บริษัท สำนักงานกฎหมาย นาคราช จำกัด

บริษัท สำนักงานกฎหมาย นาคราช จำกัด บริการด้านกฎหมายครบวงจร

📚 นิติกรรมอำพราง คืออะไร?หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “นิติกรรมอำพราง” แต่ไม่ทราบว่ามีความหมายอย่างไร และส่งผลทางกฎหมายอย่างไ...
14/07/2026

📚 นิติกรรมอำพราง คืออะไร?

หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “นิติกรรมอำพราง” แต่ไม่ทราบว่ามีความหมายอย่างไร และส่งผลทางกฎหมายอย่างไร

⚖️ นิติกรรมอำพราง คือ การที่คู่กรณีทำ นิติกรรมอย่างหนึ่งขึ้นมา เพื่อปกปิดนิติกรรมอีกอย่างหนึ่ง ที่เป็นเจตนาที่แท้จริงของตน

กล่าวง่าย ๆ คือ…

“ทำสัญญาแบบหนึ่ง แต่ความจริงตั้งใจทำอีกแบบหนึ่ง”

ตัวอย่างเช่น

✅ ทำ “สัญญาให้” แต่ความจริงคือ “สัญญาซื้อขาย”

✅ ทำ “สัญญาขายฝาก” แต่ความจริงคือ “สัญญากู้ยืมเงิน”



📖 กฎหมายกำหนดไว้อย่างไร?

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 บัญญัติว่า

🔹 การแสดงเจตนาลวงที่คู่กรณีสมรู้กัน เป็นโมฆะ

🔹 หากทำขึ้นเพื่ออำพรางนิติกรรมอื่น ให้บังคับตาม นิติกรรมที่แท้จริง หากนิติกรรมนั้นชอบด้วยกฎหมาย



✅ องค์ประกอบของนิติกรรมอำพราง

✔️ มีนิติกรรม 2 ฉบับ

* นิติกรรมที่เปิดเผย (นิติกรรมอำพราง)
* นิติกรรมที่แท้จริง (นิติกรรมที่ถูกอำพราง)

✔️ คู่กรณีเป็นบุคคลเดียวกัน

✔️ คู่กรณีสมรู้กันในการแสดงเจตนาลวง

✔️ มีเจตนาแท้จริงให้ผูกพันตามนิติกรรมที่ซ่อนอยู่



⚖️ ผลทางกฎหมาย

❌ นิติกรรมที่อำพราง

* เป็นโมฆะ
* ใช้บังคับไม่ได้

✅ นิติกรรมที่ถูกอำพราง

* หากมีองค์ประกอบครบ
* ไม่ขัดต่อกฎหมาย
* มีผลใช้บังคับได้

แต่หากนิติกรรมที่แท้จริงมีวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมาย หรือเป็นการต้องห้าม ก็เป็น โมฆะ เช่นเดียวกัน



🔍 ศาลจะพิจารณาอะไร?

ศาลจะไม่ยึดเพียง ชื่อของสัญญา

แต่จะพิจารณาจาก

👉 เจตนาที่แท้จริงของคู่กรณี

รวมถึงพฤติการณ์และพยานหลักฐานทั้งหมดประกอบกัน



💡 สรุปสั้น ๆ

“นิติกรรมอำพราง คือ การนำสัญญาฉบับหนึ่งมาเป็นฉากบังหน้า เพื่อปกปิดนิติกรรมที่คู่กรณีตั้งใจทำจริง”

📌 นิติกรรมที่เปิดเผย เป็นโมฆะ

📌 นิติกรรมที่แท้จริง อาจมีผลใช้บังคับ หากไม่ขัดต่อกฎหมาย



⚖️ ความรู้กฎหมายที่ประชาชนควรรู้ เพราะชื่อของสัญญาอาจไม่ใช่สิ่งที่ศาลใช้ตัดสิน แต่สิ่งสำคัญคือ “เจตนาที่แท้จริงของคู่กรณี”

#กฎหมาย #นิติกรรมอำพราง #มาตรา155 #ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ #กฎหมายแพ่ง #ความรู้กฎหมาย #ทนายความ #สำนักงานกฎหมายนาคราช

⚖️ “พ.ร.บ.อุ้มหายฯ” คืออะไร และประชาชนควรรู้อะไรบ้าง?พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ....
13/07/2026

⚖️ “พ.ร.บ.อุ้มหายฯ” คืออะไร และประชาชนควรรู้อะไรบ้าง?

พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “พ.ร.บ.อุ้มหายฯ” เป็นกฎหมายสำคัญที่มุ่งคุ้มครองชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จากการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ

กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะกรณี “อุ้มฆ่า” เท่านั้น แต่กำหนดความผิดสำคัญไว้ 3 ลักษณะ ได้แก่

🔴 การทรมาน
การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐทำให้บุคคลได้รับความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานอย่างร้ายแรง ทั้งทางร่างกายหรือจิตใจ เพื่อให้ได้ข้อมูล บังคับให้รับสารภาพ ลงโทษ ข่มขู่ บังคับ หรือเลือกปฏิบัติ

🟠 การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี
เป็นการปฏิบัติต่อบุคคลอย่างรุนแรงหรือทำให้สูญเสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แม้ยังไม่ถึงระดับหรือไม่มีวัตถุประสงค์เฉพาะที่จะเป็นการทรมาน

⚫ การกระทำให้บุคคลสูญหาย
เกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐจับ ควบคุมตัว ลักพาตัว หรือทำให้บุคคลสูญเสียเสรีภาพ แล้วปฏิเสธหรือปกปิดการควบคุมตัว สถานที่อยู่ หรือชะตากรรมของบุคคลนั้น จนทำให้บุคคลอยู่นอกความคุ้มครองของกฎหมาย

ดังนั้น “การอุ้มหาย” ไม่จำเป็นต้องรอให้พบว่าผู้ถูกควบคุมตัวเสียชีวิต เพียงมีการควบคุมตัวแล้วปฏิเสธหรือปกปิดสถานที่และชะตากรรม ก็อาจเข้าองค์ประกอบความผิดแล้ว

📌 หน้าที่สำคัญของเจ้าหน้าที่เมื่อจับหรือควบคุมตัว

✅ ต้องบันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มจับจนส่งมอบตัวหรือปล่อยตัว
✅ ต้องแจ้งข้อมูลการควบคุมตัวต่อหน่วยงานที่กฎหมายกำหนด
✅ ต้องบันทึกวัน เวลา สถานที่จับ สถานที่ควบคุมตัว ชื่อเจ้าหน้าที่ และสภาพร่างกายของผู้ถูกจับ
✅ ต้องเปิดโอกาสให้ตรวจสอบได้ว่าบุคคลถูกควบคุมตัวอยู่ที่ใด
✅ ต้องเคารพสิทธิในการพบทนาย แจ้งญาติ และรับการรักษาพยาบาล

มาตรการเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อคุ้มครองผู้ถูกจับเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังช่วยคุ้มครองเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต เพราะภาพ เสียง และข้อมูลที่บันทึกไว้สามารถใช้พิสูจน์ข้อเท็จจริงได้อย่างเป็นธรรม

⚖️ ผู้บังคับบัญชาก็อาจต้องรับผิด

หากผู้บังคับบัญชารู้ หรือควรรู้ว่าผู้ใต้บังคับบัญชากำลังกระทำความผิด แต่ไม่ป้องกัน ระงับ หรือส่งเรื่องให้มีการสอบสวนดำเนินคดี ก็อาจมีความรับผิดตามกฎหมายได้

การอ้างว่า “ทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา” ไม่อาจใช้เป็นข้อแก้ตัวได้ หากคำสั่งนั้นเป็นคำสั่งให้ทรมาน อุ้มหาย หรือปกปิดการควบคุมตัว

🚨 เมื่อสงสัยว่ามีการทรมานหรืออุ้มหาย

ผู้เสียหาย ญาติ ทนายความ บุคคลใกล้ชิด พนักงานอัยการ หรือบุคคลที่กฎหมายให้อำนาจ สามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ตรวจสอบและคุ้มครองได้ โดยศาลอาจสั่งให้

▪️ นำตัวผู้ถูกควบคุมมาศาล
▪️ เปิดเผยสถานที่ควบคุมตัว
▪️ ให้แพทย์ตรวจร่างกายและจิตใจ
▪️ ให้พบทนายความหรือญาติ
▪️ เปลี่ยนสถานที่ควบคุมตัว
▪️ ปล่อยตัว หากการควบคุมไม่ชอบด้วยกฎหมาย

บทลงโทษของความผิดฐานทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหายมีโทษจำคุกสูง และหากผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัสหรือเสียชีวิต โทษจะหนักขึ้นจนถึงจำคุกตลอดชีวิต

สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือ

“ไม่มีบุคคลใดควรถูกนำตัวออกไปจากความคุ้มครองของกฎหมาย และการใช้อำนาจรัฐทุกขั้นตอนต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”

โดย
ทนายนพดล นาคคล้าย
NAKHARAJ LAW FIRM CO., LTD.

#พรบอุ้มหาย
#กฎหมายอุ้มหาย
#กฎหมายทรมาน
#สิทธิมนุษยชน
#สิทธิผู้ถูกจับ
#กระบวนการยุติธรรม
#ความรู้กฎหมาย
#ทนายนพดลนาคคล้าย

📌 กฎหมายใหม่ที่ประชาชนควรรู้!พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569หลายคนอาจเคยประสบป...
08/07/2026

📌 กฎหมายใหม่ที่ประชาชนควรรู้!

พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569

หลายคนอาจเคยประสบปัญหา…
❌ ติดต่อราชการหลายหน่วยงาน
❌ ถูกขอเอกสารซ้ำซ้อน
❌ รอผลการอนุญาตเป็นเวลานาน
❌ ไม่ทราบว่าคำขออยู่ขั้นตอนใด

ปัญหาเหล่านี้ กฎหมายฉบับใหม่ฉบับนี้ถูกตราขึ้นเพื่อ “เปลี่ยนการบริการของภาครัฐ” ให้ประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น

✅ สาระสำคัญที่ควรรู้

🔹 1. หน่วยงานของรัฐต้องอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน
การให้บริการของรัฐต้องยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ลดขั้นตอน ลดภาระ และใช้เทคโนโลยีเพื่อให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ

🔹 2. ต้องกำหนดระยะเวลาการพิจารณาให้ชัดเจน
ประชาชนสามารถทราบได้ว่าแต่ละเรื่องใช้เวลาพิจารณากี่วัน ไม่ปล่อยให้เรื่องค้างโดยไม่มีกำหนด

🔹 3. ห้ามเรียกเอกสารที่รัฐมีอยู่แล้วโดยไม่จำเป็น
หากข้อมูลหรือเอกสารอยู่ในความครอบครองของหน่วยงานของรัฐ หรือสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกันได้ หน่วยงานไม่ควรเรียกให้ประชาชนนำมายื่นซ้ำ

🔹 4. มีคู่มือสำหรับประชาชน (Citizen Guide)
ทุกหน่วยงานต้องจัดทำคู่มือที่ระบุ
• ขั้นตอนการดำเนินการ
• เอกสารที่ต้องใช้
• ค่าธรรมเนียม (ถ้ามี)
• ระยะเวลาพิจารณา
• ช่องทางติดต่อ

เพื่อให้ประชาชนทราบข้อมูลก่อนยื่นคำขอ

🔹 5. รองรับการให้บริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Service)
ส่งเสริมให้ประชาชนสามารถยื่นคำขอ ติดตามผล และรับบริการผ่านระบบออนไลน์ ลดการเดินทางและเพิ่มความสะดวก

🔹 6. หากล่าช้า ต้องมีการแจ้งเหตุ
เมื่อไม่สามารถพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด หน่วยงานต้องแจ้งเหตุแห่งความล่าช้าและความคืบหน้าให้ผู้ยื่นคำขอทราบ



📍 สิทธิที่ประชาชนควรรู้

✅ ได้รับข้อมูลที่ชัดเจน
✅ ทราบขั้นตอนและระยะเวลาการดำเนินการ
✅ ไม่ถูกเรียกเอกสารเกินความจำเป็น
✅ ติดตามผลการดำเนินการได้
✅ ได้รับแจ้งเหตุเมื่อการพิจารณาล่าช้า
✅ ร้องเรียนได้หากไม่ได้รับความสะดวกตามกฎหมาย



📍 หน่วยงานของรัฐต้องปรับตัวอย่างไร

✔ ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น
✔ เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน
✔ ใช้ระบบดิจิทัลมากขึ้น
✔ ให้บริการอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้
✔ ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางในการให้บริการ



💡 สรุปง่าย ๆ

กฎหมายฉบับนี้ถือเป็นการปฏิรูประบบราชการอีกก้าวหนึ่ง โดยมุ่งให้การติดต่อราชการ “ง่ายขึ้น เร็วขึ้น โปร่งใสขึ้น และเป็นธรรมมากขึ้น” พร้อมผลักดันให้หน่วยงานของรัฐนำเทคโนโลยีมาพัฒนาการบริการ ลดภาระของประชาชน และสร้างมาตรฐานการให้บริการภาครัฐในยุคดิจิทัล

หากหน่วยงานของรัฐทุกแห่งสามารถปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยยกระดับคุณภาพการให้บริการภาครัฐ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนได้อย่างแท้จริง

⚖️ โดย ทนายนพดล นาคคล้าย
กรรมการผู้จัดการ
บริษัท สำนักงานกฎหมาย นาคราช จำกัด

📌 “ฮั้วประมูล” คืออะไร? รู้ไว้…มีโทษหนักกว่าที่คิด!หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “ฮั้วประมูล” หรือ “ล็อกสเปก” แต่ยังไม่ทราบว่า...
07/07/2026

📌 “ฮั้วประมูล” คืออะไร? รู้ไว้…มีโทษหนักกว่าที่คิด!

หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “ฮั้วประมูล” หรือ “ล็อกสเปก” แต่ยังไม่ทราบว่าพฤติการณ์แบบใดจึงถือเป็นความผิดตามกฎหมาย

ความผิดดังกล่าวอยู่ภายใต้ พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 หรือที่เรียกกันว่า “พ.ร.บ. ฮั้ว”

กฎหมายฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐเป็นไปอย่าง โปร่งใส เป็นธรรม และเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเสรี เพื่อป้องกันความเสียหายต่อเงินงบประมาณของประเทศ

⚖️ การกระทำใดบ้างที่อาจเป็นความผิด?

✅ ตกลงกันล่วงหน้าว่าใครจะเป็นผู้ชนะการประมูล

✅ ยื่นราคาเพียงเพื่อเป็น “คู่เทียบ” หรือ “ตัวประกอบ” ให้ผู้ที่ตกลงกันไว้ชนะ

✅ แบ่งพื้นที่ แบ่งโครงการ หรือผลัดกันชนะประมูล

✅ ให้เงิน หรือผลประโยชน์แก่คู่แข่ง เพื่อไม่ให้เข้าร่วมเสนอราคา

✅ ข่มขู่ กีดกัน หรือขัดขวางไม่ให้ผู้อื่นเข้าร่วมประมูล

✅ ใช้อุบายหลอกลวง ทำเอกสารเท็จ หรือสร้างข้อมูลเท็จ เพื่อให้การแข่งขันไม่เป็นธรรม

✅ เจ้าหน้าที่ของรัฐล็อกสเปก เปิดเผยข้อมูลลับ หรือเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใดรายหนึ่ง

กล่าวโดยง่าย คือ การกระทำใดก็ตามที่ทำให้การเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ “ไม่แข่งขันกันอย่างแท้จริง” ย่อมมีความเสี่ยงที่จะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ. ฮั้ว

🚨 โทษเป็นอย่างไร?

ผู้กระทำความผิดอาจได้รับโทษ

• จำคุก
• ปรับเป็นเงินจำนวนมาก
• บางกรณีมีโทษปรับคิดเป็นร้อยละ 50 ของวงเงินเสนอราคาหรือวงเงินตามสัญญา แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า

หากเป็น เจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ร่วมกระทำหรือเอื้อประโยชน์ให้เกิดการฮั้วประมูล นอกจากความผิดตาม พ.ร.บ. ฮั้ว แล้ว อาจต้องรับผิดตามกฎหมายอาญา กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

📖 ข้อสำคัญที่หลายคนเข้าใจผิด

การพิจารณาความผิด ไม่ได้ดูเฉพาะว่ารัฐซื้อของแพงหรือไม่ แต่พิจารณาว่า มีการสมยอม บิดเบือน หรือทำลายการแข่งขันที่เป็นธรรมหรือไม่ หากมีการตกลงกันล่วงหน้า แม้รัฐจะยังไม่ได้รับความเสียหายอย่างชัดเจน ก็อาจเข้าข่ายเป็นความผิดได้

💡 สรุป

“ฮั้วประมูล” ไม่ใช่เพียงการตกลงราคาเท่านั้น แต่รวมถึงการสมยอม แบ่งงาน ล็อกสเปก จ่ายเงินให้ถอนตัว ข่มขู่คู่แข่ง หรือการเอื้อประโยชน์จากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งล้วนเป็นพฤติกรรมที่บ่อนทำลายความโปร่งใสของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และมีบทลงโทษที่รุนแรงตามกฎหมาย

⚖️ ความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง คือการคุ้มครองผลประโยชน์ของรัฐและภาษีของประชาชนทุกคน

โดย ทนายนพดล นาคคล้าย
บริษัท สำนักงานกฎหมาย นาคราช จำกัด

📖 “ผู้จัดการมรดก” คืออะไร? ทำไมต้องขอศาลตั้ง?หลายคนเข้าใจว่า เมื่อพ่อ แม่ หรือญาติเสียชีวิต ทายาทสามารถนำโฉนดที่ดิน ถอนเ...
06/07/2026

📖 “ผู้จัดการมรดก” คืออะไร? ทำไมต้องขอศาลตั้ง?

หลายคนเข้าใจว่า เมื่อพ่อ แม่ หรือญาติเสียชีวิต ทายาทสามารถนำโฉนดที่ดิน ถอนเงินในธนาคาร หรือโอนรถได้ทันที

ความจริงแล้ว ไม่ใช่ทุกกรณี

หากมีทรัพย์มรดกที่ต้องดำเนินการกับหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน ส่วนใหญ่จะต้องมี “ผู้จัดการมรดก” ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยศาลเสียก่อน

ขั้นตอนการร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก

✅ 1. ตรวจสอบว่ามีเหตุจำเป็นต้องตั้งผู้จัดการมรดก

✅ 2. ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นผู้จัดการมรดก

✅ 3. ตรวจสอบศาลที่มีเขตอำนาจ

✅ 4. เตรียมเอกสารให้ครบถ้วน

* ใบมรณบัตร
* ทะเบียนบ้าน
* บัตรประชาชน
* เอกสารแสดงความเป็นทายาท
* เอกสารทรัพย์มรดก
* พินัยกรรม (ถ้ามี)

✅ 5. ยื่นคำร้องต่อศาล

✅ 6. ศาลกำหนดวันไต่สวน

✅ 7. ศาลพิจารณาพยานหลักฐาน

✅ 8. ศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดก

✅ 9. นำคำสั่งศาลไปดำเนินการ

* โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน
* ถอนเงินจากธนาคาร
* โอนรถยนต์
* จัดการหุ้นและหลักทรัพย์
* ชำระหนี้กองมรดก
* แบ่งทรัพย์มรดกแก่ทายาท

ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่อะไร?

ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่
✔ รวบรวมทรัพย์มรดก
✔ ดูแลรักษาทรัพย์สิน
✔ ชำระหนี้ของกองมรดก
✔ ดำเนินการตามพินัยกรรม (หากมี)
✔ แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตามกฎหมาย

ผู้จัดการมรดกไม่ใช่เจ้าของทรัพย์มรดก แต่เป็นผู้มีอำนาจจัดการทรัพย์แทนกองมรดก และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต เพื่อประโยชน์ของกองมรดกและทายาททุกคน หากใช้อำนาจโดยมิชอบ อาจถูกเพิกถอนหรือถูกเรียกให้รับผิดตามกฎหมายได้

⚖️ หากครอบครัวกำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับการจัดการมรดก หรือไม่แน่ใจว่าจำเป็นต้องยื่นคำร้องต่อศาลหรือไม่ ควรปรึกษาทนายความก่อนดำเนินการ เพื่อให้การจัดการทรัพย์มรดกเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

โดย
ทนายนพดล นาคคล้าย
กรรมการผู้จัดการ
บริษัท สำนักงานกฎหมาย นาคราช จำกัด

#ผู้จัดการมรดก #มรดก #กฎหมายมรดก #กฎหมายแพ่ง #ทนายความ #ทนายนพดล #สำนักงานกฎหมายนาคราช #ความรู้กฎหมาย

📖 “เจ้าหน้าที่รัฐทำละเมิด” ต้องฟ้องใคร? ฟ้องเจ้าหน้าที่ หรือฟ้องหน่วยงานของรัฐ?หลายคนเข้าใจว่า หากข้าราชการหรือเจ้าหน้าท...
05/07/2026

📖 “เจ้าหน้าที่รัฐทำละเมิด” ต้องฟ้องใคร? ฟ้องเจ้าหน้าที่ หรือฟ้องหน่วยงานของรัฐ?

หลายคนเข้าใจว่า หากข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐทำให้เราเสียหาย เราต้องฟ้องเจ้าหน้าที่คนนั้นโดยตรง

แต่ความจริงแล้ว ไม่เสมอไป

ตาม พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 กำหนดหลักสำคัญไว้ว่า

✅ หากเจ้าหน้าที่กระทำละเมิด ในการปฏิบัติหน้าที่ ผู้เสียหายต้องฟ้อง หน่วยงานของรัฐ ไม่ใช่ฟ้องเจ้าหน้าที่เป็นการส่วนตัว

แล้ว “เจ้าหน้าที่” หมายถึงใครบ้าง?

กฎหมายกำหนดไว้กว้างกว่าที่หลายคนเข้าใจ ได้แก่

• ข้าราชการ
• พนักงานของรัฐ
• ลูกจ้างประจำ
• ลูกจ้างชั่วคราว
• พนักงานจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
• กรรมการหรือคณะกรรมการที่รัฐแต่งตั้ง
• ผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่นที่ได้รับแต่งตั้งหรือมอบหมายให้ปฏิบัติงานของรัฐ

ดังนั้น การจะเป็น “เจ้าหน้าที่” ไม่ได้ดูเพียงชื่อตำแหน่ง แต่ต้องพิจารณาว่า ได้รับการแต่งตั้งหรือมอบหมายให้ปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐหรือไม่

ผู้เสียหายต้องพิสูจน์อะไรบ้าง?

เพื่อให้หน่วยงานของรัฐต้องรับผิด จะต้องพิสูจน์ว่า

✔ ผู้กระทำเป็นเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย
✔ การกระทำเกิดขึ้นในการปฏิบัติหน้าที่
✔ มีการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ
✔ การกระทำนั้นเป็นละเมิด
✔ ผู้เสียหายได้รับความเสียหาย
✔ ความเสียหายเกิดจากการกระทำนั้นโดยตรง

แล้วกรณีใดที่เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดเอง?

เจ้าหน้าที่อาจต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว เช่น

🔹 กระทำละเมิดนอกหน้าที่หรือเรื่องส่วนตัว เช่น ทะเลาะวิวาท ขับรถส่วนตัวชนผู้อื่น หรือหมิ่นประมาทจากเรื่องส่วนตัว

🔹 หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าเสียหายไปแล้ว และพิสูจน์ได้ว่าเจ้าหน้าที่ จงใจ หรือ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หน่วยงานของรัฐสามารถใช้สิทธิ ไล่เบี้ย เรียกเงินคืนจากเจ้าหน้าที่ได้

ลูกจ้างชั่วคราวเป็นเจ้าหน้าที่หรือไม่?

คำตอบคือ อาจเป็นได้

หากได้รับแต่งตั้งหรือมอบหมายให้ปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐ ก็อาจถือเป็น “เจ้าหน้าที่” ตามกฎหมาย แม้จะไม่ได้เป็นข้าราชการประจำ

แล้วลูกจ้างจ้างเหมาบริการล่ะ?

ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นเจ้าหน้าที่

โดยหลัก หากเป็นเพียงผู้รับจ้างของบริษัทเอกชน เช่น บริษัททำความสะอาด บริษัท รปภ. หรือผู้รับเหมาก่อสร้าง ย่อมไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ

แต่หากข้อเท็จจริงแสดงว่า บุคคลนั้นปฏิบัติงานของรัฐโดยตรง อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของหน่วยงานของรัฐ และได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจหรือปฏิบัติภารกิจของรัฐ ก็อาจได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น “ผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่น” ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายได้

📌 สรุปจำง่าย

✅ เจ้าหน้าที่ + ทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ = ฟ้องหน่วยงานของรัฐ

✅ เจ้าหน้าที่ + ทำละเมิดนอกหน้าที่ = ฟ้องเจ้าหน้าที่โดยตรง

✅ หน่วยงานของรัฐชดใช้แล้ว + เจ้าหน้าที่จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง = หน่วยงานของรัฐไล่เบี้ยเจ้าหน้าที่ได้

⚖️ ความแตกต่างระหว่าง “การกระทำในหน้าที่” และ “การกระทำนอกหน้าที่” เป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อผู้ที่ต้องรับผิดในคดี ดังนั้น ก่อนฟ้องคดีควรวิเคราะห์ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายให้รอบคอบ

โดย ทนายนพดล นาคคล้าย
กรรมการผู้จัดการ บริษัท สำนักงานกฎหมาย นาคราช จำกัด

💻 โพสต์ด่าคนบน Facebook ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จริงหรือ?หลายคนยังเข้าใจผิดว่า…❌ โพสต์ด่า❌ โพสต์ประจาน❌ โพสต์หมิ่นประมาท❌ ...
04/07/2026

💻 โพสต์ด่าคนบน Facebook ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จริงหรือ?

หลายคนยังเข้าใจผิดว่า…

❌ โพสต์ด่า
❌ โพสต์ประจาน
❌ โพสต์หมิ่นประมาท
❌ โพสต์กล่าวหาผู้อื่น

เมื่อทำผ่าน Facebook, TikTok, X (Twitter), Instagram หรือ Line จะเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

ความจริงแล้ว… “ไม่เสมอไป”

หลังจากมีการแก้ไขพระราชบัญญัติฯ พ.ศ. 2560 กฎหมายได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า การกระทำที่เป็นเพียงความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา ไม่ใช่ความผิดตามมาตรา 14 (1) ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

ดังนั้น หากเป็นเพียงการโพสต์ด่าทอ ใส่ความ หรือทำให้บุคคลอื่นเสียชื่อเสียง แม้จะโพสต์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยหลักแล้วจะต้องพิจารณาเป็น ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา ไม่ใช่ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

อย่างไรก็ตาม หากการโพสต์มีลักษณะดังต่อไปนี้ อาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ได้ เช่น

✅ แฮ็กระบบคอมพิวเตอร์ หรือบัญชีผู้ใช้งานของผู้อื่น
✅ ลบ แก้ไข หรือทำลายข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ
✅ ปล่อยไวรัสหรือมัลแวร์ ทำให้ระบบคอมพิวเตอร์เสียหาย
✅ นำเข้าหรือเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน หรือกระทบต่อความมั่นคง หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนก ตามองค์ประกอบที่กฎหมายกำหนด
✅ แชร์ข้อมูลดังกล่าว ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลที่ผิดกฎหมาย
✅ ตัดต่อ ดัดแปลง หรือสร้างภาพปลอมของบุคคล แล้วเผยแพร่จนทำให้บุคคลนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย

📌 สรุปง่าย ๆ

ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

* แฮ็กระบบ
* ทำลายข้อมูล
* ปล่อยไวรัส
* ข่าวปลอมที่เข้าองค์ประกอบตามกฎหมาย
* แชร์ข้อมูลผิดกฎหมายทั้งที่รู้อยู่แล้ว
* ตัดต่อภาพผู้อื่นจนเกิดความเสียหาย

โดยหลักไม่ใช่ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

* โพสต์ด่า
* โพสต์ประจาน
* โพสต์ใส่ความ
* โพสต์หมิ่นประมาท

แต่การกระทำเหล่านี้ อาจเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา หรือก่อให้เกิดความรับผิดทางแพ่งได้ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละคดี

⚖️ ข้อสำคัญ
การพิจารณาว่าการโพสต์ใดเป็นความผิด ต้องดู ข้อความทั้งหมด บริบทของการโพสต์ เจตนา และองค์ประกอบของกฎหมาย ไม่สามารถตัดสินได้จากเพียงข้อความบางส่วนหรือภาพหน้าจอเพียงภาพเดียว

การใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างมีสติ ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนโพสต์หรือแชร์ และเคารพสิทธิของผู้อื่น ย่อมช่วยลดความเสี่ยงในการกระทำผิดกฎหมายได้เป็นอย่างดี


โดย ทนายนพดล นาคคล้าย
บริษัท สำนักงานกฎหมาย นาคราช จำกัด

📌 ฎีกาถาม-ตอบ: โอนเงินผิดบัญชี ฟ้องเรียกคืนจากธนาคารได้หรือไม่?ทุกวันนี้การโอนเงินผ่าน Mobile Banking กลายเป็นเรื่องปกติ...
03/07/2026

📌 ฎีกาถาม-ตอบ: โอนเงินผิดบัญชี ฟ้องเรียกคืนจากธนาคารได้หรือไม่?

ทุกวันนี้การโอนเงินผ่าน Mobile Banking กลายเป็นเรื่องปกติ แต่หาก “พิมพ์เลขบัญชีผิดเพียง 1 ตัว” จนเงินโอนไปเข้าบัญชีของคนอื่น เราจะมีสิทธิเรียกเงินคืนจากธนาคารได้หรือไม่?

⚖️ คำตอบคือ “ได้” หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา

ในคดีนี้ โจทก์โอนเงิน 31,000 บาท ไปผิดบัญชี เนื่องจากพิมพ์เลขบัญชีผิดเพียง 1 หลัก เมื่อทราบเรื่องก็รีบแจ้งความทันที พนักงานสอบสวนจึงออกหมายอายัดเงิน และธนาคารได้รับหมายพร้อมอายัดเงินไว้เรียบร้อย โดยเงินดังกล่าว ยังไม่ถูกถอนออกจากบัญชี

ต่อมา โจทก์ขอให้ธนาคารคืนเงิน แต่ธนาคารปฏิเสธ โดยอ้างว่า

* ไม่มีสัญญาหรือนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับธนาคาร
* เงินในบัญชีถือเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคารตามสัญญาฝากเงิน
* ธนาคารมีหน้าที่คืนเงินให้เฉพาะเจ้าของบัญชีเท่านั้น

⚖️ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ดังกล่าวฟังไม่ขึ้น

เหตุผลสำคัญ คือ

✅ การโอนเงินผิดบัญชี ไม่ใช่การฝากเงินให้เจ้าของบัญชีปลายทาง

✅ ผู้รับโอนโดยความผิดพลาด ไม่ใช่ผู้ฝากเงินตามกฎหมาย

✅ เมื่อเงินยังถูกอายัดและยังไม่ถูกถอนออก เงินดังกล่าวยังอยู่ในความครอบครองของธนาคาร

✅ เจ้าของเงินที่แท้จริงมีสิทธิติดตามเอาทรัพย์สินคืนได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336

ศาลยังเห็นว่า แม้จะไม่มีสัญญาโดยตรงระหว่างผู้โอนกับธนาคาร แต่ธนาคารในฐานะผู้ประกอบธุรกิจที่ประชาชนให้ความไว้วางใจ ต้องปฏิบัติด้วยความสุจริตและเป็นธรรม ไม่ควรผลักภาระให้ผู้บริโภคต้องไปฟ้องบุคคลอื่นเพียงฝ่ายเดียว ทั้งที่เงินยังอยู่ในความครอบครองของธนาคาร และไม่มีผู้ใดโต้แย้งสิทธิในเงินก้อนนั้น

📚 หลักกฎหมายที่น่าสนใจ
• ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 657 และมาตรา 672 ว่าด้วยสัญญาฝากเงิน
• ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ว่าด้วยสิทธิติดตามเอาทรัพย์สินคืน

📝 สรุปคำพิพากษา

หาก
✔️ โอนเงินผิดบัญชีโดยไม่มีเจตนา
✔️ แจ้งความและมีการอายัดเงินไว้ได้ทัน
✔️ เงินยังไม่ถูกถอนออก
✔️ ผู้รับโอนไม่ได้โต้แย้งสิทธิในเงิน

เจ้าของเงินย่อมมีสิทธิติดตามเอาเงินคืนจากธนาคารได้ และมีอำนาจฟ้องธนาคารเพื่อเรียกเงินคืน

📌 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8557/2568

ความเห็นส่วนตัว คำพิพากษาฉบับนี้เป็นแนวทางสำคัญในการคุ้มครองผู้บริโภคในยุคธุรกรรมดิจิทัล และสะท้อนว่าศาลให้ความสำคัญกับ “ความเป็นเจ้าของที่แท้จริงของเงิน” มากกว่าการยึดถือรูปแบบของนิติสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว


✍️ เขียนโดย ทนายนพดล นาคคล้าย

#ฎีกาถามตอบ #โอนเงินผิดบัญชี #กฎหมายแพ่ง #สิทธิติดตามทรัพย์ #กฎหมายน่ารู้ #คำพิพากษาศาลฎีกา #ทนายนพดลนาคคล้าย

🚨 เด็กวัย 11 ปี ขับรถชนพระธุดงค์มรณภาพที่มุกดาหาร…ใครต้องรับผิดตามกฎหมาย?เหตุการณ์ที่เด็กชายวัย 11 ปี ขับรถกระบะออกจากบ้...
02/07/2026

🚨 เด็กวัย 11 ปี ขับรถชนพระธุดงค์มรณภาพที่มุกดาหาร…ใครต้องรับผิดตามกฎหมาย?

เหตุการณ์ที่เด็กชายวัย 11 ปี ขับรถกระบะออกจากบ้าน ก่อนพุ่งชนขบวนพระธุดงค์ จนเป็นเหตุให้พระสงฆ์มรณภาพและมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย นับเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจแก่สังคม และก่อให้เกิดคำถามสำคัญว่า

เมื่อผู้ขับรถมีอายุเพียง 11 ปี ใครจะต้องรับผิดตามกฎหมาย?

ในฐานะนักกฎหมาย ขอนำเสนอหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

━━━━━━━━━━━━━━
⚖️ 1. เด็กอายุ 11 ปี ต้องรับโทษทางอาญาหรือไม่?
━━━━━━━━━━━━━━

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 73 บัญญัติว่า

“เด็กอายุยังไม่เกินสิบสองปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ”

ดังนั้น หากผู้ขับรถมีอายุ 11 ปีจริง ย่อม ไม่ต้องรับโทษทางอาญา

อย่างไรก็ตาม การไม่ต้องรับโทษทางอาญา ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความรับผิดตามกฎหมายทั้งหมด เพราะยังอาจมีมาตรการสำหรับเด็ก รวมถึงความรับผิดของบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง

━━━━━━━━━━━━━━
⚖️ 2. ผู้ปกครองต้องรับผิดหรือไม่?
━━━━━━━━━━━━━━

2.1 ความรับผิดทางอาญา

หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ปกครองปล่อยปละละเลย ไม่ดูแลเด็กตามสมควร จนเด็กสามารถนำรถยนต์ออกไปใช้และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ผู้ปกครองอาจต้องรับผิดตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546

อย่างไรก็ตาม ความรับผิดดังกล่าว มิได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่พนักงานสอบสวนและศาลจะต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานว่า ผู้ปกครองละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายจริงหรือไม่

ตัวอย่างข้อเท็จจริงที่อาจต้องนำมาพิจารณา ได้แก่

✅ เด็กเคยขับรถมาก่อนหรือไม่

✅ ผู้ปกครองทราบหรือยินยอมหรือไม่

✅ กุญแจรถถูกเก็บรักษาไว้อย่างไร

✅ ผู้ปกครองมีมาตรการป้องกันไม่ให้เด็กนำรถออกไปใช้หรือไม่

━━━━━━━━━━━━━━
⚖️ 3. ความรับผิดทางแพ่งของผู้ปกครอง
━━━━━━━━━━━━━━

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 429

ผู้มีหน้าที่ดูแลผู้เยาว์ อาจต้องร่วมรับผิดในความเสียหายที่ผู้เยาว์ก่อขึ้น

แต่กฎหมายเปิดโอกาสให้ผู้ปกครอง พิสูจน์เพื่อหลุดพ้นความรับผิดได้ หากแสดงให้ศาลเห็นว่า ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการดูแลผู้เยาว์แล้ว

กล่าวคือ กฎหมายมิได้กำหนดให้ผู้ปกครองต้องรับผิดทุกกรณี แต่ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเป็นสำคัญ

━━━━━━━━━━━━━━
⚖️ 4. เจ้าของรถต้องรับผิดหรือไม่?
━━━━━━━━━━━━━━

อีกประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ คือ ความรับผิดของเจ้าของรถ

ศาลจะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงว่า

* เด็กนำรถไปโดยได้รับอนุญาตหรือไม่
* เจ้าของรถปล่อยให้เด็กเข้าถึงรถโดยง่ายหรือไม่
* มีการใช้ความระมัดระวังในการเก็บรักษารถและกุญแจเพียงใด

ข้อเท็จจริงเหล่านี้อาจมีผลต่อความรับผิดทางแพ่ง และการพิจารณาความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย

━━━━━━━━━━━━━━
⚖️ 5. ผู้เสียหายมีสิทธิได้รับการเยียวยาอย่างไร?
━━━━━━━━━━━━━━

แม้เด็กจะไม่ต้องรับโทษทางอาญา แต่ผู้เสียหายและทายาทของผู้มรณภาพยังคงมีสิทธิได้รับการเยียวยาตามกฎหมาย เช่น

✅ ค่าสินไหมทดแทนจากผู้ที่ต้องรับผิด

✅ ความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ

✅ ความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ (หากเข้าเงื่อนไข)

━━━━━━━━━━━━━━
📌 บทสรุปทางกฎหมาย
━━━━━━━━━━━━━━

คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความรับผิดทางกฎหมายมิได้จำกัดอยู่เพียงตัวผู้ขับรถเท่านั้น

แม้เด็กอายุ 11 ปี จะไม่ต้องรับโทษทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 73 แต่กฎหมายยังเปิดโอกาสให้พิจารณาความรับผิดของผู้ปกครอง เจ้าของรถ และสิทธิในการเยียวยาของผู้เสียหาย ตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏ

ดังนั้น ในคดีลักษณะนี้ ศาลจะไม่ได้วินิจฉัยจากอายุของผู้ก่อเหตุเพียงอย่างเดียว แต่จะพิจารณาพฤติการณ์แวดล้อมทั้งหมดประกอบกัน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของพระผู้มรณภาพ ผู้ได้รับบาดเจ็บ และทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นการอธิบายหลักกฎหมายทั่วไปจากข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะในเบื้องต้น มิใช่การวินิจฉัยข้อเท็จจริงหรือชี้ว่าบุคคลใดมีความผิด ซึ่งยังอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่

✍️ โดย ทนายนพดล นาคคล้าย
กรรมการผู้จัดการ/ทนายความ
บริษัท สำนักงานกฎหมาย นาคราช จำกัด

📚⚖️ อัยการ กับ ทนายความ ต่างกันอย่างไร?หลายคนมักเข้าใจว่า “อัยการ” และ “ทนายความ” คืออาชีพเดียวกัน เพราะต่างก็ทำงานเกี่ย...
22/06/2026

📚⚖️ อัยการ กับ ทนายความ ต่างกันอย่างไร?

หลายคนมักเข้าใจว่า “อัยการ” และ “ทนายความ” คืออาชีพเดียวกัน เพราะต่างก็ทำงานเกี่ยวกับกฎหมายและขึ้นศาลเหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งสองวิชาชีพมีบทบาท หน้าที่ และสถานะทางกฎหมายที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

👨‍⚖️ อัยการ
เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ สังกัดสำนักงานอัยการสูงสุด มีหน้าที่สำคัญในการพิจารณาสำนวนคดีอาญาจากพนักงานสอบสวน ว่าจะมีคำสั่ง “ฟ้อง” หรือ “ไม่ฟ้อง” ผู้ต้องหา

เมื่ออัยการมีคำสั่งฟ้อง อัยการจะทำหน้าที่เป็น “โจทก์” ดำเนินคดีแทนรัฐต่อศาล เพื่อรักษาประโยชน์สาธารณะและอำนวยความยุติธรรมให้แก่สังคม

👨‍💼 ทนายความ
เป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระที่ได้รับใบอนุญาตจากสภาทนายความ มีหน้าที่ให้คำปรึกษาทางกฎหมาย ร่างสัญญา ดำเนินคดี และว่าความแทนลูกความ

ทนายความสามารถเป็นตัวแทนของ
✅ โจทก์
✅ จำเลย
✅ ผู้เสียหาย
✅ ผู้ต้องหา
✅ บุคคลหรือนิติบุคคลในคดีต่าง ๆ

โดยมีหน้าที่คุ้มครองสิทธิและประโยชน์ของลูกความภายใต้กรอบของกฎหมายและจรรยาบรรณวิชาชีพ

🔍 สรุปง่าย ๆ

⚖️ อัยการ = ผู้แทนของรัฐ

⚖️ ทนายความ = ผู้แทนของประชาชนหรือคู่ความ

แม้จะมีหน้าที่แตกต่างกัน แต่ทั้งอัยการและทนายความต่างก็เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมที่ขาดกันไม่ได้

📖 ความยุติธรรมที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากการมีผู้ชนะเพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดจากการที่ทุกฝ่ายได้รับโอกาสใช้สิทธิตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม

#กฎหมายใกล้ตัว #ความรู้กฎหมาย #อัยการ #ทนายความ #กระบวนการยุติธรรม #นิติศาสตร์ #เรียนกฎหมาย

ที่อยู่

9/83 ถนนเจริญพัฒนา แขวงบางชัน เขตคลองสามวา
Bangkok
10510

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ บริษัท สำนักงานกฎหมาย นาคราช จำกัดผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์