ทนายปริวรรตน์ รับปรึกษาคดีครอบครัว โทร 080-3955536

ทนายปริวรรตน์ รับปรึกษาคดีครอบครัว โทร 080-3955536 ให้คำปรึกษากฎหมายและรับว่าความคดีครอบครัว ฟ้องหย่า ฟ้องชู้ แบ่งสินสมรส ร้องขอจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร

27/04/2026
📌 รับปรึกษากฎหมายและว่าความคดีครอบครัวทุกรูปแบบ– ฟ้องหย่า– ฟ้องชู้– คดีอำนาจปกครองบุตร- คดีมรดก💬 ให้คำแนะนำอย่างมืออาชีพ...
12/08/2025

📌 รับปรึกษากฎหมายและว่าความคดีครอบครัวทุกรูปแบบ
– ฟ้องหย่า
– ฟ้องชู้
– คดีอำนาจปกครองบุตร
- คดีมรดก

💬 ให้คำแนะนำอย่างมืออาชีพ เข้าใจปัญหาและพร้อมหาทางออกที่ดีที่สุด
📆 ให้บริการทุกวัน 09.00–22.00 น.

📞 โทร: 080-395-5536
📱 Line: คลิก https://lin.ee/PrWWo1P
📧 Email: [email protected]
📍 Facebook: https://www.facebook.com/atty.pariwat

“รับว่าความทั่วราชอาณาจักร”

Open the Friends tab in your LINE app, tap the add friends icon inthe top right, select "QR code," and then scan this QR code.

ชีวิตคือความไม่แน่นอน 😍แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ (28/3/68)ทำให้เราตระหนักว่า…แม้แต่พื้นดินที่เรายืนอยู่ยังสั่นไหว...
28/03/2025

ชีวิตคือความไม่แน่นอน 😍

แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ (28/3/68)
ทำให้เราตระหนักว่า…
แม้แต่พื้นดินที่เรายืนอยู่
ยังสั่นไหวได้ในพริบตา

มันทำให้เราหยุดคิด… ว่าที่ผ่านมา
เราอาจเคยเชื่อว่าชีวิตเราปลอดภัยแล้ว
เราอยู่ในประเทศที่ไม่มีภัยธรรมชาติรุนแรง
ไม่มีแผ่นดินไหว ไม่มีภูเขาไฟ ไม่มีพายุใหญ่
เหมือนประเทศอื่น แต่ในความคิดนั้นเอง
กลับกลายเป็นกับดักของความประมาท

ที่ผ่านมา เราอาจเคยชินกับความมั่นคง
คิดว่า “ยังมีเวลาเสมอ”
แต่ในความจริง ไม่มีอะไรแน่นอนเลย

เหตุการณ์นี้ เตือนใจเราว่า
ไม่มีอะไรแน่นอนในชีวิต
ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน ความมั่นคง
หรือแม้กระทั่งลมหายใจของเราเอง
ทุกอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในเสี้ยววินาที

บางคนเพิ่งบอกรัก บางคนยังไม่ได้ขอโทษ
บางคนยังค้างคำขอบคุณไว้ในใจ
บางคนผัดวันประกันพรุ่งกับความฝันของตัวเองอยู่ทุกวัน
เพราะคิดว่า “เดี๋ยวก่อน ไว้พรุ่งนี้ค่อยทำ”
แต่แผ่นดินสั่นเพียงแค่ครั้งเดียว
ก็อาจไม่มีพรุ่งนี้ให้ทำสิ่งเหล่านั้นอีก

เราไม่อาจควบคุมธรรมชาติได้
แต่เราควบคุมการใช้ชีวิตของตัวเองได้

จงใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท
รักให้มากขึ้น
ให้อภัยให้เร็วขึ้น
พูดคำดี ๆ ให้กันทุกวัน

เพราะเราไม่มีวันรู้ว่า… ชีวิตที่มีอยู่ตอนนี้
จะอยู่กับเราไปถึงวันพรุ่งนี้หรือไม่ !!

ทำพินัยกรรมยกสินสมรสได้หรือไม่        ในการทำพินัยกรรมนั้น บุคคลย่อมสามารถแสดงเจตนาให้ทรัพย์สินที่เป็นของตนเองตกเป็นของผ...
06/03/2025

ทำพินัยกรรมยกสินสมรสได้หรือไม่

ในการทำพินัยกรรมนั้น บุคคลย่อมสามารถแสดงเจตนาให้ทรัพย์สินที่เป็นของตนเองตกเป็นของผู้รับพินัยกรรมได้ แต่อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัตินั้นมีบ่อยครั้งที่ ผู้ทำพินัยกรรมระบุทรัพย์สินบางรายการเป็นสินสมรสที่มีชื่อตัวเองถือครองฝ่ายเดียว เช่น หุ้น เงินในบัญชีเงินเดือน หรือแม้แต่ที่ดิน ซึ่งในกรณีดังกล่าวนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา มาตรา 1481 บัญญัติว่า คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มีอํานาจทําพินัยกรรมยกสินสมรสที่เกินกว่าส่วนของตนให้แก่บุคคลใดได้

หมายความว่า พินัยกรรมที่ระบุทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสนั้นไม่เสียไป แต่มีผลใช้บังคับได้ครึ่งหนึ่งเท่าส่วนที่ตนมี โดยไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของคู่สมรส เช่น นายแดง ทำพินัยกรรมยกที่ดินมีโฉนดเลขที่ 123456 ที่มีชื่อของตนเป็นผู้ถือครองแต่เพียงผู้เดียวให้กับแม่บ้าน หากที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นสินสมรส พินัยกรรมย่อมไม่เสียไป แต่แม่บ้านไม่สามารถอ้างพินัยกรรมรับโอนที่ดินแต่เพียงผู้เดียวได้ และต้องเข้าถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินในฐานะผู้มีกรรมสิทธิ์ร่วมกับคู่สมรสของนายแดง

และในกรณีนี้ หากบุคคลภายนอกได้อ้างพินัยกรรมรับโอนทรัพย์สินไปแต่เพียงผู้เดียว คู่สมรสของผู้ทำพินัยกรรมก็มีสิทธิติดตามเอาทรัพย์ที่เป็นสินสมรสของตนคืนได้ หรือหากทรัพย์ดังกล่าวเป็นทรัพย์มีทะเบียน คู่สมรสของผู้ตายจะฟ้องให้ใส่ชื่อของตนลงในทะเบียนก็ได้

ปรึกษากฎหมาย โทร 080-3955526 หรือ คลิกไลน์ https://lin.ee/bJiT1ze

ผิดสัญญาหมั้น ฟ้องเรียกค่าทดแทนอะไรได้บ้าง ? การที่จะฟ้องเรียกเรียกเอาค่าทดแทนจากการผิดสัญญาหมั้นได้นั้น จะต้องมีการผิดส...
02/03/2025

ผิดสัญญาหมั้น ฟ้องเรียกค่าทดแทนอะไรได้บ้าง ?
การที่จะฟ้องเรียกเรียกเอาค่าทดแทนจากการผิดสัญญาหมั้นได้นั้น จะต้องมีการผิดสัญญาหมั้นกันเกิดขึ้นก่อน ในมาตรา 1439 ที่สามารถให้เรียกเอาได้ โดยที่จะต้องมีการหมั้นเสียก่อน หากยังไม่มีการหมั้นเกิดขึ้น ก็ไม่อาจที่จะมีการผิดสัญญาหมั้นได้ ในการเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย ไม่ได้จำกัดเฉพาะชายหรือหญิงคู่หมั้นเท่านั้นที่จะฟ้องเรียกค่าทดแทนได้ บิดามารดา ผู้ปกครองของผู้ที่เป็นคู่สัญญาหมั้นก็มีสิทธิเรียกค่าทดแทนได้เช่นกัน
ค่าทดแทนในกรผิดสัญญาหมั้น ที่ต่างฝ่ายมีสิทธิจะฟ้องร้องกันได้มีแต่เฉพาะที่กำหนดไว้มาตรา 1440 ซึ่งกำหนดไว้เพียง 3 กรณีเท่านั้น คือ
(1).ค่าทดแทนความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงของชายหรือหญิงนั้น
ค่าทดแทนความเสียหายต่อร่างกาย คือ ค่าทดแทนที่เกินจากการล่วงเกิน การกอด การจูบ ฯลฯ ที่มีการเกิดขึ้นได้ในทางธรรมดาของชายและหญิงที่เป็นคู่หมั้น
ค่าทดแทนความเสียหายต่อชื่อเสียง เช่น การที่ชายและหญิงมีการหมั้นกันเกิดขึ้น แต่ต่อมาชายปฎิเสธไม่ยอมสมรสกับหญิง หญิงคนนั้นอาจได้รับความอับอาย และอาจเป็นที่รังเกียจต่อชายอื่นๆ
ค่าทดแทนตามมาตรา 1440(1) เป็นหน้าที่นำสืบของฝ่ายที่เรียกร้องเอาทดแทนให้ศาลเห็นว่าตนได้รับความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงมากน้อยเพียงใด
คำพิพากษาฎีกาที่ 3366/2525 จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยรับผิดใช้ค่าทดแทนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1439,1440
การกำหนดค่าทดแทนความเสียหายต่อกายและชื่อเสียงของโจทก์นั้นต้องพิเคราะห์ถึงการศึกษาอาชีพและรายได้ของโจทก์ฐานะของครอบครัวของโจทก์และการที่โจทก์เป็นหญิงมาอยู่กินกับจำเลยจน มีบุตรแต่จำเลยไม่ยอมจดทะเบียนสมรสทำให้โจทก์ได้รับความอับอายเสียชื่อเสียงทั้งเป็นการยากที่จะทำการสมรสใหม่
ก่อนรับหมั้นจำเลย โจทก์ทำงานอยู่บริษัทฯ เมื่อแต่งงานแล้วโจทก์ได้ลาออกจากงานเพื่อมาช่วยงานบ้านจำเลยถือได้ว่าโจทก์ได้จัดการเกี่ยวกับอาชีพโดยสมควรด้วยการคาดหมายว่าจะได้มีการสมรสเมื่อจำเลยไม่ยอมจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าทดแทนความเสียหายส่วนนี้ได้แต่ต่อมาโจทก์ได้เข้าทำงานใหม่แม้จะลาออกจากงานอีกครั้งหนึ่งก็มิใช่ด้วยการคาดหมายว่าจะได้มีการสมรสเพราะในระยะนั้นทั้งสองฝ่ายขัดแย้งกันอย่างรุนแรงจนเป็นที่เห็นได้ว่าไม่อาจจะจดทะเบียนสมรสกันได้แน่นอน โจทก์จึงเรียกไม่ได้
คำพิพากษาฎีกาที่ 5777/2540การที่โจทก์จำเลยได้อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาเเล้ว. โจทก์ต้องเลิกร้างจากจำเลยด้วยเหตุที่จำเลยผิดสัญญาหมั้นนั้น ย่อมเกิดความเสียหายเเก่กายหรือเสียงของโจทก์ซึ่งเป็นหญิงในการที่จะทำการสมรสใหม่ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดเเทนจากจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายเเพ่งเเละพาณิชย์มาตรา1439เเละมาตรา1440(1)เมื่อคำนึงถึง การที่โจทก์ไม่เคยผ่านการสมรสมาก่อน มีฐานะพอสมควร มีการศึกษาระดับปริญญาตรี จำนวนเงินค่าทดเเทนที่ศาลล่างกำหนดให้250,000บาทนั้น นับว่าเหมาะสมเเก่พฤติการณ์เเล้ว
(2).ทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้น บิดามารดา หรือบุคคลผู้กระทำการในฐานะเช่นบิดามารดาได้ใช้จ่ายหรือต้องตกเป็นลูกหนี้เนื่องในการเตรียมการสมรสโดยสุจริตและตามสมควร
สำหรับกรณีที่ 2 เป็นเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆที่แต่ละฝ่ายไปใช้จ่ายไปเพื่อการจัดเตรียมการสมรส เช่น ค่าใช้จ่ายในการีโนเวทบ้านเพื่อที่จะใช้เป็นเรือนหอ , ค่าใช้จ่ายในการซื้อเครื่องอุปโภคในการ หมอน มุ้งเสื่อ หรือเครื่องเรือนสำหรับเรือนหอ แต่การที่จะฟ้องเรียกได้ต้องเป็นการที่แต่ละฝ่ายได้จ่ายไปโยสุจริตและตามสมควร
การฟ้องเรียกเอาค่าทดแทนตาม มาตรา 1440(2) มิใช่เป็นสิทธิเฉพาะตัวของคู่หมั้นแต่อย่างใด บิดามารดา หรือบุคคลผู้กระทำการแทนเช่นบิดามารดา ก็มีสิทธิที่จะฟ้องเรียกร้องเอาค่าทดแทนนี่ที่ตนได้ออกเป็นค่าใช้จ่ายได้
คำพิพากษาฎีกาที่ 945/2491 ค่าใช้จ่ายที่เสียไปในงานแต่งงาน ไม่ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการเตรียมการสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1439(2)
คำพิพากษาฎีกาที่ 1515/2506 ในกรณีที่คู่สมรสประสงค์ให้มีการจดทะเบียนสมรสด้วยนั้นหากฝ่ายหญิงไม่ยอมจดทะเบียน ทำให้การสมรสไม่สมบูรณ์ ชายเรียกสินสอดคืนได้ ค่าใช้จ่ายเลี้ยงดูแขกที่จ่ายไปในพิธีแต่งงานที่ไม่มีการหมั้นและไม่สมบูรณ์เพราะไม่จดทะเบียนสมรสนั้นหาอาจเรียกทดแทนจากอีกฝ่ายหนึ่งได้ไม่เพราะไม่เป็นการผิดสัญญาหมั้นและไม่เข้าลักษณะอันเป็นค่าใช้จ่ายในการเตรียมการสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1439 (2)
(3).ทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้นได้จัดการทรัพย์สินหรือการอื่นอันเกี่ยวแก่อาชีพหรือทางทำมาหาได้ของตนไปโดยสมควรด้วยการคาดหมายว่าจะได้มีการสมรส
ค่าทดแทนนี้เป็นกรณีที่ชายและหญิงคู่หมั้น ได้จัดการหรือทำกิจการไปในทางที่เสียหายโยคาดหมายว่าจะได้มีการสมรสกัน เช่น หญิงลาออจากงานประจำเพื่อที่จะเตรียมสมรสกับชายที่มีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัด
คำพิพากษาฎีกาที่ 945/2491 ค่าทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่โจทก์ได้จัดการเกี่ยวกับอาชีพโดยคาดหมายว่าจะได้มีการสมรสนั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าก่อนรับหมั้นจำเลย โจทก์ทำงานอยู่ที่บริษัทแฟร์เท็กซ์การ์เมนท์ จำกัด เมื่อแต่งงานกับจำเลยแล้วประมาณ 1 เดือนเศษ โจทก์ได้ลาออกจากงานเพื่อมาช่วยงานบ้านจำเลย ถือได้ว่าโจทก์ได้จัดการเกี่ยวกับอาชีพโดยสมควรด้วยการคาดหมายว่าจะได้มีการสมรส เมื่อจำเลยไม่ยอมจดทะเบียนสมรสกับโจทก์โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าทดแทนความเสียหายในส่วนนี้ได้ ส่วนระยะเวลาหลังจากโจทก์ได้เข้าทำงานใหม่แล้วย่อมไม่มีเหตุที่จะกำหนดค่าทดแทนให้อีก แม้โจทก์จะลาออกจากงานอีกครั้งหนึ่งก็มิใช่ด้วยการคาดหมายว่าจะได้มีการสมรส เพราะในระยะนั้นทั้งสองฝ่ายขัดแย้งกันอย่างรุนแรงจนเป็นที่เห็นได้ว่าไม่อาจจะจดทะเบียนสมรสกันได้อย่างแน่นอน จำเลยจะต้องรับผิดใช้ค่าทดแทนให้โจทก์คือค่าทดแทนความเสียหายต่อกายและชื่อเสียงของโจทก์ 200,000 บาท ค่าทดแทนเนื่องจากการเตรียมการสมรส 4,700 บาท และค่าทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่โจทก์จัดการเกี่ยวกับอาชีพโดยคาดหมายว่าจะได้มีการสมรส14,567 บาท
ข้อสังเกต: สิทธิที่จะเรียกร้องเอาค่าทดแทนความเสียหายตามมาตรา 1440(1)และ(3) เป็นสิทธิเฉพาะตัวของชายหรือหญิงนั้น หากชายหรือหญิงตายไป สิทธิในการฟ้องร้องไม่ตกทอดไปยังทายาท
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1440 “ ค่าทดแทนนั้นอาจเรียกได้ ดังต่อไปนี้
(1) ทดแทนความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงแห่งชายหรือหญิงนั้น
(2) ทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้น บิดามารดา หรือบุคคลผู้กระทำการในฐานะเช่นบิดามารดาได้ใช้จ่ายหรือต้องตกเป็นลูกหนี้เนื่องในการเตรียมการสมรสโดยสุจริตและตามสมควร
(3) ทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้นได้จัดการทรัพย์สินหรือการอื่นอันเกี่ยวแก่อาชีพหรือทางทำมาหาได้ของตนไปโดยสมควรด้วยการคาดหมายว่าจะได้มีการสมรส
ในกรณีที่หญิงเป็นผู้มีสิทธิได้ค่าทดแทน ศาลอาจชี้ขาดว่า ของหมั้นที่ตกเป็นสิทธิแก่หญิงนั้นเป็นค่าทดแทนทั้งหมดหรือเป็นส่วนหนึ่งของค่าทดแทนที่หญิงพึงได้รับ หรือศาลอาจให้ค่าทดแทนโดยไม่คำนึงถึงของหมั้นที่ตกเป็นสิทธิแก่หญิงนั้นก็ได้ “

ปรึกษากฎหมาย โทร 080-3955526 หรือ คลิกไลน์ https://lin.ee/bJiT1ze

ทิ่ดินสินส่วนตัว เอาไปจำนองประกันหนี้เงินกู้โดยคู่สมรสช่วยกันผ่อนหนี้ ที่ดินนั้นยังคงเป็นสินส่วนตัวตามประมวลกฎหมายแพ่งแล...
27/02/2025

ทิ่ดินสินส่วนตัว เอาไปจำนองประกันหนี้เงินกู้โดยคู่สมรสช่วยกันผ่อนหนี้ ที่ดินนั้นยังคงเป็นสินส่วนตัว
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 สินส่วนตัวได้แก่ทรัพย์สิน
(1) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรส
(2) ที่เป็นเครื่องใช้สอยส่วนตัว เครื่องแต่งกาย หรือเครื่องประดับกายตามควรแก่ฐานะ หรือเครื่องมือ เครื่องใช้ที่จำเป็นในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
(3) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หา
(4) ที่เป็นของหมั้น
1. ทรัพย์สินที่คู่สมรสฝ่ายใดมีอยู่ก่อนสมรส
ถ้าชายหญิงอยู่กินเป็นสามีภริยากันมาก่อน แล้วจดทะเบียนสมรสภายหลัง ทรัพย์ที่ได้มาร่วมกันก่อนจด ทะเบียนสมรส ย่อมไม่ใช่สินสมรส แต่ก็เป็นทรัพย์สินที่ทั้งสองมีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน หมาย
2. ทรัพย์สินที่เป็นเครื่องใช้สอยส่วนตัว เครื่องแต่งกาย หรือเครื่องประดับกายตามควรแก่ฐานะ หรือ
เครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
คือตามควรแก่ฐาน ทรัพย์สินเหล่านี้ แม้จะได้มาระหว่างสมรสและเอาเงินสินสมรสไปซื้อก็ตาม ต้องถือว่าเป็นสินส่วนตัว แต่จะต้องเป็นการสมควรด้วย หากว่าเกินสมควรแก่ฐานะแล้วต้องถือว่าเป็นสินสมรส
3. ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หา
เรื่องนี้เราจัดว่าเป็นเรื่องเฉพาะตัว เนื่องจากว่าเป็นการอาศัยความสัมพันธ์เฉพาะตัวให้ได้มา กฎหมายจึง กำหนดให้เป็นสินส่วนตัว การเป็นทายาทจะเป็นทายาทโดยธรรมหรือทายาทโดยพินัยกรรมก็ได้ทั้งสิ้น
4. ทรัพย์สินที่เป็นของหมั้น
สินส่วนตัวชนิดนี้มีได้แต่เฉพาะภริยาเท่านั้น อันที่จริงของหมั้นย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของหญิงตั้งแต่ที่ ชายได้มอบให้แก่หญิงแล้ว จึงเข้า (1) แล้ว แต่กฎหมายก็กำหนดเอาไว้อีกชั้นหนึ่งว่าให้ตกเป็นสินส่วนตัว
ดังนั้น หากคู่สมรสฝ่ายใดนำที่ดินซึ่งเป็นสินส่วนตัวไปจำนองประกันหนี้เงินกู้ โดยที่คู่สมรสอีกฝ่ายได้มีการช่วยกันหรือร่วมกันผ่อนชำระหนี้ดังกล่าวแล้วก็ยังคงเป็นสินส่วนตัวของฝ่ายนั้น ไม่อาจถือได้ว่าเป็นสินสมรส
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3943/2561 การที่ผู้ร้องซื้อที่ดินพิพาทแล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท ก่อนที่ผู้ ร้องกับจำเลยจะจดทะเบียนสมรสกัน ย่อมถือได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องมีอยู่ก่อนสมรสและเป็นสิน ส่วนตัวของผู้ร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471 (1) ส่วนการที่ต่อมาผู้ร้องนำที่ดินพิพาทที่ซื้อได้กรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของ ไปจดทะเบียนจำนองประกันหนี้เงินกู้ก็เป็นสิทธิ ผู้ร้องที่สามารถทำได้ และการที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาจะร่วม ผ่อนชำระด้วย ก็เป็นเพียงการช่วยชำระหนี้เงินกู้ให้แก่ผู้ร้องเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของร่วมกับผู้ ร้องในที่ดินพิพาท เมื่อผู้ร้องเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทอันเป็นสินส่วนตัว ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดไว้ คือที่ดินพิพาทได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288 (เดิม)
บ้านพิพาทบนที่ดินเป็นบ้านตึกสองชั้นที่ก่อสร้างขึ้นใหม่แทนบ้านหลังเดิมที่เป็นบ้านตึกชั้นเดียว แต่ยังคง ใช้เลขที่บ้านตามเดิมและด้วยเงินที่ได้มาระหว่างสมรสของผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 และผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 ใช้บ้านหลัง ดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยร่วมกัน พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าบ้านพิพาทก่อสร้างขึ้นโดยได้รับความยินยอมและอยู่ใน ความรู้เห็นของผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทอันถือได้ว่าเข้าข้อยกเว้นในกรณีที่ผู้มีสิทธิในที่ดินของผู้อื่นใช้สิทธิ ปลูกสร้างไว้ในที่ดินนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 146 และไม่ถือว่าบ้านพิพาทเป็นทรัพย์ส่วนควบของที่ดินอันจะตก เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องแต่ผู้เดียวตาม ป.พ.พ. มาตรา 144 หากแต่บ้านพิพาทเป็นสินสมรสไม่ใช่สินส่วนตัว จึง ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันของจำเลยที่ 1 กับผู้ร้อง เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของร่วมในบ้านพิพาทด้วย ผู้ร้องจึงไม่ มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดไว้ในส่วนบ้านพิพาทได้

ปรึกษากฎหมาย โทร 080-3955526 หรือ คลิกไลน์ https://lin.ee/bJiT1ze

ทรัพย์สินมรดก ตกเป็นของใคร?ปรึกษากฎหมาย โทร 080-3955526 หรือ คลิกไลน์ https://lin.ee/bJiT1ze
25/02/2025

ทรัพย์สินมรดก ตกเป็นของใคร?

ปรึกษากฎหมาย โทร 080-3955526 หรือ คลิกไลน์ https://lin.ee/bJiT1ze

แยกกันอยู่แต่ไม่ได้หย่า หากไปจดทะเบียนสมรสอีกจะถือว่าสมรสซ้อนหรือไม่"ในการจดทะเบียนสมรสกันนั้น จำเป็นต้องมีการตกลงสมัครใ...
23/02/2025

แยกกันอยู่แต่ไม่ได้หย่า หากไปจดทะเบียนสมรสอีกจะถือว่าสมรสซ้อนหรือไม่

"ในการจดทะเบียนสมรสกันนั้น จำเป็นต้องมีการตกลงสมัครใจจะอยู่กินฉันสามีภรรยากัน

แต่หากมีการจดทะเบียน โดยไม่ได้อยู่กินกันนั้น ศาลก็สามารถวินิจฉัยว่ามีเจตนาอยู่กินฉันท์สามีภรรยากันได้ โดยการแสดงเจตนาอยู่กินฉันสามีภรรยากันนั้น

โดยศาลอุทธรณ์ คดีชำนัญพิเศษที่ 3083/2563 วินิจฉัยว่า การอยู่กินด้วยกันนั้นหมายถึงการแสดงเจตนาต่อหน้านายทะเบียน ว่าจะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภรรยา แม้จะจดทะเบียนแล้วไม่ได้อยู่อาศัยร่วมกันฉันสามีภรรยา ไม่ได้ช่วยค่าเลี้ยงดูบุตร หรือให้ภรรยาใช้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาล การสมรสก็ย่อมสมบูรณ์

และเมื่อการสมรสสมบูรณ์ การจดทะเบียนสมรสครั้งหลัง ย่อมเป็นโมฆะ "
อ้างอิง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 3083/2563

ปรึกษากฎหมาย โทร 080-3955526 หรือ คลิกไลน์ https://lin.ee/bJiT1ze

ของหมั้นหรือสินสอด คืนกันอย่างไร         เมื่อมีกรณีที่จะต้องมีการคืนของหมั้นหรือสินสอดนั้น มีหลักและวิธีการคืน ซึ่งจะต้...
21/02/2025

ของหมั้นหรือสินสอด คืนกันอย่างไร

เมื่อมีกรณีที่จะต้องมีการคืนของหมั้นหรือสินสอดนั้น มีหลักและวิธีการคืน ซึ่งจะต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1437 วรรคท้าย บัญญัติว่า “ ...ถ้าจะต้องคืนของหมั้นหรือสินสอดตามหมวดนี้ ให้นำบทบัญญัติ มาตรา 112 ถึง มาตรา 418 แห่งประมวลกฎหมายนี้ ว่าด้วยจากมิควรได้มาใช้บังคับโดยอนุโลม... “

1. ของหมั้นหรือสินสอดนั้นเป็นเงินหรือทรัพย์สิน
1.1 ถ้าของหมั้นหรือสินสอดเป็นเงินตรา ฝ่ายหญิงมีหน้าที่ต้องคืนเงินเพียงส่วนที่เหลือในขณะเรียกคืน

ตามมาตรา 412 ในกรณีที่ฝ่ายหญิงรับเงินที่เป็นของหมั้นหรือสินสอดไว้โดยสุจริต หากฝ่ายหญิงนำเงินซึ่งเป็นของ หมั้นหรือสินสอดไปซื้อทรัพย์สินอื่นมา หรือได้ทรัพย์สินอื่นมานั้นต้องคืนให้ฝ่ายชายด้วยเพราะถือเป็นช่วงทรัพย์ ตามมาตรา 2525 ซึ่งการคืนเงินตราที่เป็นของหมั้นหรือสินสอดนี้คืนแต่เฉพาะต้นเงินเท่านั้น แม้ฝ่ายหญิงจะได้นำ เงินไปลงทุนทำประโยชน์หรือได้ดอกเบี้ยเพิ่มพูนขึ้นมาเพราะดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์นี้ตกเป็นของฝ่ายหญิง แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อฝ่ายชายยื่นฟ้องเรียกของหมั้นหรือสินสอดคืนแล้วก็มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในเงินจำนวน ดังกล่าวนับแต่วันฟ้องคดีได้เพราะถือว่าฝ่ายหญิงตกอยู่ในฐานะทุจริตตั้งแต่เวลาที่เรียกตื่นแล้ว

1.2 ของหมั้นหรือสินสอดเป็นทรัพย์สินอื่นที่มิใช่เงินตรา ฝ่ายหญิงมีหน้าที่ต้องคืนทรัพย์สินนั้นใน สภาพที่เป็นอยู่ในเวลาเรียกคืน ฝ่ายหญิงไม่ต้องรับผิดชอบในการที่ทรัพย์นั้นสูญหายหรือบุบสลายแต่อย่างใด และแม้การสูญหายหรือบุบสลายนั้นจะเกิดเนื่องจากความผิดของตนก็ตาม กฎหมาย

คำพิพากษาฎีกาที่6305/2556 ต. เป็นผู้ขอถอนหมั้น ป. ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบิดามารดาของ ต. เป็นฝ่าย มิดสัญญาหมั้น การที่จำเลยทั้งสองน่าเงินที่เป็นของหมั้นไปขยายให้แก่ ต. และจำเลยทั้งสองซึ่งรับเงินของหมั้น มาโดยสุจริตจึงต้องคืนลาภมิควรได้เพียงส่วนขณะเมื่อเรียกคืนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1437 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 412 และต้องนำเงินที่นำไปซื้อรถจำนวน 250,000 บาทมาหักออกจากเงินสดของหมั้นที่จำเลยทั้งสองรับไว้ 440,000 บาท เมื่อรวมกับเงินที่ได้จากการขายรถจำนวน 250,000 บาทคงเหลือเงินที่เป็นของของหมั้นเพียง ซึ่งเป็นบิดามารดาของ 400,000 บาท จำเลยทั้งสองต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นบิดามารดาของ

2. หากทรัพย์ที่ส่งมอบให้นั้น ไม่ใช่ของหมั้นหรือสินสอด ย่อมไม่มีสิทธิเรียกคืน
คำพิพากษาฎีกาที่ 993/2540 โจทก์ตกลงแต่งงานกับจำเลยที่ 3 โดยวิธีผูกข้อมือแสดงว่าโจทก์และจำเลยที่ 3 มิได้มี เจตนาจะทำการสมรสโดยจดทะเบียนสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1457 ดังนั้น ทรัพย์สินที่โจทก์มอบให้จำเลยทั้ง สองจึงไม่ใช่ของหมั้น เพราะไม่ใช่ทรัพย์สินที่โจทก์มอบให้จำเลยทั้งสามเพื่อเป็นหลักฐานการหมั้นและประกันว่า จะสมรสกับจำเลยที่ 3 และไม่ใช่สินสอดเพราะไม่ใช่ทรัพย์สินที่โจทก์ให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 บิดามารดาของจำเลยที่ 3 เพื่อตอบแทนการที่จำเลยที่ 3 ยอมสมรสตามมาตรา 1437 โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกคืน การที่จำเลยที่ 3 ไม่ยอมให้โจทก์ร่วมหลับนอนนั้นเป็นสิทธิของจำเลยที่ 3 เพราะการสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 3 จะทำได้ ต่อเมื่อจำเลยที่ 3 ยินยอมเป็นสามีภริยากับโจทก์ตามมาตรา 1458 การที่จำเลยที่ 3 ไม่ยินยอมหลับนอนกับโจทก์ ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือผิดสัญญาหมั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าทดแทนหรือค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสามตามมาตรา 1439 และมาตรา 1440

3. หากฝ่ายที่ตกลงจะให้สินสอดผิดสัญญาไม่ยอมทำการสมรสด้วย เช่นนี้ อีกฝ่ายหนึ่งยังมีสิทธิเรียกสินสอดได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่.1312/2557 ในวันหมั้นฝ่ายจำเลย ประกอบด้วยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โดยมี จำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็น สักขีพยานตกลงว่าจะให้สินสอดแก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1437 วรรคสาม บัญญัติว่า สินสอดเป็นทรัพย์สินซึ่งฝ่ายชายให้แก่บิดามารดา ผู้รับบุตรธรรมหรือผู้ปกครองฝ่ายหญิงแล้วแต่กรณี เพื่อตอบ แทนการที่หญิงยอมสมรส ข้อตกลงจะให้สินสอดจึงผูกพันฝ่ายชายและฝ่ายหญิงมีสิทธิเรียกเอาสินสอดจากฝ่าย ชายผู้ตกลงจะให้ได้ เมื่อกรณีไม่มีการสมรสอันเนื่องมาจากความผิดของฝ่ายชาย โจทก์ที่ 2 และที่ 3 มีสิทธิเรียก นอกจากจ่าย 1 3

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6385/2551 การที่โจทก์ที่ 2 ตกลงหมั้นหมายกับจำเลยที่ 2 นั้น แสดงว่าโจทก์ที่ 2 ประสงค์ที่จะใช้ชีวิต ร่วมกับจำเลยที่ 2 และในฐานะคู่หมั้นโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นฝ่ายหญิงย่อมต้องคาดหวังในตัวจำเลยที่ 2 ว่า จะเป็นผู้ที่ สามารถนำพาครอบครัวที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไปสู่ความเจริญและมั่นคง การที่โจทก์ที่ 2 พยายามปลูกจำเลยที่ 2 ให้ตื่นเพื่อให้ไปช่วยรดน้ำข้าวโพดอันเป็นงานที่อยู่ในวัยที่จำเลยที่ 2 จะช่วยเหลือได้ แต่จำเลยที่ 2 กลับ คลอด ซ้ำยังหลบเข้าไปในห้อง เมื่อโจทก์ที่ 2 ตามเข้าไปก็กระโดดหนีออกทางประตูหลังบ้าน แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 หาเอาใจใส่ช่วยเหลือคู่หมั้นของตนตามที่ควรจะเป็น จึงย่อมเป็นธรรมดาที่โจทก์ที่ 2 จะรู้สึกไม่พอใจและ แสดงออกซึ่งความรู้สึกไม่พอใจดังกล่าว ส่วนการที่โจทก์ที่ 2 ใช้มีดจัดกลอนประตูห้อง รวมทั้งการวิ่งไล่ตามและ จบหน้าจำเลยที่ 2 แม้จะเป็นเรื่องไม่เหมาะสมและเงินเลยไปบ้าง แต่ก็เชื่อว่าเป็นเรื่องของอารมณ์ชั่ววูบเท่านั้น หา ใช้เป็นนิสัยที่แท้จริงของโจทก์ที่ 2 ไม่ ทั้งนี้เพราะจำเลยที่ 2 และโจทก์ที่ 2 รู้จักกันมาตั้งแต่ทั้งสองฝ่ายยังเป็นเด็ก ย่อมต้องทราบนิสัยใจคอของกันและกันเป็นอย่างดี หากโจทก์ที่ 2 มีความประพฤติไม่ดีจำเลยที่ 2 คงไม่ไปขอ หมั้นโจทก์ที่ 2 เป็นแน่ หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ยังไปบ้านโจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 1 พยายามไกล่เกลี่ยให้จำเลยที่ 2 สมรสกับโจทก์ที่ 2 แสดงว่าฟาเลยทั้งสองไม่ได้ถือสาเรื่องดังกล่าวเป็นสาระสําคัญและโกรธเคียงโจทก์ที่ 2 การ กระทำของโจทก์ที่ 2 ดังกล่าวจึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุสำคัญอันเกิดแก่หญิงคู่หมั้นอันทำให้ชายไม่สมควรสมรส กับหญิงนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ยอมสมรสกับโจทก์ที่ 2 จึงถือว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น โจทก์ทั้งสอง จึงไม่ต้องตีนรองหมั้น และมีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองชำระค่าใช้จ่ายอันสมควรในการเตรียมการสมรสได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1440 (2) และสาเหตุที่จำเลยที่ 2 ไม่ยอมสมรสกับโจทก์ที่ 2 นั้น เนื่องจากจำเลยทั้งสองอ้างว่ามี เหตุสำคัญอันเกิดแก่โจทก์ที่ 2 ดังนั้น กำหนดวันสมรสจึงไม่ใช่ข้อสำคัญที่จะนำมาพิจารณาว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิด สัญญาหมั้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าการหมั้นได้กำหนดวันสมรสไว้ช่วงหน้าหรือไม่

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1437 วรรคสาม บัญญัติไว้ว่า "สินสอด เป็นทรัพย์สินซึ่งฝ่ายชายให้แก่บิดามารดา รับบุตรบุญธรรม หรือผู้ปกครองฝ่ายหญิงแล้วแต่กรณีเพื่อตอบแผนการที่หญิงยินยอมสมรส ถ้าไม่มีการสมรส โดยมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่หญิงหรือโดยมีพฤติการณ์ซึ่งฝ่ายหญิงต้องรับผิดชอบ ทำให้ขายไม่สมควรหรือไม่อาจ สมรสกับหญิงนั้น ฝ่ายชายเรียกสินสอดคืนได้ ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสองตกลงว่าจะให้สินสอดแก่โจทก์ที่ 1 เพื่อ เป็นการตอบแทนที่โจทก์ที่ 2 เมสมรสด้วย แต่การสมรสระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยที่ 2 ไม่ได้เกิดขึ้น เพราะ จำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกสินสอดจากจำเลยทั้งสองได้

4. หากฝ่ายชายไม่ทราบว่าหญิงมีอายุไม่เกิน 17 ปี จะถือว่าชำระหนี้ตามอำเภอใจตามมาตรา 427 ไม่ได้

ปรึกษากฎหมาย โทร 080-3955526 หรือ คลิกไลน์ https://lin.ee/bJiT1ze

การรับรองบุตร ทำได้อย่างไรบ้าง         การรับรองบุตร จะมีผลให้บุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เปลี่ยนสถานะเป็นบุตรที่บิดารับรองแ...
19/02/2025

การรับรองบุตร ทำได้อย่างไรบ้าง

การรับรองบุตร จะมีผลให้บุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เปลี่ยนสถานะเป็นบุตรที่บิดารับรองแล้ว โดยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 1547 กำหนดให้เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกัน จะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลังหรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร
หมายความว่า บุตรนอกสมรสจะเปลี่ยนเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายได้ 3 วิธี คือ

1.บิดามารดาจดทะเบียนสมรสกัน
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 1547 บุตรจะมีฐานะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาตั้งแต่วันที่บิดามารดาจดทะเบียนสมรสกัน และทำให้เกิดสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม ซึ่งจะนั้นจะมีผลย้อนไปนับตั้งแต่วันที่บุตรนั้นเกิด

2.บิดาจดทะเบียนรับรองบุตร
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 1627 ได้บัญญัติว่า “บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรมนั้น ให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้” ซึ่งจากบทบัญญัติดังกล่าว แบ่งการรับรองบุตรออกเป็น 2 วิธี คือ

(1) การขอจดทะเบียนรับรองบุตร โดยกรณีนี้ อาจจดทะเบียนเฉยๆโดยไม่จดทะเบียนสมรสกับมารดาของบุตรก็ได้ หรืออาจดำเนินการได้ในกรณีที่มารดาของเด็กไปสมรสกับชายอื่นแล้วก็ได้ โดยการจดทะเบียนรับรองบุตร จำเป็นต้องให้มารดาและบุตรยินยอม (คู่สมรสของมารดาในขณะนั้นไม่จำเป็นต้องยินยอมด้วย)

(2) การรับรองโดยพฤตินัย เป็นการกระทำที่ทำให้รับรู้โดยทั่วกัน แม้ไม่ได้ดำเนินการทางทะเบียน เช่น การแจ้งเกิดโดยแจ้งข้อเท็จจริงต่อนายทะเบียนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าตนเป็นบิดา, ใส่ชื่อตนเป็นบิดาในสูติบัตรบุตร, ให้ใช้นามสกุล การส่งเสียอุปการะเลี้ยงดู หรือการแสดงออกอย่างเปิดเผยแก่บุคคลทั่วไปว่าเป็นบุตรของตน เช่น อยู่บ้านเดียวกัน, ไปรับ-ส่ง, ไปประชุมผู้ปกครอง ฯลฯ กรณีเหล่านี้ถือว่าบิดารับรองบุตรโดยพฤตินัย บุตรย่อมมีสิทธิรับมรดกของชายดังกล่าว ได้ตามมาตรา 1629(1)
บุตรนอกสมรสที่บิดารับรองโดยพฤตินัย จะมีสิทธิเพียงสามารถรับมรดกของบิดาในฐานผู้สืบสันดานได้เท่านั้น และกรณีดังกล่าวไม่รวมถึงการใช้สิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมาย

3.มีคำพิพากษาจากศาลว่าเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย
วิธีนี้ใช้ในกรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ยินยอม เช่น มารดาหรือบุตรไม่ยินยอมให้จดทะเบียนรับรอง หรือฝ่ายชายไม่ยอมรับว่าตนเป็นบิดาของบุตร หรือ บิดาหรือมารดาได้เสียชีวิตลงหรือไม่สามารถติดต่อได้ ผู้มีส่วนได้เสียก็สามารถยื่นคำร้องขอต่อศาลให้พิพากษาว่าเป็นบุตรได้

ปรึกษากฎหมาย โทร 080-3955526 หรือ คลิกไลน์ https://lin.ee/bJiT1ze

ที่อยู่

45/1 ซอยลาดพร้าว 101 ซอย 38 แขวง คลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร
Bangkok
10240

เวลาทำการ

จันทร์ 10:00 - 19:00
อังคาร 10:00 - 19:00
พุธ 10:00 - 19:00
พฤหัสบดี 10:00 - 19:00
ศุกร์ 10:00 - 19:00
เสาร์ 10:00 - 19:00

เบอร์โทรศัพท์

+66803955536

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ทนายปริวรรตน์ รับปรึกษาคดีครอบครัว โทร 080-3955536ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ทนายปริวรรตน์ รับปรึกษาคดีครอบครัว โทร 080-3955536:

แชร์

ประเภท