มงคล ยางงาม

มงคล  ยางงาม เดี๋ยวก็รู้เอง เชื่อดิ

เรื่องการปรับขึ้นค่าจ้างประจำปีนั้น ย่อมเป็นไปตามข้อตกลงเกี่ยวกับ สภาพการจ้าง ไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงที่นายจ้างเป็นผู้เสนอให...
12/09/2026

เรื่องการปรับขึ้นค่าจ้างประจำปีนั้น ย่อมเป็นไปตามข้อตกลงเกี่ยวกับ สภาพการจ้าง ไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงที่นายจ้างเป็นผู้เสนอให้ฝ่ายเดียว โดยกำหนด เป็นสวัสดิการ ไว้ในข้อบังคับตั้งแต่แรก หรือ เป็นข้อตกลงที่ฝ่ายลูกจ้างกับฝ่ายนายจ้างตกลงร่วมกัน ผลของข้อตกลงนั้นย่อมผูกพัน ทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามเงื่อนไขตามข้อตกลงนั้น ค่าไฟ 1 ฝ่ายใด ต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงข้อตกลงนั้นก็ต้องใช้ สิทธิ์ตามมาตรา 13 พรบแรงงานสัมพันธ์ ที่กำหนดขั้นตอน การเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเอาไว้ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโดย ฝ่ายเดียวได้
#พอดีได้รับการร้องขอให้หาฎีกาเกี่ยวกับการปรับค่าจ้างประจำปี ผมได้ไปค้นมาให้แล้วเริ่มจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2078/2543
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างจำเลยและลูกจ้างของจำเลยได้กำหนดระเบียบการขึ้นค่าจ้างไว้โดยระบุว่า การขึ้นค่าจ้างตามเวลาที่กำหนด พนักงานตั้งแต่ระดับหัวหน้าผู้ควบคุมงาน (CHIEF FOREMAN) ลงมาจะได้รับการพิจารณาขึ้นค่าจ้างปีละ 2 ครั้ง คือในวันที่ 21 มิถุนายน และวันที่ 21ธันวาคม ของทุกปี แต่ต้องเป็นผู้ที่ทำงานติดต่อกันมาแล้วครบ 6 เดือนขึ้นไป เป็นข้อตกลงที่จำเลยและสหภาพแรงงานได้ร่วมกันพิจารณาและตกลงร่วมกันจึงเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ทั้งสองฝ่ายคือนายจ้างและลูกจ้างจะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
#เมื่อข้อตกลงไม่มีข้อความระบุไว้โดยชัดแจ้งว่าการพิจารณาขึ้นค่าจ้างตามข้อตกลงในข้อนี้ให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างใช้ดุลพินิจพิจารณาขึ้นค่าจ้างให้แก่พนักงานลูกจ้างของจำเลยตามสภาพความเป็นจริงได้
#จำเลยก็ไม่มีอำนาจที่จะกระทำได้ หากในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวมีผลใช้บังคับอยู่นั้น จำเลยได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ กิจการขาดทุนและจำเลยต้องการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างดังกล่าว #จำเลยก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายโดยการแจ้งข้อเรียกร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเสียก่อน เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้แจ้งข้อเรียกร้องขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าว จำเลยจึงต้องปฏิบัติตาม
#แม้ว่าข้อตกลงจะใช้ถ้อยคำว่า "...จะได้รับการพิจารณาขึ้นค่าจ้างปีละ 2 ครั้ง" ก็ตาม
#ถ้อยคำดังกล่าวก็มีความหมายว่าจำเลยจะต้องพิจารณาว่าลูกจ้างคนใดมีผลงานประเมินอย่างไร อยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับการขึ้นค่าจ้างหรือไม่ หากอยู่ในเกณฑ์ได้รับการขึ้นค่าจ้าง ค่าจ้างที่ปรับขึ้นเป็นจำนวนเท่าใดเท่านั้น
#มิใช่เป็นการให้อำนาจแก่จำเลยที่จะใช้ดุลพินิจพิจารณาขึ้นค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างหรือไม่ก็ได้

ผมใช้Aiสรุปเป็นภาพให้ดูง่ายขึ้น

พอเห็น  #คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชำนัญพิเศษที่487/2566 เลยนึกถึงคำพูดเปรียบเปรยที่ว่า "เอ็นดูเขาเอ็นเราขาด" ขึ้นมาได้ เนื่องจ...
10/09/2026

พอเห็น #คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชำนัญพิเศษที่487/2566 เลยนึกถึงคำพูดเปรียบเปรยที่ว่า "เอ็นดูเขาเอ็นเราขาด" ขึ้นมาได้
เนื่องจากปัญหาที่นายจ้างประสบ ภาวะทางเศรษฐกิจ แล้วมาขอความยินยอมให้ลูกจ้าง ลดค่าจ้าง หรือเงินอื่นๆ ในระหว่างที่กำลังประสบปัญหา
แต่สิ่งที่สร้างปัญหาก็คือ การที่นายจ้างขอลดค่าจ้างและเงินอื่นๆแต่ไม่กำหนดระยะเวลาในการลด ซ้ำยังมีบางกรณี ที่พอลดค่าจ้างแล้วยัง หาเหตุเลิกจ้างโดยใช้ฐานค่าจ้างที่ลูกจ้างยอมลดใช้เป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ซึ่งคดีนี้ศาลแรงงานเห็นว่า นายจ้างได้ประโยชน์ จากการที่ลูกจ้างยอมลดค่าจ้าง ใน ระหว่างที่กำลังประสบปัญหาจาก สถานการณ์ระบาดของโรคโควิด 19 อีกทั้งคดีนี้โจทก์หรือลูกจ้าง มีการทำหนังสือแสดงเจตนาว่าจะไม่ยินยอมให้ นายจ้างหักค่าจ้างอีกต่อไป เพราะเห็นว่าสถานการณ์ในช่วงโควิดได้คลี่คลายแล้ว ศาลจึงเห็นว่าค่าจ้างที่ใช้ในการคำนวณจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างทางการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น จะต้องใช้ค่าจ้าง ตามที่ระบุในสัญญาจ้าง มาใช้คำนวณค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกเขาล่วงหน้า
#สิ่งที่อยากจะฝากลูกจ้างทั้งหลายก็คือหากเราเห็นใจนายจ้างและยอมลดค่าจ้าง ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นแบบไหนก็แล้วแต่
#ควรมีกำหนดระยะเวลาการลดที่ชัดเจน ถ้าเป็นไปได้ควรมีการ ตกลงกันเรื่อง ฐาน ค่าจ้างที่ใช้ในการคำนวณ ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้ชัดเจนไปเลย เพื่อที่จะมิได้มีปัญหาต่อกันในภายหลัง หรือ หาเห็นว่า นายจ้างไม่ยอมที่จะปรับ ค่าจ้างให้เป็นไปตามเดิมก็ควรทำหนังสือ ถึงนายจ้างเพื่อให้นายจ้าง ปรับค่าจ้างกลับมาเหมือนเดิม อย่างน้อยก็ใช้ในการเป็นหลักฐานให้การต่อสู้คดีได้นะครับ
#ที่มากองนิติการกระทรวงแรงงาน

คดีนี้โจทก์ทั้งสาม เป็นลูกจ้างชาวเมียนมาร์ ได้ร่วมกันลงลายมือชื่อยื่นข้อเรียกร้องกับ จำเลยที่2 (นายจ้าง) และทำข้อตกลงเกี...
07/09/2026

คดีนี้โจทก์ทั้งสาม เป็นลูกจ้างชาวเมียนมาร์ ได้ร่วมกันลงลายมือชื่อยื่นข้อเรียกร้องกับ จำเลยที่2 (นายจ้าง) และทำข้อตกลงเกี่ยวกับภาพการจ้างมีระยะเวลา 1 ปี ต่อมา นายจ้างไม่ต่อใบอนุญาตทำงานให้ ถือเป็นการเลิกจ้าง เพราะเหตุที่ลูกจ้างยื่นข้อเรียกร้อง และเป็นการเลิกจ้างในระหว่าง ที่ข้อตกลงมีผลใช้บังคับ เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม โจทก์จึงไปยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 1(ครส.) ต่อมาจำเลยที่ 1 ยกคำร้อง ต่อมาโจทก์ไปยื่นคร.7กับพนักงานตรวจแรงงาน ซึ่งมีคำสั่งให้จำเลยที่2จ่ายค่าชดเชยจากนั้นก็ไปห้องเพิกถอนคำสั่ง ครส. จำเลยต่อสู้ว่าเป็นการใช้สิทธิซ้ำซ้อน และสู้ว่าการที่โจทก์ใช้สิทธิร้องพนักงานตรวจแรงงาน และรับค่าชดเชย ถือว่าสละสิทธิในการฟ้องเพิกถอนคำสั่งครส.แล้ว
ชั้นต้นยกฟ้อง
แต่ชั้นฎีกาพิพากษาแก้และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ว่ามีเหตุให้เพิกถอนคำสั่งจำเลยที่1 และจำ่ลยที่2ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมหรือไม่เพียงใด แล้วให้พิพากษาใหม่ตามรูปคดี ลองศึกษาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3310-3313/2567 ดูนะครับ

กรณีที่นายจ้างจะนำเงินประกันการทำงานที่หักไว้เพื่อนำไปชดใช้ค่าเสียหายที่ลูกจ้างกระทำต่อนายจ้างได้ ต้องได้รับความยินยอมจา...
06/09/2026

กรณีที่นายจ้างจะนำเงินประกันการทำงานที่หักไว้เพื่อนำไปชดใช้ค่าเสียหายที่ลูกจ้างกระทำต่อนายจ้างได้ ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อน และต้องเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการทำงานของลูกจ้างเท่านั้น
การที่ลูกจ้างลาออกผิดระเบียบไม่ใช่เหตุที่นายจ้างจะนำมาหักเงินประกันการทำงานนี้ได้ ลองศึกษาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ขำนัญพิเศษที่ 2187/2568 กันดูนะครับ
#ที่มาเกร็ดความรู้คู่แรงงานกองนิติการกระทรวงแรงงาน
#คำพิพากษานี้ยังไม่เป็นที่สิ้นสุดศึกษาเพื่อเป็นแนวทางครับ

มีหลายคนสงสัยว่าทำไมศาลจึงไกล่เกลี่ยให้ลูกจ้างได้รับสิทธิต่ำกว่ากฎหมายได้ ถ้าจะสังเกตให้ดีและได้อ่าน รายงานกระบวนพิจารณา...
04/09/2026

มีหลายคนสงสัยว่าทำไมศาลจึงไกล่เกลี่ยให้ลูกจ้างได้รับสิทธิต่ำกว่ากฎหมายได้ ถ้าจะสังเกตให้ดีและได้อ่าน รายงานกระบวนพิจารณาหรือสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น เราก็จะเห็นว่า ถ้อยคำ ในเอกสารนั้น มักใช้คำว่า "เงินช่วยเหลือ" ไม่ใช่ค่าชดเชย ไม่ใช่ค่าจ้าง หรือเงินที่เรียกตามกฎหมาย เพราะศาลทราบดีว่ากฎหมายแรงงานส่วนใหญ่เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน สัญญาหรือข้อตกลงใดๆ ที่ตกลงต่ำกว่าที่กฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน สัญญานั้นย่อมตกเป็นโมฆะ ตาม ปพพ.มาตรา 150 ดังนั้นศาลจึงมักใช้คำว่า "เงินช่วยเหลือ" และมักจะผูกท้ายด้วยข้อความว่า "ทั้งสองฝ่ายจะไม่ติดใจที่จะเรียกร้องหรือดำเนินคดีต่อกันทั้งทางแพ่งและทางอาญาต่อกันอีกต่อไป" เป็นอันผูกมัดเพื่อไม่ให้ทั้งสองฝ่ายกลับมาฟ้องคดีกันได้อีกลองอ่าน คำพิพากษาศาลฎีกาที่12352/2558(ย่อสั้น) กันดูนะครับ
#ที่มากองนิติการกระทรวงแรงงาน

พอดีได้พาลูกจ้างไปขอรับสิทธิประโยชน์กรณีสามีที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสเสียชีวิต ซึ่งมี ประเด็นที่เห็นว่าน่าจะมาแลกเปลี่ยนกัน...
04/09/2026

พอดีได้พาลูกจ้างไปขอรับสิทธิประโยชน์กรณีสามีที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสเสียชีวิต ซึ่งมี ประเด็นที่เห็นว่าน่าจะมาแลกเปลี่ยนกันเพื่อให้เกิดประโยชน์ ซึ่งข้อเขียนนี้มิได้มีเจตนา ที่จะตำหนิเจ้าหน้าที่ประกันสังคม แต่เพื่อให้เกิดความเข้าใจระหว่างผู้ประกันตนกับผู้ปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ประกันสังคม เขามักจะยึดแนวแนวปฏิบัติที่รับมาจากผู้บังคับบัญชา มากกว่าการจะต้องมาตีความตัวบทกฎหมาย ผมจึงขอแลกเปลี่ยนในประเด็นมุมมองทางกฎหมาย ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับทางประกันสังคม ในเรื่องของผู้มีสิทธิ์ได้รับเงินสงเคราะห์การตายตาม ม.73(2) ซึ่งทางเจ้าหน้าที่เห็นว่าภรรยาบิดามารดาหรือบุตร จะต้องเป็นทายาทที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น เคสนี้เป็นกรณีภรรยามิได้จดทะเบียนสมรสกับผู้ประกันตนผู้เสียชีวิต ภรรยาและบุตร2คน จึงไม่มีสิทธิ์ได้รับเงินสงเคราะห์การตาย คนที่มีสิทธิคือแม่ผู้ตายหรือพ่อผู้ตายกรณีจดทะเบียนกับแม่
แต่ทางเจ้าหน้าที่ก็ได้ให้ #แนวทางไว้อันนี้เผื่อใครไม่ต้องการไปต่อสู้ทางกฎหมายก็ใช้แนวปฏิบัตินี้ได้
1.ให้ไปตกลงกับผู้มีสิทธิที่ชอบด้วยกฎหมายเพื่อให้ความยินยอม ตามเอกสารที่ทางประกันสังคมจัดให้พร้อมแนบเอกสาร บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน ทะเบียนสมรส ของพ่อ แม่ สามี ภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือกรณีของลูกแนบหนังสือรับรองบุตรหรือสูติบัตรที่ระบุว่าผู้ตายคือพ่อ แล้วกลับมายื่นคำร้องี่ประกันสังคม ประกันสังคมจะโอนเงินตามส่วนที่มีสิทธิได้รับ
2.ใช้สิทธิผ่านลูก โดยยื่นคำร้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวเพื่อรับรองบุตร
#ทีนี้มาแลกเปลี่ยนในมุมข้อกฎหมายกัน
มีประเด็นสำคัญทางกฎหมายที่ต้องตั้งคำถามเอาไว้ นั่นคือ
ทำไมกฎหมายจึงใช้ถ้อยคำต่างกัน? โดยกฎหมายประกันสังคม แบ่ง ผู้มีสิทธิ์ได้รับประโยชน์ทดแทน ไว้ สองกลุ่มโดยใช้ถ้อยคำต่างกัน ดังนี้
กลุ่มแรก ใช้คำว่า "ให้จ่ายแก่บุคคลตามลำดับดังนี้ ..." และมาตรา75จัตวา กรณีสงเคราะห์บุตร แล้วทั้ิงสองมาตราก็ระบุเพียง "สามีภริยา บิดามารดา หรือบุตร" โดยไม่ได้กำหนดว่าต้องเป็นสามีภริยา บิดามารดา หรือบุตร ที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
กลุ่มที่สอง ใช้คำว่า "ทายาท ผู้มีสิทธิ์...ได้แก่..." ข้อความนี้อยู่ในมาตรา 77 จัตวา ในกรณีชราภาพ
ประเด็นนี้ผมเห็นว่ากฎหมายมีเจตนาที่ต้องการแยกว่าสิทธิใดต้องเป็นทายาทที่ชอบด้วยกฎหมาย สิทธิใดที่เป็นทายาททางสายเลือดหรือในทางสังคม มิเช่นนั้นก็ต้องใช้คำว่าทายาทผู้มีสิทธิเหมือนๆกัน
2. มีคำพิพากษาฎีกา ที่วินิจฉัยในประเด็นนี้ไว้ หลายฎีกา โดยเฉพาะฎีกาที่ 776/2553 ฎีกานี้ชี้เห็นอย่างชัดเจน เนื่องจากกรณีนี้ พ่อของผู้ประกันตนที่เสียชีวิต เรียกร้องเงิน 2 ส่วน คือ เงินสงเคราะห์การตาย กับเงินชราภาพที่ผู้ประกันตน(ลูก)สะสมไว้
#ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยทำนองว่า กฎหมายมีเจตนาที่จะแยกถ้อยคำระหว่างคำว่า "บุคคล" กับ "ทายาท" ออกจากกันอย่างชัดเจน ดังนั้นกรณีนี้สารจึงตัดสินให้ผู้เป็นพ่อได้รับสิทธิ์เงินสงเคราะห์การตายแต่ไม่มีสิทธิ์ได้รับเงินในกรณีชราภาพของลูก
หมายเหตุ หาก สำนักงานประกันสังคมเห็นว่า คำว่า สามีภริยา บิดามารดา หรือบุตร หมายถึงทายาทที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ทำไมเมื่อมีการแก้กฎหมายประกันสังคม ฉบับที่3 เมื่อ มิ.ย.2558 ที่มีการแก้ไขมาตรา73และ 75 ทำไมถึงไม่แก้ไขให้มันชัดเจน ซึ่งผมได้ยินเสียงของผู้ประกันตนบ่นว่า ทำไม กว่าจะได้สิทธิประโยชน์จากเงินสมทบที่เราส่งไปมันถึงยากเย็นเข็ญใจขนาดนี้ ถ้าเป็นตาสีตาสา คงไม่มีปัญญา จะได้รับสิทธิประโยชน์ ทั้งที่กฎหมาย มันบังคับให้เขาต้องส่งเงินสมทบเข้าประกันสังคม แต่พอจะมีสิทธิ์ได้รับประโยชน์ตามกฎหมาย้าง ก็ไม่เคยได้มาง่ายๆเลย เช่นสิทธิประโยชน์ กรณีเสียชีวิตอย่างกรณีนี้
#ดังนั้นโปรดเลือกผู้สมัครคณะกรรมการประกันสังคม
#หมายเลข1และหมายเลข3 ของกลุ่มแรงงานเพื่อสังคม
#เพื่อที่จะแก้ไขกฎระเบียบให้มันเกิดความชัดเจนและง่ายขึ้น
#27กยเลือกเบอร์1และเบอร์3
"ย่อยาวคำพิพากษาศาลฎีกาที่776/2553"
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการอุทธรณ์ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินสงเคราะห์กรณีตาย 75,000 บาท และเงินบำเหน็จชราภาพ 50,344.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ถัดจากวันที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัดเพชรบุรีแจ้งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว (วันที่ 25 พฤศจิกายน 2548) จนกว่าจำเลยจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลแรงงานภาค 7 พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานประกันสังคมจังหวัดเพชรบุรีที่สั่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์กรณีตายและเงินบำเหน็จชราภาพกรณีตาย และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 156-157/2549 ลงวันที่ 31 มกราคม 2549 ให้จำเลยจ่ายเงินสงเคราะห์กรณีตายและเงินบำเหน็จชราภาพกรณีตายแก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 73, 77 ทวิ และ 77 จัตวา คำขออื่นให้ยก
จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่กรรม นายบรรเจิดทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการเดียวว่า โจทก์ซึ่งเป็นบิดาของนางสาวทัศนีย์ตามความเป็นจริงแต่ไม่ใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย เป็น "ทายาท" ผู้มีสิทธิได้รับบำเหน็จชราภาพตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77 จัตวา วรรคสอง (3) หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ไม่ได้ให้คำจำกัดความคำว่า "บิดา" และคำว่า "ทายาท" ว่ามีความหมายอย่างใด เมื่อพิจารณาบทบัญญัติตามมาตราต่างๆ ในพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 จะเห็นได้ว่า มีการบัญญัติแตกต่างกันชัดเจน กล่าวคือ ในมาตรา 73 (1) การจ่ายเงินค่าทำศพให้จ่ายแก่ "บุคคล" ตามลำดับ ดังนี้ ... มาตรา 73 (2) การจ่ายเงินสงเคราะห์กรณีที่ผู้ประกันตนถึงแก่ความตายให้จ่ายแก่ "บุคคล"... มาตรา 75 จัตวา การจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตรแก่ "บุคคล" ... ตามลำดับ ดังนี้ แต่ในมาตรา 77 จัตวา บัญญัติไว้ชัดเจนแตกต่างจากมาตราดังกล่าวข้างต้น โดยบัญญัติว่า "ทายาท" ของผู้นั้นมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ "ทายาท" ผู้มีสิทธิตามวรรคหนึ่งได้แก่ (1) (2) (3) ... เมื่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวใช้คำว่า "บุคคล" กับ "ทายาท" แสดงว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ที่จะให้มีความหมายแตกต่างกัน และคำว่า "ทายาท" ซึ่งเป็นถ้อยคำในบทบัญญัติของกฎหมาย จึงต้องแปลความหมายโดยเทียบเคียงกับคำว่า "ทายาท" ในกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง ตามบทบัญญัติมาตรา 4 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งในกรณีนี้ก็คือบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ว่าด้วยมรดก ซึ่งมีบทบัญญัติถึงคำว่า "ทายาท" อยู่ในมาตรา 1559, 1603 และ 1629 โดยคำว่า "ทายาท" ในบทบัญญัติดังกล่าวนี้ หมายถึงเฉพาะทายาทที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ดังนั้น คำว่า "ทายาท" ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77 จัตวา จึงต้องหมายถึง ทายาทที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น มิได้หมายความรวมถึงทายาทตามความเป็นจริงด้วยแต่ประการใด และเมื่อโจทก์เป็นบิดาตามความเป็นจริงแต่มิใช่เป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกันตน และมิใช่เป็นทายาทที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกันตน จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 77 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ที่ศาลแรงงานภาค 7 วินิจฉัยให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยในส่วนนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนเงินบำเหน็จชราภาพพร้อมดอกเบี้ย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 7สร้างเป็นภาพ

ถ้านายจ้างให้ทำงานเป็นกะ กะละ12ชม. เวลาจ่ายค่าชดเชย จะใช้ฐานค่าจ้าง 8ชม.หรือ 12ชม.มาใช้คำนวณค่าชดเชย?ลองมาศึกษาคำพิพากษา...
01/09/2026

ถ้านายจ้างให้ทำงานเป็นกะ กะละ12ชม. เวลาจ่ายค่าชดเชย จะใช้ฐานค่าจ้าง 8ชม.หรือ 12ชม.มาใช้คำนวณค่าชดเชย?
ลองมาศึกษาคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ชำนัญพิเศษ ที่ 3969-3975/2567 โดย
ศาลวินิจฉัยว่า การที่นายจ้างทำสัญญาจ้าง โดยตกลงระยะเวลาการทำงานเป็นกะ กะละ 12 ชั่วโมง คือ ตั้งแต่ 6:00 - 18:00 น และตั้งแต่ 18.00 - 06:00 น โดยเป็นเวลาทำงานปกติ 8 ชั่วโมงและเป็นการทำงานล่วงเวลา 4 ชั่วโมง ถือเป็นการหลีกเลี่ยงที่จะไม่ขอความยินยอม จากลูกจ้างในการทำงานล่วงเวลา สัญญานั้นจึงตกเป็นโมฆะ ดังนั้นค่าตอบแทนที่นายจ้างจ่ายให้กับลูกจ้างวันละ 12 ชั่วโมงนั้น จึงถือเป็นค่าตอบแทนตามสัญญาจ้าง ที่จะต้องนำมาคำนวณจ่ายค่าชดเชยด้วย

มีฎีกาน่าสนใจเกี่ยวกับกรณี อำนาจฟ้องและการใช้สิทธิซ้ำซ้อน ซึ่งตามพรบ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ ม.8 วรรคท้าย ได้บัญญัติว่ากรณีที่...
31/08/2026

มีฎีกาน่าสนใจเกี่ยวกับกรณี อำนาจฟ้องและการใช้สิทธิซ้ำซ้อน ซึ่งตามพรบ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ ม.8 วรรคท้าย ได้บัญญัติว่ากรณีที่กฎหมายใดกำหนดให้ต้องใช้สิทธิตามกฎหมายนั้นก่อน จะมาใช้สิทธิที่ศาลเลยไม่ได้ ต้องดำเนินตามขั้นตอนนั้นไปก่อน
ที่น่าสนใจคือการให้สิทธิในการเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่ง กับการกำหนดเงื่อนไขให้ต้องใช้สิทธิ์ตามกฎหมายนั้นก่อนนั้นมันต่างกัน
คดีนี้ศาลวินิจฉัยว่ากฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2549 กำหนดช่องทางให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถอุทธรณ์หรือร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำสถาบันได้ ไม่ได้กำหนดว่าต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายนี้ก่อน แต่เป็นการกำหนดทางเลือกให้ใช้สิทธิที่ศาลก็ได้ ใช้สิทธิตามกฎหมายกฎหมายนี้ก็ได้
อีกประเด็นที่น่าสนใจก็คือคดีนี้ตัวโจทก์(ลูกจ้าง) มีการใช้สิทธิทั้งสองทาง ซึ่งเป็นประเด็นที่ทางฝั่งจำเลยใช้ต่อสู้ แต่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา วินิจฉัยว่า ตัวโจทก์เลือกตัดสินใจใช้ศาลแรงงานก่อน และในขณะที่ยื่นฟ้องก็ยังไม่ได้ไปใช้สิทธิ์ ตามที่กฎหมายให้สิทธิ จึงมีอำนาจฟ้อง สรุปง่ายๆใช้สิทธิที่ศาลก่อน จึงไม่ถือเป็นการใช้สิทธิซ้ำซ้อน แต่ในทางกลับกัน หากเป็นการใช้สิทธิ์ตามที่กฎหมายให้สิทธิ์ไว้ก่อนแล้วไปใช้สิทธิ์ที่ศาลทีหลัง อันนี้จะไม่มีอำนาจฟ้องและถือเป็นการใช้สิทธิ์ซ้ำซ้อนด้วย

"ผมไม่ใช่ทนาย" "ไม่ต้องท่านหรอกครับ  ผมก็คนงานเหมือนคุณแหละ" คำพูดที่มักพูดบ่อยๆเมื่อรับสายคนที่โทรมาปรึกษา บอกเลยว่าผมแ...
31/08/2026

"ผมไม่ใช่ทนาย" "ไม่ต้องท่านหรอกครับ ผมก็คนงานเหมือนคุณแหละ"
คำพูดที่มักพูดบ่อยๆเมื่อรับสายคนที่โทรมาปรึกษา บอกเลยว่าผมแค่คนงาน ที่ใช้โอกาสจากการช่วยเหลือคนงานอื่นๆ รับฟังปัญหาของคนงานอื่นที่มาปรึกษา แล้วนำมาเรียนรู้ข้อกฎหมาย การที่เราทำบ่อยๆ ย่อมทำให้จำได้มากขึ้น แต่ประสบการณ์อย่างเดียวไม่พอสำหรับการเรียนรู้กฎหมาย ต้องกับไปดูที่ตัวบทกฎหมายด้วยครับ ผมอาจโชคดี ที่พาตัวเองเข้าไปหาโอกาส ได้รับการอบรมจากทนายพรนารายณ์ ทุยยะค่าย ได้มีโอกาสอยู่ในห้องพิจารณาคดี ได้เห็นเทคนิคของทนายทั้งฝ่ายเรา ฝ่ายเขา ได้เห็นวิธีคิดของผู้พิพากษา ได้เรียนรู้ขั้นตอนการพิจารณาคดี จึงทำให้พอเขียนคำฟ้อง คำร้อง คำให้การ คำอุทธรณ์ ได้บ้าง แต่ไม่ใช่ว่าผมจะรู้ไปทุกเรื่องหรือรู้มากไปกว่าทนาย
แต่มันเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดี ว่าคนงานที่จบแค่ม.3อย่างผมยังพอรู้กฎหมายได้ คนอื่นก็เรียนรู้ได้ เพียงแต่อย่าด้อยค่าตัวเองแล้วไปให้ค่ากับเงิน อำนาจของนายจ้าง จนไม่กล้าปกป้องสิทธิของตนเอง ข้อสำคัญอย่าคิดแค่เพียงพึ่งพิงคนอื่นอย่างเดียว เราควรคิดที่จะเรียนรู้จากการต่อสู้ของเรา แล้วคิดที่จะช่วยผู้อื่นต่อๆไปบ้าง ผมยินดีให้คำปรึกษาอยู่แล้วครับ เพียงแค่อยากให้คนงานเรียนรู้ไปด้วยอย่าเชื่อใครง่ายๆ ซึ่งผมก็มักบอกคนที่มาขอคำปรึกษาผมเสมอว่า นี่คือความเห็นของผม อย่าเพิ่งเชื่อ ลองถามคนอื่นๆด้วย และที่สำคัญ คุณต้องไปดูข้อกฎหมายด้วย อีกประการหนึ่ง บทบัญญัติในกฎหมายอาจใช้คำหรือภาษาที่ดูเข้าใจยากสักหน่อย เราก็อาจจะลองปรึกษานักกฎหมาย ทนายความหลายๆคน ผมเองก็ขอความเห็นทนายหลายๆคน ทนายชฤทธิ์ ทนายคุ้มเกล้า ทนายหนึ่ง ทนายก้อง หรือแม้นแต่ ข้าราชการ กท.แรงงานหลายคน หรือแม้อาจจะต้องลองใช้ AI ช่วยตีความ ประกอบด้วย ลองดูความเห็นหลายๆทาง เพียงแต่อย่ามีฟอร์มเยอะ ไม่รู้ก็ต้องถาม นี่แหละจึงเรียนรู้เพื่อให้ได้รู้
#เวลาที่เราไปต่อสู้ที่ศาลไม่มีสิทธิ์ที่จะไปต่อสู้ว่าเราไม่รู้กฎหมายนะครับเพราะมันเป็นหน้าที่ที่เราจะต้องรู้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับตัวเรา

กรณีนายจ้างสั่งให้สแตนบายรองาน ที่บ้านนายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างในระหว่างที่รองาน ให้เท่ากับค่าจ้างในเวลาทำงานปกติ (สำหรับลู...
30/08/2026

กรณีนายจ้างสั่งให้สแตนบายรองาน ที่บ้านนายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างในระหว่างที่รองาน ให้เท่ากับค่าจ้างในเวลาทำงานปกติ (สำหรับลูกจ้าง รปภ.ที่ทำงาน12ชม./วันให้คำนวณจากค่าจ้าง 8 ชม.เพราะถือเป็นเวลาทำงานปกติตามกฎกระทรวง) เนื่องจากลูกจ้างพร้อมทำงานแต่นายจ้างไม่จัดหางานให้
และหากยังหางานให้ ลูกจ้างไม่ได้และไม่จ่ายค่าจ้างในระหว่างรองาน ก็จะเข้าข่ายการเลิกจ้างตามมาตรา118วรรคสอง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน

ที่อยู่

Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

+66816502365

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ มงคล ยางงามผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท