Stone tree international Co., Ltd - Thailand

Stone tree international Co., Ltd - Thailand ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Stone tree international Co., Ltd - Thailand, สำนักงานกฎหมายและทนายความ, Bangkok.
(3)

Stone Tree International is a global law firm located in Bangkok, Thailand, providing full-services of legal, accounting, and tax solutions for businesses and investment worldwide.

โอกาสสำคัญสำหรับนักกฎหมาย และนักศึกษาที่ต้องการก้าวข้ามขีดจำกัดด้านภาษา! ขอเชิญร่วมสัมมนา Upskill ในหลักสูตร "Advanced L...
14/01/2026

โอกาสสำคัญสำหรับนักกฎหมาย และนักศึกษาที่ต้องการก้าวข้ามขีดจำกัดด้านภาษา! ขอเชิญร่วมสัมมนา Upskill ในหลักสูตร "Advanced Legal English for Business Lawyers"
บรรยายโดย ดร.ชัชชม อรรฆภิญญ์
อดีตรองอัยการสูงสุด และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ผู้มีประสบการณ์ตรงในการใช้ภาษาอังกฤษในวิชาชีพกฎหมายระดับสูง
สิ่งที่ท่านจะได้รับจากคอร์สนี้:
✅ เจาะลึก Advanced Vocabulary & Legal Terms ที่ใช้ในบริบทธุรกิจจริง
✅ ฝึกฝนการใช้สำนวนกฎหมายเฉพาะทางผ่าน Workshop จำลองสถานการณ์
✅ เทคนิคการใช้ภาษาอังกฤษในเอกสารสัญญา การให้คำปรึกษา และในชั้นศาล
✅ กระทบไหล่และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับวิทยากรระดับแถวหน้า
📅 วันเวลา: 21-22 กุมภาพันธ์ 2569 | 09.00 - 16.30 น.
📍 สถานที่: โรงแรมเอเชีย พัทยา (Asia Pattaya Hotel)
💰 ราคาพิเศษ: 6,900 บาท #ไม่รวมค่าที่พัก
กลุ่มเป้าหมาย: นักศึกษากฎหมาย, เนติบัณฑิต, ทนายความ และผู้ที่ทำงานในสายงานกฎหมายธุรกิจ
🔥 รับสมัครจำนวนจำกัด! ี่นั่งเท่านั้น
เพื่อการเรียนรู้ที่ทั่วถึงและเข้มข้น

📩 ทัก Inbox เพื่อสำรองที่นั่ง หรือโทร 0985982669

#กฎหมาย #ทนายความ #ภาษาอังกฤษสำหรับนักกฎหมาย #อบรมกฎหมาย

28/09/2025

ศาลปกครองชี้ สภาผู้บริโภคมีอำนาจฟ้อง ผิดหวังศาล ยกฟ้องคดีควบรวมทรูดีแทค สภาผู้บริโภค ชวนผู้บริโภคใช้พลังลดค่าบริการโทรคมนาคมทุกเครือข่าย!!!
ไฟล์คำสั่งฯ ใต้โพสต์

26/09/2025

เร็วๆนี้เตรียมพบกับ หลักสูตร สัมมนา Training and Workshop on Advanced Legal English for Business Lawyers.
รอประกาศอย่างเป็นทางการ!!!
พิกัด พัทยา

บทความกฎหมายที่น่าสนใจจากท่านอาจารย์วิชัย ช้างหัวหน้า 🙏❤️เดินเผชิญสืบ           การสืบพยานหรือตรวจหลักฐานมีทั้งกระทำในศา...
24/09/2025

บทความกฎหมาย
ที่น่าสนใจจากท่านอาจารย์วิชัย ช้างหัวหน้า 🙏❤️

เดินเผชิญสืบ

การสืบพยานหรือตรวจหลักฐานมีทั้งกระทำในศาลและนอกศาล ถ้ากระทำนอกศาลเรียกว่า”เดินเผชิญสืบ” แต่หากพยานอยู่นอกเขตอำนาจศาลจะขอให้ศาลอื่นที่มีเขตอำนาจสืบพยานแทนก็ได้เรียกว่า”การส่งประเด็น”
แต่ครั้งนี้จะกล่าวเฉพาะ เดินเผชิญสืบ

เดินเผชิญสืบเป็นกระบวนการค้นหาความจริงอย่างหนึ่งในกฎหมายลักษณะพยานอยู่ใน ป.วิ.พ.มาตรา 15(1), 102 วรรคแรก และ ป.วิ.อ. มาตรา 230 เป็นการพิสูจน์หลักฐานที่ศาลมีอำนาจสืบพยานในศาลหรือนอกศาลก็ได้

สมัยเมื่อกว่าสามสิบปีที่แล้วก็เคยออกไปเดินเผชิญสืบ สืบพยานที่ป่วยติดเตียงไม่สามารถมาศาลได้และเป็นพยานสำคัญ วิธีการคือทนายความยื่นคำร้องแถลงเหตุจำเป็นที่นำพยานมาศาลไม่ได้ เมื่อศาลพิจารณาแล้วมีเหตุจำเป็นจริงจึงมีคำสั่งให้เดินเผชิญสืบตามขอ โดยนัดหมายให้ฝ่ายที่ร้องขอจัดพาหนะมารับศาลและเสมียนศาลไปสืบพยานที่บ้านของพยานและแจ้งวันนัดให้ทนายฝ่ายตรงข้ามทราบ เมื่อพยานเบิกความศาลก็บันทึกคำพยานและจดรายงานกระบวนการพิจารณาที่นั่นแล้วให้พยาน และคู่ความที่ไปร่วมในวันนั้นลงชื่อก็เป็นอันเสร็จสิ้นวิธีพิจารณาความ

แต่มีคดีดังเรื่องหนึ่งที่เป็นข่าวเกรียวกราวเมื่อเกือบยี่สิบปีที่แล้ว เมื่อมีผู้ไปแจ้งความให้ตำรวจมายื่นคำร้องอ้างว่ามีการจับตัวหมอคนหนึ่งไว้ในโรงพยาบาลศรีธัญญาเป็นการควบคุมหรือกักขังโดยผิดกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 90 ต่อศาลอาญา ขอให้ปล่อยตัวหมอคนดังกล่าว แต่ฝ่ายญาติของหมอคัดค้านว่ามิได้ควบคุมผิดกฎหมาย เหตุที่ต้องนำหมอไปโรงพยาบาลเพราะเพื่อการรักษา ซึ่งขณะนั้นอาจารย์เป็นผู้บริหารศาลอาญาและเจ้าของสำนวน

ในวันนัดไต่สวนคำร้องที่บัลลังก์ศาลออกนั่งพิจารณา อาจารย์ตรวจสำนวนก่อนขึ้นพิจารณาแล้วเห็นว่าการจะค้นหาความจริงให้ได้ผลไม่ใช่พิจารณาเพียงดูคำร้องกับข้อคัดค้านของคู่กรณีเท่านั้น น่าจะต้องได้ความจากปากผู้ที่ถูกอ้างว่าป่วยถูกกักตัวรักษาในโรงพยาบาลมากกว่า ดังนั้น เมื่อขึ้นบัลลังก์แล้ว ศาลก็ออกคำสั่งให้ยุติการไต่สวนคำพยานของผู้ร้องและผู้เกี่ยวข้องโดยศาลจะเดินเผชิญสืบเอง

วันนั้นอาจารย์และองค์คณะใช้รถยนต์ศาลอาญามีฝ่ายตำรวจอำนวยการจราจรจนถึงโรงพยาบาลศรีธัญญาโดยรวดเร็ว เมื่อถึงโรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลอำนวยความสะดวกพาไปหาผู้ป่วยในแผนกที่อยู่ชั้นในสุด ขณะน้ันผู้ป่วยยังนอนที่เตียงเมื่อทราบว่าผู้พิพากษามาจึงลุกนั่งพูดคุยกัน อาจารย์ได้สอบถามด้วยตัวเอง และสังเกตอากัปกิริยาแล้วมีเหตุน่าเชื่อว่าเขามีอาการไม่ปกติ เสร็จแล้วจึงกลับมาที่ศาล และจดรายงานกระบวนพิจารณาในการออกเผชิญสืบกับมีคำสั่งให้ย้ายผู้ป่วยไปทำการรักษาที่สถาบันกัลยาณ์ฯโรงพยาบาลด้านจิตเวชอีกแห่งเพื่อความเป็นกลางโดยขอให้แพทย์เสนอผลการรักษาต่อศาลเป็นระยะๆ เมื่อทราบผลจากแพทย์คนกลางแล้วจะมีคำสั่งต่อไป

สุดท้ายความจริงก็ปรากฏว่าผู้ถูกขอให้ปล่อยนั้นมิได้ถูกกลั่นแกล้งควบคุมหรือกักขังโดยผิดกฎหมายแต่มีเหตุจำเป็นที่ต้องได้รับการรักษาเพราะป่วยจริง ศาลจึงมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง

ที่กล่าวมาทั้งหมดเชื่อว่าจะเห็นภาพของกระบวนการเดินเผชิญสืบ เพื่อเป็นแนวทางให้นักกฎหมายใช้เป็นคดีศึกษาในการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนต่อไป.

ปล. เพื่อความเข้าใจของ fcที่ไม่ใช่นักกฎหมายในคำย่อ ดังนี้

ป.พ.พ.= ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ป.อ.= ประมวลกฎหมายอาญา

ป.วิ.พ.= ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

ป.วิ.อ.= ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

อ.วิชัย wichai

การลดจำนวนหุ้นของบริษัท - คำพิพากษาฎีกาที่ 5897/2550โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ลงทุนซื้อหุ้นของบริษัท ส.จำนวน 1...
23/09/2025

การลดจำนวนหุ้นของบริษัท - คำพิพากษาฎีกาที่ 5897/2550

โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ลงทุนซื้อหุ้นของบริษัท ส.จำนวน 16,119,940 หุ้น ในราคาตามมูลค่าหุ้น หุ้นละ 10 บาท โดยโจทก์เข้าถือหุ้นในลักษณะทรัพย์สินเพื่อรับผลประโยชน์จากเงินปันผล ต่อมาวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2538 ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นของบริษัท ส. มีมติพิเศษให้ลดทุนของบริษัทลงเป็นเงิน 100,000,000 บาท โดยลดจำนวนหุ้นลงจำนวน 10,000,000 หุ้น เป็นผลให้จำนวนหุ้นของบริษัท ส. ลดลงจากทั้งหมด 30,000,000 หุ้น เหลือ 20,000,000 หุ้น โดยมีมูลค่าหุ้นเท่าเดิมคือหุ้นละ 10 บาท และทำให้จำนวนหุ้นที่โจทก์ถืออยู่ในบริษัทดังกล่าวลดลงทั้งสิ้น 5,373,313 หุ้น ตามอัตราส่วนการถือหุ้นของโจทก์ต่อจำนวนหุ้นทั้งหมดที่ลดลง เหตุที่บริษัท ส. ได้ลดทุนเนื่องจากต้องการล้างผลขาดทุนสะสมของบริษัทและเพื่อให้สามารถจดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนได้ โจทก์จึงไม่ได้รับเงินค่าหุ้นสำหรับหุ้นที่ถูกลดลงคืน โจทก์เห็นว่าจำนวนหุ้นที่ถูกลดลงถือเป็นความสูญเสียและความเสียหายเนื่องจากการลงทุนของโจทก์จึงบันทึกจำนวนเงิน 53,733,130 บาท เป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2538 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2538

ต่อมาวันที่ 27 กรกฎาคม 2541 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ออกหมายเรียกตรวจสอบการเสียภาษีของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2538 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2538 ผลการตรวจสอบ เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยเห็นว่า รายจ่ายของโจทก์จำนวน 53,733,130 บาท ซึ่งเท่ากับมูลค่าหุ้นที่ถูกลดลงดังกล่าวเป็นรายจ่ายต้องห้ามมิให้นำไปคำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา 65 ตรี (17) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อปรับปรุงกำไรสุทธิใหม่ทำให้โจทก์ต้องชำระภาษีเพิ่มเติม เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจึงมีหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิและ แจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 6,536,574.91 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้วแต่มีเหตุอันควรผ่อนผันจึงลดเบี้ยปรับที่เรียกเก็บลง คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร มีเจตนารมณ์ห้ามบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนำมูลค่าของทรัพย์สินที่มีการตีราคาต่ำลงมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ เนื่องจากมูลค่าของทรัพย์สินที่มีการตีราคาต่ำลงมายังมิใช่รายจ่ายที่เกิดขึ้นจริง ในกรณีนี้รายจ่ายจะเกิดขึ้นจริงก็ต่อเมื่อมีการขายทรัพย์สินดังกล่าวไปแล้วได้มูลค่าต่ำกว่า มูลค่าที่ลงทุนซื้อทรัพย์สินนั้นมา ตามข้อเท็จจริง โจทก์ซื้อหุ้นโดยถือไว้ในลักษณะทรัพย์สินเพื่อรับประโยชน์จากเงินปันผล การลดทุนของบริษัท ส. ไม่ว่าจะเป็นการลดมูลค่าหุ้นแต่ละหุ้นให้ต่ำลงหรือลดจำนวนหุ้นที่มีอยู่ให้น้อยลงเพื่อนำไปลดผลขาดทุนของบริษัท ส. มีผลเพียงทำให้มูลค่าหุ้นรวมของโจทก์ลดลงตามสัดส่วนที่มีการลดมูลค่าหรือลดจำนวนหุ้นซึ่งเป็นผลให้มูลค่าทั้งสิ้นของเงินลงทุนในหุ้นอันเป็นทรัพย์สินของโจทก์มีมูลค่าลดลง ดังนั้น การลดจำนวนหุ้นของบริษัท ส. ซึ่งทำให้จำนวนหุ้นที่โจทก์ถืออยู่ลดลงจะถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ก็ต่อเมื่อมีการขายหุ้นส่วนที่เหลือจากการลดจำนวนหุ้นดังกล่าวไปทั้งหมด ผลขาดทุนจากการขายหุ้นจึงจะถือเป็นรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงของทรัพย์สินดังกล่าวที่จะนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ เมื่อโจทก์ยังมิได้ขายหุ้นในส่วนที่เหลือจากการลดจำนวนหุ้นไปทั้งหมด การลดทุนของบริษัทฯ จึงเข้าลักษณะเป็น � ค่าของทรัพย์สินนอกจากสินค้าที่ตีราคาต่ำลง � ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (17) ซึ่งต้องห้ามมิให้นำไปคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิ ตามมาตรา 65 ทวิ (1) แห่งประมวลรัษฎากร การลดทุนของบริษัท ส. ไม่ว่าจะเป็นการลดมูลค่าหุ้นแต่ละหุ้นให้ต่ำลงหรือลดจำนวนหุ้นที่มีอยู่ให้น้อยลงเพื่อนำไปลดผลขาดทุนสะสมของบริษัท ส. ไม่มีผลกระทบต่อสัดส่วนการถือหุ้นของโจทก์ในบริษัท ส. และไม่ได้ทำให้มูลค่าทั้งสิ้นของเงินลงทุนในหุ้นของบริษัท ส. อันเป็นทรัพย์สินของโจทก์สูญหายไปทั้งหมดหรือสูญหายไปโดยสิ้นเชิง โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นอาจเสียหายมากขึ้นหรือไม่เสียหายเลยเนื่องจากการลดหุ้นก็ได้ เพราะโจทก์ยังมีจำนวนหุ้นที่เหลืออยู่จากการลงทุนให้ขายได้ในอนาคตเช่นเดียวกับการลดทุนโดยลดมูลค่าหุ้น ผลเสียหายที่เกิดขึ้นสำหรับการลดทุนโดยลดจำนวนหุ้นจึงยังไม่มีความแน่นอนและไม่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน เนื่องจากต้องพิจารณามูลค่าทั้งสิ้นของเงินลงทุนในหุ้นซึ่งเป็นทรัพย์สินอันเดียวกันโดยไม่ได้พิจารณาที่หุ้นแต่ละหุ้น การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์.

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (1) 65 ตรี (17)

ที่มา : กรมสรรพากร >> https://www.rd.go.th/39110.html

บทความน่าสนใจจากท่านอาจารย์วิชัย  ช้างหัวหน้า 🙏❤️เอกสารที่ไม่ได้ปิดอากร:  ใช้เป็นพยานหลักฐานในศาลได้หรือไม่?หลายคนตกม้าต...
23/09/2025

บทความน่าสนใจ
จากท่านอาจารย์วิชัย ช้างหัวหน้า 🙏❤️

เอกสารที่ไม่ได้ปิดอากร: ใช้เป็นพยานหลักฐานในศาลได้หรือไม่?

หลายคนตกม้าตาย แม้มีเอกสารสัญญายื่นต่อศาลเช่นสัญญากู้ยืม สัญญาเช่าซื้อ ฯลฯ แต่ลืมปิดอากรแสตมป์ ทำให้ถูกจำกัดด้วยข้อกฎหมายที่ไม่ให้ศาลรับฟังจนเป็นเหตุต้องแพ้คดีไป

ข้อกฎหมายที่ว่านั้นคือ

ป.รัษฎากร ม.118 วางหลักว่า “ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว”

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกามีแนววินิจฉัยที่น่าสนใจว่า หากเป็นเพียง “หลักฐานการกู้” หรือ “เอกสารประกอบ” แม้ไม่ได้ปิดแสตมป์ก็ยังใช้ได้
________________________________________
แนวคำพิพากษาฎีกา
• ฎีกาที่ 7012/2543
เอกสารพิพาทเป็นเพียงหลักฐานการกู้และค้ำประกัน ไม่ใช่สัญญาโดยตรง แม้ไม่ได้ปิดแสตมป์ ศาลก็รับฟังได้
• ฎีกาที่ 893/2568
หนังสือสัญญากู้เงิน หากไม่ปิดแสตมป์ → ใช้ไม่ได้
แต่ “ตารางชำระหนี้” ที่ผู้กู้ลงชื่อยอมรับยอดหนี้ ถือเป็นหลักฐานการกู้ ไม่ใช่ตราสารกู้โดยตรง จึงไม่ต้องปิดแสตมป์ ศาลรับฟังได้
________________________________________
สรุปสั้น ๆ
• สัญญากู้โดยตรง หรือสัญญาอื่นๆ (ลงชื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย)→ ต้องปิดอากรแสตมป์ ไม่งั้นศาลไม่รับฟัง
• หลักฐานการกู้/เอกสารประกอบ → เช่น ตารางผ่อน ใบรับเงิน ที่ผู้กู้ลงชื่อฝ่ายเดียว → ไม่ต้องปิดแสตมป์ ศาลฎีกายืนยันว่ารับฟังได้
________________________________________
>>ข้อคิด: แม้แสตมป์อากรจะดูเล็กน้อย แต่มีผลใหญ่ต่อคดี ศาลจะพิจารณาตาม ลักษณะของเอกสาร ไม่ใช่แค่ชื่อเรียก

อ.วิชัย wichai
#กฎหมายเข้าใจง่าย

บทความน่าสนใจจากท่านอาจารย์วิชัย  ช้างหัวหน้า 🙏❤️ความผิดทางพินัย            ความผิดทางพินัยเป็นกฎหมายที่ทุกคนต้องรู้เพรา...
23/09/2025

บทความน่าสนใจ
จากท่านอาจารย์วิชัย ช้างหัวหน้า 🙏❤️

ความผิดทางพินัย
ความผิดทางพินัยเป็นกฎหมายที่ทุกคนต้องรู้เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงกฎหมายครั้งใหญ่เกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายร้อยฉบับที่มีโทษปรับสถานเดียวในกฎหมายหรือคำสั่งทางปกครองให้ไม่ต้องเป็นโทษอาญาอีกต่อไป

โทษอาญา ป.อ.มาตรา18 มี ดังนี้
(1)ประหารชีวิต(2)จำคุก(3)กักขัง(4)ปรับ
(5)ริบทรัพย์สิน ..กฎหมายใดหากมีบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนในห้าเรื่องข้างต้นถือเป็นกฎหมายอาญา นอกนั้นเป็นกฎหมายแพ่งหรือความรับผิดทางแพ่งทั้งสิ้น

พ.ร.บ.จราจรทางบก ,รถยนต์,รักษาความสะอาด ฯลฯ กฎหมายเหล่านี้ แม้เป็นความผิดเล็กน้อยแต่มีบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนให้ปรับ ตาม(4)จึงเป็นกฎหมายอาญา ที่ต้องบังคับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งผู้นั้นจะต้องถูกยึดทรัพย์หรือถูกกักขังแทนค่าปรับ โดยถืออัตราห้าร้อยบาทต่อหนึ่งวัน

โทษปรับอาญาเหมาะสมในความผิดร้ายแรง เช่น ความผิดต่อทรัพย์ ชีวิตร่างกาย หรือกฎหมายยาเสพติด ฯลฯ เพราะกฎหมายประเภทนี้มีทั้งโทษจำคุกและปรับ ทำให้ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดลงโทษจำคุกหรือปรับแก่ผู้กระทำผิดแต่ละคนได้อย่างเหมาะสม แต่หากเป็นประเภทความผิดเล็กน้อยในกฎหมายหลายฉบับ อาทิ พ.ร.บ.จราจร ฯลฯ ที่มีโทษปรับสถานเดียว การลงโทษก็จะเกิดปัญหาความไม่มีประสิทธิผลในการลงโทษแก่ผู้กระทำผิดแต่ละคน ตัวอย่างเช่น ลงโทษปรับ 1,000 บาท แก่ผู้กระทำผิดที่มีฐานะเศรษฐกิจฝืดเคืองย่อมมีผลกระทบเชิงลงโทษเกิดความสำนึกหลาบจำ แต่หากลงโทษแก่บุคคลที่เป็นเศรษฐีหรือมีอันจะกินกลับไม่มีผลกระทบเชิงลงโทษเพราะเป็นเพียงเศษสตางค์ของเขาเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้จึงมีการออกกฎหมายใหม่ที่ชื่อว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรับพินัย พ.ศ.2565 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 25 ตุลาคม 2566 เป็นต้นไป

สาระสำคัญกฎหมายนี้ มีผลให้โทษปรับตามกฎหมายในความผิดเล็กน้อยซึ่งมีอยู่หลายร้อยฉบับ เช่น พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ร.บ.รักษาความสะอาด ฯลฯ ไม่เป็นโทษทางอาญาต่อไป มีผลดีแก่ผู้กระทำผิดเพราะไม่มีประวัติอาชญากรรม นอกจากนี้กฎหมายยังเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือศาล(กรณีมีการฟ้อง) สามารถใช้ดุลพินิจกำหนดจำนวนค่าปรับให้เหมาะสมกับผู้กระทำผิดที่มีสถานะทางเศรษฐกิจต่างกันได้ รวมถึงหากไม่มีเงินชำระค่าปรับผู้กระทำผิดสามารถร้องขอทำงานบริการสังคมแทนการชำระค่าปรับก็ได้

ถ้าผู้กระทำผิดไม่ชำระค่าปรับชั้นเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำผิด..เจ้าหน้าที่ของรัฐจะส่งสำนวนไปให้อัยการพิจารณาสั่งฟ้องคดีต่อศาลท้องที่เหตุเกิด

เมื่อศาลสั่งปรับพินัยแล้วไม่ชำระค่าปรับภายในเวลากำหนด ศาลมีอำนาจออกหมายบังคับคดียึดทรัพย์สินของผู้นั้นได้ซึ่งเป็นมาตรการทางแพ่งเท่านั้น

อ.วิชัย wichai

บทความน่าสนใจจากท่านอาจารย์วิชัย  ช้างหัวหน้า 🙏❤️ลำดับศักดิ์ของกฎหมายไทย : เข้าใจง่ายใน 1 นาทีในประเทศไทย กฎหมายไม่ได้มี...
22/09/2025

บทความน่าสนใจ
จากท่านอาจารย์วิชัย ช้างหัวหน้า 🙏❤️

ลำดับศักดิ์ของกฎหมายไทย : เข้าใจง่ายใน 1 นาที

ในประเทศไทย กฎหมายไม่ได้มี “ศักดิ์” เท่ากันทั้งหมด แต่มีการจัดลำดับไว้เป็นขั้น ๆ คล้ายพีระมิด ใครศักดิ์สูงกว่าก็มีอำนาจบังคับใช้เหนือกว่ากฎหมายลำดับต่ำลงมา หากเกิดการขัดกันระหว่างกฎหมาย ให้ถือเอากฎหมายที่มีศักดิ์สูงกว่าเป็นหลัก

1. รัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญเป็นเสมือน “แม่บท” ของกฎหมายทุกฉบับ หากกฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญ กฎหมายส่วนนั้นย่อมตกเป็นโมฆะทันที

2. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.)
เป็นกฎหมายพิเศษที่กำหนดโดยรัฐธรรมนูญเอง เช่น กฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายการเลือกตั้ง กระบวนการออกเข้มงวดกว่าพระราชบัญญัติทั่วไป

3. พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) และ พระราชกำหนด (พ.ร.ก.)
• พ.ร.บ. ออกโดยรัฐสภา ใช้บังคับทั่วไป เช่น ประมวลกฎหมายและพระราชบัญญัติต่างๆ
• พ.ร.ก. ออกโดยรัฐบาลในกรณีฉุกเฉิน แต่ต้องให้สภารับรอง เช่น พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ.2567, พระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 เป็นต้น

4. กฎหมายลำดับรอง
เช่น พระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.), กฎกระทรวง, ระเบียบ, ประกาศ หรือคำสั่งต่าง ๆ ซึ่งออกตามอำนาจที่ พ.ร.บ. ให้อำนาจไว้

5. กฎหมายท้องถิ่น
ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เทศบัญญัติ ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด มีผลเฉพาะในพื้นที่ที่ออก

6. จารีตประเพณี
ใช้บังคับเมื่อไม่มีกฎหมายลายลักษณ์อักษรบัญญัติไว้ และต้องไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรม (ป.พ.พ.มาตรา 4 วรรคสอง)

7. คำพิพากษาฎีกา (บรรทัดฐาน)
แม้จะไม่ใช่กฎหมายโดยตรง แต่ถือเป็นแนวทางที่ศาลมักยึดถือเพื่อความสม่ำเสมอ เช่น คำพิพากษาฎีกาสำคัญในเรื่องการใช้พยานหลักฐาน (ฎ.8575/2563)
________________________________________
สรุปสั้น ๆ
กฎหมายไทยเรียงศักดิ์จากสูงไปต่ำได้ว่า
รัฐธรรมนูญ → พ.ร.ป. → พ.ร.บ./พ.ร.ก. → พ.ร.ฎ./กฎกระทรวง → ข้อบัญญัติท้องถิ่น → จารีตประเพณี → คำพิพากษาฎีกา

อ.วิชัย wichai
#กฎหมายเข้าใจง่าย

ร้องขัดทรัพย์ EP.1  #การร้องขัดทรัพย์การร้องขัดทรัพย์ ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 288 การร้องขัดทรัพย์เป็นการยื่นคำร้องว่าทรัพย์...
22/09/2025

ร้องขัดทรัพย์ EP.1

#การร้องขัดทรัพย์
การร้องขัดทรัพย์ ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 288
การร้องขัดทรัพย์เป็นการยื่นคำร้องว่าทรัพย์ ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้เป็นของผู้ร้อง จำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษา ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ ขอให้ปล่อย

- คำร้องขัดทรัพย์ ตามป.วิ.แพ่ง มาตรา 288 เป็นคำร้องขอจึงเป็นคำฟ้องอย่างหนึ่งตามป.วิ.แพ่ง มาตรา 1 (3) (ฎีกา 9594/2544) และเป็นคดีมีทุนทรัพย์
- ผู้ร้องขัดทรัพย์ ไม่จำต้องเป็นเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ถูกยึด เป็นเพียงแต่ผู้ถูกโต้แย้งสิทธิ์ตามป.วิ.แพ่ง มาตรา 55 คือมีส่วนได้เสียตามกฎหมาย ก็ร้องขัดทรัพย์ ได้ (ฎีกาที่ 1823/2493 , 1824/2493 , 28/2506 , 399/2534 , 3278/2535)
- การร้องขัดทรัพย์ตามป.วิ.แพ่ง มาตรา 288 ต้องเป็นกรณีที่มีการยึดทรัพย์สินเพื่อนำออกขายทอดตลาด การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินตามป.วิ.แพ่ง มาตรา 296 ตรี ไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะร้องขอขัดทรัพย์ ได้ (ฎีกาที่ 6547/2538)

- ศาลต้องสั่งให้ส่งสำเนาคำร้องขัดทรัพย์ นั้นให้แก่บุคคล 3 ฝ่าย คือ
ก. โจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา
ข. จำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษา
ค. เจ้าพนักงานบังคับคดี

- ซึ่งโดยปกติการสั่งคำร้องของศาลจะมีว่า
“ รับคำร้อง คำให้โจทก์ จำเลย และเจ้าพนักงานบังคับคดี หมายเรียกโจทก์แก้คดีภายใน 15 วัน หมายนัดจำเลย จะคัดค้านประการใดให้ยื่นเข้ามาภายใน 15 วัน ให้ผู้ร้องวางเงินค่านำส่งตามข้อบังคับว่าด้วยการส่งคำคู่ความและเอกสารทางคดี อย่างช้าภายในวันทำการถัดไป มิฉะนั้นถือว่าผู้ร้องทิ้งคำร้อง นัดพิจารณาวันที่………… เวลา……น.” แล้วดำเนินคดีไปยังคดีธรรมดา

โจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องยื่นคำให้การ
- โจทก์ต้องยื่นคำให้การแก้คดีภายใน 15 วัน ตามป.วิ.แพ่ง มาตรา 177 มิฉะนั้นถือว่า โจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การ ผู้ร้องขัดทรัพย์ ต้องร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาตามป.วิ.แพ่ง มาตรา 198 ทวิ มิฉะนั้นศาลจำหน่ายคดีผู้ร้องขัดทรัพย์ตามป.วิ.แพ่ง มาตรา 198 (เทียบฎีกาที่ 310/2523)
- จำเลยจะคัดค้านคำร้องขัดทรัพย์ หรือไม่คัดค้านก็ได้ ถ้าหากประสงค์จะเข้ามาในคดีฉันร้องขัดทรัพย์ ต้องยื่นคำแถลงคัดค้านตั้งประเด็นไว้
จำเลยจะต้องตั้งประเด็นไว้ จึงจะอุทธรณ์ฎีกาในประเด็นที่ตั้งไว้นั้นได้ (ฎีกาที่ 614-615/2514 ประชุมใหญ่)

#การพิจารณาคดีชั้นร้องขัดทรัพย์
เมื่อโจทก์ยื่นคำให้การแก้คำร้องขัดทรัพย์ แล้ว ศาลจะสั่งนัดสืบพยานผู้ร้อง โดย ไม่ต้องนัดชี้สองสถาน เพราะส่วนมากประเด็นตกผู้ร้องนำสืบก่อน

ผู้ร้องอ้างว่าทรัพย์ ที่โจทก์นำยึดไว้เป็นของผู้ร้อง แต่โจทก์ยืนยันว่าเป็นของจำเลย ผู้ร้องมีหน้าที่นำสืบก่อน (ฎีกาที่ 609/2502 ประชุมใหญ่ , 540/2526)

#ข้อสังเกต
ก่อนดำเนินคดีต้องตรวจสำนวนดูว่า จำเลยได้รับหมายนัดและสำเนาคำร้องขัดทรัพย์ แล้วหรือไม่ ถ้าจำเลยยังได้รับ กระบวนพิจารณาที่ดำเนินไปย่อมไม่ชอบ เพราะอาจตั้งประเด็นในคดีขัดทรัพย์ ได้ จึงต้องจัดการให้จำเลยได้รับหมายนัดและสำเนาคำร้องขาดทรัพย์ ตามที่สั่งไว้ในชั้นรับคำร้องขัดทรัพย์ แล้วจึงจะดำเนินกระบวนกระบวน พิจารณาต่อไปได้ ถ้าจำเลยหลายคน ส่งให้เฉพาะจำเลยที่ถูกยึดทรัพย์ ซึ่งถูกร้องขัดทรัพย์ เท่านั้น

ปล.ตัวเลขฎีกา ซึ่งแอดมินฝากรบกวนผู้อ่านตรวจสอบความถูกต้องกรณีที่ว่ามีการกลับหลักแล้วหรือไม่ด้วยนะครับ หากไม่มีก็ตามนี้ได้เลยครับ ส่วนเลขมาตราก็เช่นกัน

เดี๋ยว EP.2 ก่อนลงบทความแอดจะตรวจความถูกต้องของ EP.1 อีกครั้งครับ ขออภัยในความไม่สะดวก 😆🤭

EP2. เกรินและย่อแนวทางการปฏิบัติ
- การชี้ขาดตัดสินคดีชั้นร้องขัดทรัพย์
- การงดการขายทรัพย์ ระหว่างที่มีการร้องขัดทรัพย์
- การวางเงินประกันในชั้นร้องขัดทรัพย์
- กรณีขาดนัด
- การประนีประนอมยอมความในชั้นร้องขัดทรัพย์
- ทุนทรัพย์คดีร้องขาดทรัพย์
- สังหาริมทรัพย์ที่เก็บไว้นานไม่ได้
- กรณีเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่คัดค้านหรือไม่เข้ามาในคดีตั้งแต่แรก

Cr. คู่มือปฏิบัติ‘ ส่วนวิธีพิจารณาความแพ่ง

บทความน่าสนใจจากท่านอาจารย์วิชัย ช้างหัวหน้า 🙏❤️กฎหมาย..พยานหลักฐานคดีแพ่งและคดีอาญาพยานหลักฐานเป็นหัวใจสำคัญของการพิจาร...
22/09/2025

บทความน่าสนใจ
จากท่านอาจารย์วิชัย ช้างหัวหน้า 🙏❤️

กฎหมาย..พยานหลักฐานคดีแพ่งและคดีอาญา

พยานหลักฐานเป็นหัวใจสำคัญของการพิจารณาคดี ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา เพราะหน้าที่ของศาลคือการค้นหาความจริงและตัดสินคดีอย่างยุติธรรม หากไม่มีพยานหลักฐาน ศาลก็ไม่สามารถชั่งน้ำหนักข้อเท็จจริงหรือวินิจฉัยสิทธิและความผิดได้อย่างถูกต้อง

พยานหลักฐาน (Evidence) คือสิ่งที่คู่ความนำเสนอต่อศาลเพื่อพิสูจน์ “ข้อเท็จจริง” ในคดี ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา จุดมุ่งหมายหลักคือเพื่อให้ศาลเชื่อว่าข้อเท็จจริงนั้น “จริง” หรือ “ไม่จริง” ตามที่กล่าวอ้าง

คดีแพ่ง: ใช้เพื่อพิสูจน์สิทธิ หน้าที่ และความรับผิด เช่น พิสูจน์ว่าลูกหนี้ผิดสัญญา/ผิดนัดชำระหนี้จริงหรือไม่

คดีอาญา: ใช้เพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำความผิดจริงหรือไม่ และต้องพิสูจน์จนปราศจาก “ข้อสงสัยอันสมควร” (Beyond Reasonable Doubt)

เพื่อความเข้าใจภาพรวมของกฎหมาย จะแยกเปรียบเทียบดังต่อไปนี้

1. กฎหมายลักษณะพยานหลักฐานในคดีแพ่ง

1.1 หลักทั่วไป

-พยานหลักฐานใช้เพื่อพิสูจน์ สิทธิและหน้าที่ ของคู่ความ

-ภาระการพิสูจน์ตกอยู่กับฝ่ายที่ กล่าวอ้างข้อเท็จจริง

-การพิสูจน์ต้องถึง ดุลพินิจของศาล ว่ามีมูลน่าเชื่อถือ

1.2 ประเภทของพยานหลักฐาน

-พยานบุคคล (Witness Testimony)
บุคคลที่รู้เห็นเหตุการณ์โดยตรงหรือรับฟังมา

-พยานเอกสาร (Documentary Evidence)
เช่น หนังสือสัญญา ใบเสร็จรับเงิน

-พยานวัตถุ (Physical Evidence)
เช่น ของกลางในคดีแพ่ง

-พยานผู้เชี่ยวชาญ (Expert Evidence)
ใช้เมื่อเรื่องต้องอาศัยความรู้เฉพาะทาง เช่น วิศวกร นักบัญชี

1.3 ภาระการพิสูจน์ (Burden of Proof)

-ฝ่ายที่กล่าวอ้างต้องนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น

-หลัก “ผู้กล่าวอ้างต้องพิสูจน์”
เช่น โจทก์กล่าวว่าจำเลยผิดสัญญา โจทก์ต้องนำสัญญาและหลักฐานแสดงการผิดสัญญามาให้ศาล

1.4 การรับฟังและประเมินพยาน

-ศาลใช้หลัก ดุลพินิจและเหตุผล

-พยานต้องเป็นพยานที่เกี่ยวข้องและเชื่อถือได้

-น้ำหนักพยานพิจารณาตามความสอดคล้องและความน่าเชื่อถือ
________________________________________
2. กฎหมายลักษณะพยานหลักฐานในคดีอาญา

2.1 หลักทั่วไป

-ใช้เพื่อพิสูจน์ว่า จำเลยกระทำผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่

-ต้อง ตีความอย่างเคร่งครัดเพื่อคุ้มครองสิทธิของจำเลย

-มาตรฐานการพิสูจน์: “ปราศจากข้อสงสัยอันสมควร” (Beyond a Reasonable Doubt)

2.2 ประเภทของพยานหลักฐาน

-พยานบุคคล: พยานปากเห็นเหตุการณ์, ผู้เสียหาย, ผู้เชี่ยวชาญ

-พยานเอกสาร: เช่น บันทึกการสืบสวน, กล้องวงจรปิด

-พยานวัตถุ: อาวุธ, ของกลาง, ดีเอ็นเอ

-พยานแวดล้อม (Circumstantial Evidence): พฤติกรรม สถานการณ์ที่ชี้ไปยังจำเลย

2.3 ภาระการพิสูจน์

-อยู่ที่ โจทก์หรือพนักงานอัยการ

-จำเลยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ตนเอง แต่สามารถโต้แย้งได้

2.4 หลักการรับฟังพยาน

-ต้องเป็น พยานที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย

-พยานที่ได้มาโดยมิชอบ เช่น ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน บันทึกเสียงโดยไม่ได้รับความยินยอม อาจถูกศาลตัดออก(บทตัดพยาน..มีเฉพาะในคดีอาญา)

-พยานต้องมีความ น่าเชื่อถือ สอดคล้อง และเพียงพอ

2.5 บทบาทของศาล

-ศาลมีหน้าที่ ไต่สวนและประเมินพยานอย่างรอบคอบ

-หากสงสัยเพียงเล็กน้อย ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย
________________________________________
3. ความแตกต่างสำคัญระหว่างคดีแพ่งและคดีอาญา

ประเด็น คดีแพ่ง คดีอาญา
ภาระการพิสูจน์.. ฝ่ายที่กล่าวอ้าง/ โจทก์หรือรัฐ
มาตรฐานการพิสูจน์.. “ดุลพินิจของศาล” (Balance of Probabilities)/ “ปราศจากข้อสงสัยอันสมควร” (Beyond Reasonable Doubt)
การตีความ.. ยืดหยุ่นกว่า/ เคร่งครัดเพื่อคุ้มครองสิทธิจำเลย
ผลของคดี.. ชำระหนี้, คืนสิทธิ, ชดใช้ค่าเสียหาย/ ลงโทษทางอาญา เช่น จำคุก ปรับ

________________________________________
สรุป
พยานหลักฐานเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการพิจารณาคดี ทั้งในคดีแพ่งและคดีอาญา ความเข้าใจในภาระการพิสูจน์ ประเภทของพยาน และมาตรฐานการพิจารณาของศาล จะช่วยให้ คู่ความ ทนายความหรือพนักงานอัยการ สามารถวางกลยุทธ์ในคดีได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรม

อ.วิชัย wichai
#กฎหมายพยานหลักฐาน

บทความน่าสนใจจากท่านอาจารย์วิชัย  ช้างหัวหน้า 🙏❤️เข้าใจง่าย ๆ: กฎหมายห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราเวลาเราไปกู้ยืมเงิน ไม่ว่...
22/09/2025

บทความน่าสนใจ
จากท่านอาจารย์วิชัย ช้างหัวหน้า 🙏❤️

เข้าใจง่าย ๆ: กฎหมายห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา

เวลาเราไปกู้ยืมเงิน ไม่ว่าจะกู้จากเพื่อน คนรู้จัก หรือแม้แต่เจ้าหนี้นอกระบบ สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้ก็คือ “ดอกเบี้ย” ที่ถูกเรียกเก็บนั้นมีกฎหมายควบคุมอยู่ เพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบลูกหนี้
________________________________________
1. กฎหมายที่ใช้บังคับ
เรื่องดอกเบี้ยนี้มีกฎหมายหลัก ๆ อยู่ 2 ฉบับ คือ

-ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.)
ใช้ควบคุมการกู้ยืมทั่วไป

-พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560
เอาไว้จัดการกับเจ้าหนี้ที่ปล่อยกู้นอกระบบหรือคิดดอกเบี้ยเกินกฎหมาย
________________________________________
2. อัตราดอกเบี้ยสูงสุด
• ถ้าไม่ได้ระบุอัตราดอกเบี้ยในสัญญา กฎหมายกำหนดให้ใช้ 3% ต่อปี /(ป.พ.พ.มาตรา 7)
• ถ้ามีการระบุไว้ในสัญญา จะเรียกได้ไม่เกิน 15% ต่อปี /(ป.พ.พ.มาตรา 654)
• ส่วนกรณีผิดนัดชำระหนี้ จะคิดตามอัตราดอกเบี้ยผิดนัด ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 5% ต่อปี (แต่ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้น โดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยไปตามนั้น เช่น ดอกเบี้ยในสัญญากำหนดไว้ 9% ก็สามารถเรียกดอกเบี้ยผิดนัดได้ 9% เป็นต้น) /(ป.พ.พ.มาตรา 224)
________________________________________
3. ถ้าเรียกเกินอัตรา จะเป็นอย่างไร
• มีผลให้ข้อตกลงดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะทั้งหมด แต่เงินต้นยังสมบูรณ์ ผู้ให้กู้มีสิทธิเรียกร้องคืนได้ เพราะเป็นโมฆะเฉพาะดอกเบี้ยเท่านั้น (ป.พ.พ.มาตรา 150, 173 )
• ถ้าเป็นการปล่อยกู้นอกระบบและคิดดอกเบี้ยโหดเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด เจ้าหนี้อาจถูกดำเนินคดีอาญา ตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 /(มาตรา 4)
oโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
________________________________________
4. ตัวอย่างง่าย ๆ
นาย ก. กู้เงินจากนาย ข. 100,000 บาท โดยตกลงดอกเบี้ย 20% ต่อปี
• ดอกเบี้ยทั้งหมดตกเป็นโมฆะ
• นาย ข. จะเรียกร้องได้เฉพาะเงินต้น 100,000 บาท เท่านั้น
________________________________________
5. ข้อยกเว้น
บางกรณี เช่น สินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ หรือเงินกู้เชิงธุรกิจ อาจถูกควบคุมด้วยกฎหมายเฉพาะที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ต่างหาก เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล หรือ บัตรเครดิต

ปัจจุบันกฎหมายกำหนดให้ธนาคารหรือสถาบันการเงินสามารถเรียกเก็บได้ไม่เกิน 25% ต่อปี
________________________________________
สรุปสั้น ๆ
•เรียกดอกเบี้ยได้ แต่ต้องไม่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนด

•ถ้าเกิน ดอกเบี้ยที่ตกลงกันตกเป็น โมฆะ ลูกหนี้ไม่ต้องจ่าย

•หากเป็นการปล่อยกู้นอกระบบที่โหดเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด(เกิน15%) เจ้าหนี้เสี่ยงโดนคดีอาญา ตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯข้างต้น

อ.วิชัย wichai
#กฎหมายเข้าใจง่าย

บทความน่าสนใจ จากท่านอาจารย์วิชัย ช้างหัวหน้า 🙏❤️โครงสร้างศาลยุติธรรมไทยศาลยุติธรรมไทย  แบ่งออกเป็น 3 ระดับหลัก ๆ ดังนี้...
21/09/2025

บทความน่าสนใจ
จากท่านอาจารย์วิชัย ช้างหัวหน้า 🙏❤️

โครงสร้างศาลยุติธรรมไทย

ศาลยุติธรรมไทย แบ่งออกเป็น 3 ระดับหลัก ๆ ดังนี้

1. ศาลฎีกา (มี 1 ศาล)
-เป็นศาลสูงสุดของประเทศ
-มีหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดคดีที่ผ่านการอุทธรณ์มาแล้ว(ใช้ระบบอนุญาต)
-และมีหน้าที่พิเศษพิจารณาคดีตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ได้แก่ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง (เลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว.)

2. ศาลอุทธรณ์ (มี 11 ศาล)
-ทำหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์จากศาลชั้นต้น / (และคดีเลือกตั้งท้องถิ่น เช่น เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม, ส.ก. / อ.บ.จ./ อ.บ.ต. เป็นต้น)
-มีทั้งศาลอุทธรณ์กลาง, ศาลอุทธรณ์ภาค 1–9 และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

3. ศาลชั้นต้น (มี 265 ศาล)
-เป็นศาลที่เริ่มต้นคดี ประชาชนเข้าถึงได้มากที่สุด
-แบ่งเป็นหลายประเภท เช่น
• ศาลแพ่ง / ศาลอาญา
• ศาลแรงงานกลาง
• ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ
• ศาลจังหวัด (112 ศาล)
• ศาลแขวง (40 ศาล)
• ศาลเยาวชนและครอบครัว (77 ศาล)
• ศาลสาขา : เป็นศาลชั้นต้น ที่เปิดเพิ่มเพื่อความสะดวกของประชาชน เช่น ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด สาขาสุวรรณภูมิ , ศาลจังหวัดสีคิ้ว สาขาปากช่อง เป็นต้น
________________________________________
สรุปง่าย ๆ
• ศาลฎีกา → ศาลสูงสุด
• ศาลอุทธรณ์ → ตรวจสอบการอุทธรณ์
• ศาลชั้นต้น → ศาลที่เริ่มต้นฟ้องคดีโดยตรง

หมายเหตุ: ปัจจุบันศาลมีทั้งหมด277ศาล(ไม่รวมศาลสาขา)

อ.วิชัย wichai
#กฎหมายเข้าใจง่าย

ที่อยู่

Bangkok

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Stone tree international Co., Ltd - Thailandผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Stone tree international Co., Ltd - Thailand:

แชร์