรของพระเถระวัดสระเกศ ว่า “ที่พระอุโบสถวัดสระเกศ ฯ ได้ประกอบพิธีเจริญชัยมงคลคาถา ในโอกาสพระภิกษุอธิษฐานใจครองผ้าไตรจีวรรับเข้าหมู่สงฆ์ ประกอบด้วย อดีตพระพรหมสิทธิ อดีตพระราชกิจจาภรณ์ อดีตพระราชอุปเสณาภรณ์ อดีตพระศรีคุณาภรณ์ และอดีตพระครูสิริวิหารการ โดยมีคณะสงฆ์วัดสระเกศ ฯ เข้าร่วมพิธี ซึ่งหลังเสร็จสิ้นพิธีแล้ว อดีตพระเถระทั้ง 5 รูป ได้กลับมาห่มจีวร และเดินกลับกุฏิสงฆ์ทันที”
การดำเนินการดังกล่าว เพราะทางคณะสงฆ์วัดสระเกศ ฯ เห็นว่า อดีตพระเถระทั้ง 5 รูป ซึ่งเป็นข่าวโด่งดังในคดีเงินทอนวัด ไม่ได้มีความผิดเข้าข่ายอาบัติปาราชิก ซึ่งจะต้องทำให้พ้นจากความเป็นสงฆ์ เนื่องจากในคดีทุจริตการจัดสรรเงินงบประมาณ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในคำพิพากษาของศาลระบุว่า ไม่พบความทุจริต ขณะที่ในคดีฐานฟอกเงิน ทางศาลแพ่งก็ได้มีการพิพากษาแล้วว่า ไม่มีความผิด และให้คืนเงินที่อายัดไปทั้งหมดแล้ว
ดังนั้น เมื่อไม่มีการทุจริต จึงไม่มีความผิดทางวินัยสงฆ์ที่เข้าข่ายอาบัติปาราชิก อีกทั้งในช่วงการสืบคดีของศาลก็มีบันทึกยืนยันระบุชัดเจนว่า “ต่อสู้คดีขณะครองสมณเพศ” แม้กระทั่งตอนที่เข้าไปอยู่ในเรือนจำ ก็มีการบันทึกไว้ว่า “ยังไม่ได้สละสมณเพศ” ดังนั้น จึงไม่มีข้อใดเข้าข่ายที่จะต้องสละสมณเพศ ทางคณะสงฆ์วัดสระเกศ ฯ จึงเห็นควรให้เข้ากลับคืนหมู่คณะสงฆ์วัดสระเกศ ฯ ต่อไป
คัดลอกจากหนังสือ "ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ และว่าด้วยคดีความพระเถระวัดสระเกศฯ"