SPES LEGAL LAW ปรึกษากฎหมายกับทนายมืออาชีพ

SPES LEGAL LAW  ปรึกษากฎหมายกับทนายมืออาชีพ บริการงานกฎหมาย โดยทนายความผู้เชี่ยวชาญ ให้คำปรึกษาทางกฎหมายและบริการร่างหนังสือสัญญา Free Wifi มีที่จอดรถ

สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์
17/06/2026

สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์

📞ในยุคที่มิจฉาชีพมาในรูปแบบของเสียงตามสาย แก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนคนไทยอย่างมหาศาล หลายคนถูกหลอกจ...
05/06/2026

📞ในยุคที่มิจฉาชีพมาในรูปแบบของเสียงตามสาย แก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนคนไทยอย่างมหาศาล หลายคนถูกหลอกจนหมดเนื้อหมดตัว ปัญหาใหญ่ที่ตามมาคือ เมื่อจับกุมคนร้ายได้แล้ว กฎหมายจะลงโทษแก๊งพวกนี้อย่างไรให้สาสม จะลงโทษรวบยอดครั้งเดียว หรือจับบวกโทษเรียงตัว มาวิเคราะห์ตามฎีกาที่ประชุมใหญ่ ที่พิจารณาในเรื่องนี้ ตาม ฎีกาที่ 2614/2568

ฎีกาเรื่องนี้มีอยู่ว่า #จำเลยในคดีนี้ได้ร่วมกันตั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ขึ้นมาเพื่อหลอกลวงเงินคนไทย โดยพฤติการณ์คือมีการซ่องสุมกำลัง วางแผน และแบ่งหน้าที่กันทำข้ามชาติ จากนั้นก็ทำการโทรไปหลอกลวงผู้เสียหาย อ้างตัวเป็นตำรวจบ้าง เจ้าหน้าที่รัฐบ้าง จนมีคนหลงเชื่อโอนเงินไปให้ เมื่อถูกจับกุมและส่งฟ้องศาล ประเด็นข้อกฎหมายที่เป็นจุดพีคของการต่อสู้คดีคือ การกระทำของแก๊งคอลเซ็นเตอร์นี้ ถือเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม

📍อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือ ถ้าศาลมองว่าเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท (ทำผิดครั้งเดียวแต่ผิดหลายข้อหา) ศาลจะลงโทษข้อหาที่หนักที่สุดเพียงข้อหาเดียว แต่ถ้าศาลมองว่าเป็นหลายกรรมต่างกัน (ทำผิดหลายครั้งหลายเจตนา) ศาลจะลงโทษทุกการกระทำแล้วเอาโทษจำคุกมาบวกกันทั้งหมด ซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้พิจารณาและวางบรรทัดฐานไว้อย่างเฉียบขาด โดยแยกพฤติกรรมของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ออกเป็น 2 ขยัก ดังนี้

1️⃣ ขยักที่ 1 การตั้งแก๊ง (ความผิดฐานอั้งยี่ ซ่องโจร และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ) ศาลชี้ว่า #แค่พวกคุณมาสุมหัวกัน สมคบคิดวางแผนที่จะทำผิด ความผิดมันสำเร็จลงแล้ว ตั้งแต่วินาทีที่ตกลงกัน แม้จะยังไม่ได้ยกหูโทรศัพท์โทรไปหลอกใครเลยก็ตาม การตั้งแก๊งนี้จึงนับเป็นความผิด กรรมที่ 1

2️⃣ ขยักที่ 2 การลงมือหลอกลวง (ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์) ต่อมา เมื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์เริ่มโทรไปหลอกลวงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และส่งข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ #ศาลมองว่าการกระทำนี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่ความผิดฐานตั้งแก๊งมันสำเร็จไปแล้ว มันไม่ใช่การกระทำที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงในคราวเดียวกัน เจตนาตอนโทรหลอกก็แยกต่างหากจากเจตนาตอนตั้งแก๊ง การหลอกลวงนี้จึงนับเป็นความผิด กรรมที่ 2

🎯 เมื่อศาลฎีกาชี้ชัดว่า พฤติกรรมของแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นความผิดแบบต่างกรรมต่างวาระ ผลทางกฎหมายที่ตามมาคือ ศาลสามารถพิพากษาลงโทษจำคุกในฐานความผิดอั้งยี่/ซ่องโจร และนำไปบวกเข้ากับโทษจำคุกในฐานความผิดฉ้อโกงประชาชน/พ.ร.บ.คอมฯ ได้เลย ทำให้ระยะเวลาที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์จะต้องไปนอนชดใช้กรรมในคุกนั้นยาวนานขึ้นอีกหลายเท่าตัว คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ จึงเปรียบเสมือนดาบอาญาสิทธิ์ที่ช่วยปิดช่องโหว่ไม่ให้มิจฉาชีพหัวหมอมาอ้างเรื่องทำผิดกรรมเดียวเพื่อขอลดโทษได้อีกต่อไป ถือเป็นความยุติธรรมที่คืนความชอบธรรมให้กับเหยื่อทุกคน

📞 ยินดีให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมาย
บริษัท สเปซ ลีเกิล ลอว์ จำกัด
https://www.speslegallaw.com
┌──────────────┐
ช่องทางการติดต่อ
🔵 Page Facebook : https://www.facebook.com/share/17V3X9NtFe/?mibextid=wwXIfr

🟢 Line ปรึกษาคดี : https://line.me/ti/p/MNJmOjlPYD

🔴 Tel ปรึกษาคดี : 093-746-0148

⚫️ MAIL : [email protected]

เวลาเราพูดถึงคำว่า  #บุกรุก   เรามักจะเหมารวมว่าการเข้าไปยึดครองที่ดินที่ไม่ใช่ของเรานั้นเป็นความผิดฐานบุกรุกทั้งหมด แต่...
02/06/2026

เวลาเราพูดถึงคำว่า #บุกรุก เรามักจะเหมารวมว่าการเข้าไปยึดครองที่ดินที่ไม่ใช่ของเรานั้นเป็นความผิดฐานบุกรุกทั้งหมด แต่ในทางกฎหมายอาญา (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 และ 365) มีรายละเอียดที่ต้องแยกแยะให้ชัดเจน

📍หัวใจสำคัญของการบุกรุกในทางอาญา การจะเป็นความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญาได้นั้นมีเงื่อนไขสำคัญคือ

1. #ต้องมีเจตนา ผู้กระทำต้องตั้งใจเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์นั้น
2. #ต้องรู้ว่าเป็นของผู้อื่น ต้องรู้ข้อเท็จจริงว่าที่ดินหรือตึกนั้นเป็นของบุคคลอื่น
3. จุดประสงค์ เข้าไป #เพื่อรบกวนการครอบครองทรัพย์นั้นทั้งหมดหรือบางส่วน
ถ้าขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง ก็อาจไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานบุกรุกได้

ตัวอย่างข้อเท็จจริงเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น เมื่อแม่น้ำตื้นเขินจนกลายเป็นที่ดิน จาก 📚คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1163/2562 มีกรณีที่น่าสนใจเกิดขึ้นที่แม่น้ำนครนายก โดยมีรายละเอียดสำคัญ ดังนี้

เดิมทีบริเวณนั้นเป็น "ทางน้ำ" ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่พลเมืองใช้ร่วมกัน ต่อมาน้ำลดลงจนที่ดินตรงนั้นตื้นเขินขึ้นมา ซึ่งตามกฎหมายแล้ว (ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2)) #ที่ดินที่ตื้นเขินนี้ถือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และที่สำคัญคือ มันไม่ใช่ ที่งอกริมตลิ่งตามธรรมชาติของที่ดินเอกชนคนใดคนหนึ่ง เมื่อมีคนบุกรุกเข้าไป จึงไม่ใช่การบุกรุกไปในที่ดินของคนอื่น อันจะเป็นความผิดฐานบุกรุก เพราะที่ดินนั้นเป็นที่สาธารณะนั่นเอง

🔰จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1163/2562
ที่เกิดเหตุเดิมเป็นทางน้ำของแม่น้ำนครนายก เป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ต่อมาตื้นเขินขึ้นเพราะเกิดจากปริมาณน้ำในแม่น้ำลดลง จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) และมิใช่ที่งอกเพราะมิใช่ที่ดินที่งอกออกไปจากริมตลิ่งของที่ดินผู้เสียหายตามธรรมชาติความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362 กฎหมายมุ่งประสงค์จะลงโทษผู้ที่บุกรุก #เข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเท่านั้น ไม่ใช่บทบัญญัติที่จะลงโทษผู้ที่บุกรุกสาธารณสมบัติของแผ่นดินแต่อย่างใด จำเลยทั้งสองบุกรุกที่ดินอันเป็นสาธารณประโยชน์ของแผ่นดินดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งสอง จึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก

❓ ทำไมบุกรุกที่สาธารณะ ถึงไม่ผิด ฐานบุกรุก ตามมาตรานี้ ?

ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้อย่างชัดเจนว่ากฎหมายอาญามาตรา 362 และ 365 มุ่งประสงค์จะลงโทษผู้ที่บุกรุกเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของ ผู้อื่น (บุคคลอื่น) เท่านั้น

สรุปคือ กฎหมายบทนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อลงโทษคนที่เข้าไปยึดถือครอบครอง สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดังนั้น #เมื่อจำเลยเข้าไปครอบครองที่ดินที่เป็นของส่วนรวม (ที่สาธารณประโยชน์) การกระทำนั้นจึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก ตามประมวลกฎหมายอาญามาตราดังกล่าว

⚠️ ข้อควรระวัง
แม้จะบอกว่าไม่ผิดฐานบุกรุกที่สาธารณะไม่ผิดฐานบุกรุกตามกฎหมายอาญามาตรานี้ แต่ไม่ได้แปลว่าเราจะไปยึดที่สาธารณะได้ตามใจชอบ เพราะอาจจะไปผิดกฎหมายฉบับอื่น ๆ เช่นประมวลกฎหมายที่ดิน หรือ กฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับการดูแลที่ดินของรัฐซึ่งอาจมีทั้งโทษทางอาญาและโทษทางปกครองอีกด้วย

📞 ยินดีให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมาย
บริษัท สเปซ ลีเกิล ลอว์ จำกัด
https://www.speslegallaw.com
┌──────────────┐
ช่องทางการติดต่อ
🔵 Page Facebook : https://www.facebook.com/share/17V3X9NtFe/?mibextid=wwXIfr

🟢 Line ปรึกษาคดี : https://line.me/ti/p/MNJmOjlPYD

🔴 Tel ปรึกษาคดี : 093-746-0148

⚫️ MAIL : [email protected]

📱สังคมไทยในโลกยุคใหม่หันมาใช้แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์มากขึ้น ไม่ได้มีแค่การกระทำต่อหน้าอย่างเดียวเท่านั้น หลายคนคงเคยได...
31/05/2026

📱สังคมไทยในโลกยุคใหม่หันมาใช้แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์มากขึ้น ไม่ได้มีแค่การกระทำต่อหน้าอย่างเดียวเท่านั้น หลายคนคงเคยได้ยินคดีเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทบนโลกออนไลน์มาเยอะแล้ว
วันนี้เราจะมาพูดถึง กรณีหากมีการส่งข้อความข่มขู่เพื่อให้ส่งเงิน ถ้าไม่ส่งให้จะเปิดเผยความลับนั้น ผู้ส่งจะมีความผิดฐานใดหรือไม่ และกฎหมายมีหลักเกณฑ์ว่าอย่างไร

🤫คำว่า “ความลับ” หมายถึง #ข้อเท็จจริงที่ไม่ประจักษ์แก่บุคคลทั่วไปและเจ้าของความลับนั้นประสงค์จะปกปิดหรือให้รู้อยู่ในวงจำกัด
การพิจารณาว่าสิ่งใดเป็นความลับ ให้ถือเอาเจตนาของเจ้าของความลับเป็นสำคัญ เช่น การที่ผู้เสียหายถูกผู้ไม่หวังดีข่มขู่ว่าหากไม่นำเงินมาให้จะเปิดเผยความสัมพันธ์ระหว่างผู้เสียหายกับชู้สาว โดยที่ผู้เสียหายเองก็มีครอบครัวแล้ว จะเห็นว่ากฎหมายในเรื่องนี้มิได้กำหนดว่าสิ่งนั้นต้องผิดศีลธรรมหรือถูกกฎหมาย เพียงแค่เป็นความลับที่ไม่ต้องการให้คนทั่วไปรู้ก็มีความผิดได้

➡️ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 338 วางหลักว่า “ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่น ให้ยอมให้ หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับซึ่งการเปิดเผยนั้นจะทำให้ผู้ถูกขู่เข็ญหรือบุคคลที่สามเสียหาย จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานรีดเอาทรัพย์”

1️⃣คำว่า “ให้ยอมให้” หรือ “ยอมจะให้” ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน คือ #การที่ผู้เสียหายถูกบังคับให้ยอมนำส่งเงินหรือสิ่งซึ่งเป็นทรัพย์ แก่ผู้กระทำความผิดหรือผู้อื่นที่ผู้กระทำความผิดให้กระทำการส่งให้

การเปิดเผยความลับนั้นไม่ได้จำกัดแค่เฉพาะชื่อเสียงเท่านั้น แต่รวมไปถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นในทางทรัพย์สินด้วย #แต่ถ้าการเปิดเผยความลับที่กฎหมายให้อำนาจไว้ย่อมไม่เป็นความผิด เช่น แจ้งความหรือกล่าวโทษกับเจ้าหน้าที่พบเพื่อนบ้านมีสารเสพติด หากเป็นการแจ้งตามหน้าที่หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะโดยมิได้เรียกรับเงิน จึงไม่มีความผิดตามมาตรานี้ แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามที่ความลับนั้นเปิดเผยโดยมุ่งหวังที่จะเอาทรัพย์ด้วยหรือสิทธิที่อยู่เหนือตัวทรัพย์ เช่น กรรมสิทธิ์ในที่ดิน หรือสิทธิครอบครอง ก็จะมีความผิดฐานรีดทรัพย์ตามมาตรานี้ได้ มิได้จำกัดเพียงแค่ทรัพย์ที่เป็นเงิน

2️⃣คำว่า “จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น” หากผู้เสียหายที่ถูกข่มขู่ยอมให้ทรัพย์ตามที่ถูกเรียกนั้น #ความผิดตามมาตรานี้ก็จะสำเร็จทันทีแม้จะยังไม่ได้ส่งมอบทรัพย์แต่ผู้ถูกข่มขู่ตกลงว่าจะให้และอยู่ในระหว่างการนำส่ง แต่หากผู้ถูกข่มขู่ยังมิได้ตกลงว่าจะให้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความผิดเสียเลย ยังคงมีความผิดฐานพยายามรีดเอาทรัพย์
เราจะเห็นได้ว่าการเปิดเผยความลับของผู้อื่นนั้นก็มีความผิดฐานหมิ่นประมาทไว้แล้ว แต่หากความลับที่เปิดเผยไว้นั้นนำได้มาซึ่งตัวทรัพย์อันเป็นการไปข่มขู่รีดไถจากตัวผู้เสียหายก็จะมีความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 338 ด้วย เป็นการกระทำที่อาจผิดกฎหมายหลายบท ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท

📚คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1188/2561
จำเลยส่งข้อความทางผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ตถึงโจทก์หลายครั้ง ขู่เข็ญโจทก์ให้จ่ายเงินจำเลย มิเช่นนั้นจะเปิดเผยความลับรูปภาพและวิดีโอที่โจทก์ไปมีความสัมพันธ์ทางเพศกับชายอื่น ในขณะที่ยังไม่ได้หย่าขาดจากจำเลย การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการข่มขืนใจผู้อื่น ให้ยอมให้ หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินโดยขู่เข็ญจะเปิดเผยความลับ ซึ่งการเปิดเผยนั้นจะทำให้ผู้ถูกขู่เข็ญหรือบุคคลที่สามเสียหายครบองค์ประกอบความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ เมื่อโจทก์ไม่ยินยอมมอบเงินให้ตามที่จำเลยขู่เข็ญ #การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามรีดเอาทรัพย์
📚 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2898/2549
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยข่มขู่ผู้เสียหายให้ยอมให้เงิน 300,000 บาท แก่จำเลย #โดยขู่ว่าหากผู้เสียหายไม่ยอมให้เงินจำเลยจะนำภาพเปลือยของผู้เสียหายออกเปิดเผยทำให้ผู้เสียหายยอมให้เงิน 10,000 บาท แก่จำเลยแต่โจทก์ไม่ได้บรรยายมาในคำฟ้องว่า ภาพเปลือยของผู้เสียหายที่จำเลยขู่ว่าจะเปิดเผยนั้นจะทำให้ผู้เสียหายหรือบุคคลที่สามเสียหายอย่างไร ทั้งที่เป็นองค์ประกอบสำคัญ เพราะหากไม่ใช่ความลับที่เปิดเผยแล้วจะทำให้ผู้เสียหายหรือบุคคลที่สามต้องเสียหายก็ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าไม่ใช่ความลับที่ผู้เสียหายต้องการจะปกปิดเอาไว้ไม่ให้เปิดเผยแก่บุคคลทั่วไปอันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338 ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

📚คำพิพากษาฎีกาที่1869/2536
จำเลยกับพวกร่วมกันขู่โจทก์ร่วมให้ยอมให้เงินจำนวน 350,000 บาท แก่จำเลยกับพวก #โดยขู่ว่าถ้าไม่ให้จะนำวีดีโอเทปการร่วมประเวณีระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยไปฉายให้ประชาชนดูและจะฟ้องต่อเจ้าคณะจังหวัดกรมการศาสนาและจะลงหนังสือพิมพ์แม้โจทก์ร่วมจะไม่ได้มอบเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยกับพวก การกระทำของจำเลยกับพวกก็เข้าองค์ประกอบของความผิดฐานพยายามรีดเอาทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338 ประกอบมาตรา 80 แล้ว

📞 ยินดีให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมาย
บริษัท สเปซ ลีเกิล ลอว์ จำกัด
https://www.speslegallaw.com
┌──────────────┐
ช่องทางการติดต่อ
🔵 Page Facebook : https://www.facebook.com/share/17V3X9NtFe/?mibextid=wwXIfr

🟢 Line ปรึกษาคดี : https://line.me/ti/p/MNJmOjlPYD

🔴 Tel ปรึกษาคดี : 093-746-0148

⚫️ MAIL : [email protected]
└─────────────

ในโลกที่ต้องทำธุรกรรมหรือสินเชื่อทางการเงินเรามักจะเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับผู้ค้ำประกัน เพราะการมีผู้ค้ำประกันก็เพื่อลดค...
01/04/2026

ในโลกที่ต้องทำธุรกรรมหรือสินเชื่อทางการเงินเรามักจะเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับผู้ค้ำประกัน เพราะการมีผู้ค้ำประกันก็เพื่อลดความเสี่ยงของผู้ให้บริการทางธุรกรรม หรือสินเชื่อ บางครั้งเราอาจเคยได้ยินเพื่อนบ้านของเราต้องการที่จะซื้อรถคันใหม่แต่เครดิตการเงินไม่ดีและยังไม่ถึงเกณฑ์ตามที่ผู้ให้บริการกำหนดก็จะต้องมีผู้ค้ำประกัน 1 ถึง 2 คนเพื่อเป็นหลักประกันในกรณีที่ผู้ซื้อไม่ชำระเงินผู้ค้ำก็ต้องรับผิด และเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือในการขอสินเชื่อแก่ลูกหนี้

📍แล้วเคยสงสัยไหมว่า ถ้าผู้ค้ำประกันถึงแก่ความตาย สิทธิในการค้ำประกันนั้นจะตกแก่ทายาทหรือไม่หากลูกหนี้ไม่ยอมชำระหนี้ วันนี้จะพาทุกคนมาคลายความสงสัยนี้กัน

🎯 สัญญาค้ำประกันนั้นเป็นสัญญาที่ #ผู้ค้ำประกันยอมผูกพันตนต่อเจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ยอมชำระหนี้

ผู้ค้ำประกันจึงมีความผูกพันต้องชำระหนี้แก่เจ้าหนี้และความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันนั้นเป็นความผูกพันทางทรัพย์สิน ไม่ใช่การเฉพาะตัวที่หากผู้ค้ำถึงแก่ความตายแล้วสิทธิและหน้าที่ต่างๆ จะระงับไปด้วย

การที่ผู้ค้ำประกันทำสัญญากับเจ้าหนี้หรือผู้ให้เช่าของลูกหนี้ #จึงเป็นมรดกตกทอดสู่ทายาทโดยธรรม ซึ่งย่อมต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้ค้ำประกันด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง #แต่ลูกหนี้ก็ไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตนเช่นกัน ตามมาตรา 1600

📝 อธิบายให้เห็นภาพที่ชัดขึ้น ถ้าผู้ค้ำประกันไปทำสัญญาค้ำประกันไว้จำนวน 500,000 บาท ต่อมาผู้ค้ำประกันถึงแก่ความตาย แต่ก็มีมรดกตกทอดถึงทายาท 100,000 บาท #ทายาทจะรับผิดชอบชดใช้ให้เจ้าหนี้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทเท่านั้นตามส่วนที่ตนได้รับมรดกมา ส่วนอีก 400,000 บาทที่เหลือ ทายาทไม่ต้องควักเงินส่วนตัวมาจ่าย เป็นอันว่าหนี้ก้อนนี้ก็หายไปไม่ต้องรับผิดใดๆอีก

📚 ดังปรากฎในคำพิพากษาฎีกาที่ 1303/2564 ที่ศาลได้วินิจฉัยว่า "สัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาที่ผู้ค้ำประกันยอมผูกพันตนต่อเจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ผู้ค้ำประกันไม่ได้มีหนี้ที่จะต้องปฏิบัติโดยอาศัยความสามารถหรือคุณสมบัติบางอย่างซึ่งต้องกระทำเป็นการเฉพาะตัว ผู้ค้ำประกันมีความผูกพันต้องชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้อันเป็นความผูกพันในทางทรัพย์สิน แม้ขณะผู้ค้ำประกันถึงแก่ความตายผู้กู้ยังไม่ผิดนัดชำระหนี้ #สัญญาค้ำประกันหาได้ระงับไปเพราะความตายของผู้ค้ำประกันไม่ #สิทธิหน้าที่และความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันย่อมตกแก่ทายาท แต่ทายาทไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของผู้ค้ำประกันที่ตกทอดได้แก่ตน แต่เมื่อเจ้าหนี้ไม่ได้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังทายาทของผู้ค้ำประกันภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ผู้กู้ผิดนัด เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ทายาทของผู้ค้ำประกันรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน”

📞 ยินดีให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมาย
บริษัท สเปซ ลีเกิล ลอว์ จำกัด
https://www.speslegallaw.com
┌──────────────┐
ช่องทางการติดต่อ
🔵 Page Facebook : https://www.facebook.com/share/17V3X9NtFe/?mibextid=wwXIfr

🟢 Line ปรึกษาคดี : https://line.me/ti/p/MNJmOjlPYD

🔴 Tel ปรึกษาคดี : 093-746-0148

⚫️ MAIL : [email protected]
└─────────────

23/04/2569   นัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษา  ในคดีที่ลูกความของสำนักงาน ถูก   #สำนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดเงินฝากในบัญชีธน...
24/03/2026

23/04/2569 นัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษา ในคดีที่ลูกความของสำนักงาน ถูก #สำนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดเงินฝากในบัญชีธนาคารไว้เป็นเงินกว่าหกแสนบาท แต่เนื่องจากลูกความแจ้งว่าเงินจำนวนดังกล่าวไม่ใช่เงินส่วนตัวของลุกความเองที่สำนักงานบังคับคดีจะอายัดเอาไว้ได้

ในคดีนี้สำนักงานได้เข้ามาดูแล ตั้งแต่ในชั้นบังคับ มีการยื่นหนังสือชี้แจ้งต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี จนกระทั่งสำนักงานบังคับคดี ได้มีคำสั่งคืนเงินให้แก่ลูกควาไว้เป็นเงินจำนวนสี่แสนบาท แต่สำนักงานบังคับคดีก็ยังคงอายัดเงินฝากในบัญชีธนาคารของลูกความไว้อีกจำนวนสองแสนบาท

สำนักงานจึงได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว เนื่องจาก #เงินเหล่านั้นเป็นเงินที่ไม่อยู่ในข่ายแห่งการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 302

ในวันนี้ ศาลได้มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่อายัดเงินจำนวนสองแสนบาท และให้สำนักงานบังคับคดีคืนเงิน 196,000 บาทให้แก่ลูกความ

📞 ยินดีให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมาย
บริษัท สเปซ ลีเกิล ลอว์ จำกัด
https://www.speslegallaw.com
┌──────────────┐
ช่องทางการติดต่อ
🔵 Page Facebook : https://www.facebook.com/share/17V3X9NtFe/?mibextid=wwXIfr

🟢 Line ปรึกษาคดี : https://line.me/ti/p/MNJmOjlPYD

🔴 Tel ปรึกษาคดี : 093-746-0148

⚫️ MAIL : [email protected]
└─────────────

 #เงินประกันความเสียหายที่วางไว้ในวันทำสัญญาเช่า เป็นเงินมัดจำหรือไม่      📍ในการทำสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็น...
06/03/2026

#เงินประกันความเสียหายที่วางไว้ในวันทำสัญญาเช่า เป็นเงินมัดจำหรือไม่

📍ในการทำสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน อาคารพาณิชย์ หรือที่ดิน ผู้ให้เช่ามักเรียกเก็บเงินก้อนหนึ่งจากผู้เช่าในวันทำสัญญา โดยมักเรียกรวม ๆ กันว่า “เงินมัดจำ” และเข้าใจกันโดยทั่วไปว่า หากผู้เช่าผิดสัญญา ผู้ให้เช่ามีสิทธิริบเงินก้อนนี้ได้ทันที

อย่างไรก็ตาม ในทางกฎหมาย เงินที่วางไว้ในวันทำสัญญา ไม่จำเป็นต้องเป็นเงินมัดจำเสมอไป การจะวินิจฉัยว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินมัดจำที่ริบได้ หรือเป็นเพียงเงินประกันความเสียหายที่ต้องคืนเมื่อสิ้นสุดสัญญา จำเป็นต้องพิจารณาจาก เจตนาและถ้อยคำที่ระบุไว้ในสัญญาเป็นสำคัญ

📖 ตามหลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 ได้นิยามเงินมัดจำไว้ว่า

“ #เมื่อเข้าทำสัญญา ถ้าได้ให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ #ท่านให้ถือว่าการที่ให้มัดจำนั้นย่อมเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญานั้นได้ทำกันขึ้นแล้ว อนึ่ง มัดจำนี้ย่อมเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้นด้วย”

จากนิยามความหมายตามมาตรา 377 ทำให้เข้าใจว่า เงินมัดจำ คือ #สิ่งที่ให้แก่กันไว้ในวันทำสัญญา เพื่อเป็นหลักฐานในการทำสัญญาต่อกัน และยังเป็นหลักประกันให้แก่กันด้วยว่าจะปฏิบัติตามสัญญาต่อกัน หากฝ่ายที่มอบมัดจำผิดสัญญา หรือละเลยไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ #ฝ่ายที่รับมัดจำย่อมมีสิทธิที่จะเอามัดจำนั้นเป็นของตนได้ แต่ในทางกลับกัน หากฝ่ายที่รับมัดจำไว้เป็นฝ่ายผิดสัญญา ก็ต้องคืนมัดจำนี้แก่อีกฝ่าย ดังนั้น ❣️ #มัดจำจึงเป็นหลักฐานในการทำสัญญาและหลักประกันให้ปฏิบัติตามสัญญา

ตามกรณีปัญหาว่า เงินประกันความเสียหายที่วางไว้ในวันทำสัญญาเช่านั้น เป็นเงินมัดจำหรือไม่ ประเด็นนี้สะท้อนชัดจาก 📚คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 652/2565 ซึ่งผู้เช่าได้วางเงินจำนวน 500,000 บาท ในวันทำสัญญาเช่า เมื่อสัญญาเลิกกัน ผู้ให้เช่าอ้างว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินมัดจำและขอริบเงินไว้ แต่ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า เงินก้อนนี้ ไม่ใช่เงินมัดจำ

เหตุผลสำคัญคือ ข้อสัญญาระบุวัตถุประสงค์ของเงินดังกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า #เป็นเงินที่วางไว้เพื่อเป็นประกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการผิดสัญญา มิใช่เงินที่ให้ไว้เพื่อเป็นหลักฐานการทำสัญญาอันเป็นลักษณะของเงินมัดจำ นอกจากนี้ สัญญายังกำหนดเงื่อนไขการริบเงินไว้อย่างจำกัด โดยให้ริบได้เฉพาะกรณีผู้เช่าไม่ชำระค่าเช่าเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงในคดีไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว ผู้ให้เช่าจึงไม่มีสิทธิริบเงิน และต้องคืนเงิน 500,000 บาท ให้แก่ผู้เช่า

คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับคู่สัญญาเช่าทุกฝ่าย โดยเฉพาะผู้ให้เช่าที่ควรตระหนักว่า ในทางกฎหมาย ชื่อเรียกของเงินไม่สำคัญเท่ากับวัตถุประสงค์และเงื่อนไขที่เขียนไว้ในสัญญา หากต้องการให้มีสิทธิริบเงินเมื่อผู้เช่าผิดสัญญา จำเป็นต้องระบุข้อความให้ชัดเจนและครอบคลุม มิฉะนั้น เงินที่คิดว่าเป็นของตนอาจต้องถูกส่งคืนให้แก่ผู้เช่าในที่สุด

📞 ยินดีให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมาย
บริษัท สเปซ ลีเกิล ลอว์ จำกัด
https://www.speslegallaw.com
┌──────────────┐
ช่องทางการติดต่อ
🔵 Page Facebook : https://www.facebook.com/share/17V3X9NtFe/?mibextid=wwXIfr

🟢 Line ปรึกษาคดี : https://line.me/ti/p/MNJmOjlPYD

🔴 Tel ปรึกษาคดี : 093-746-0148

⚫️ MAIL : [email protected]
└──────────────

🏝️     ในโลกของการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ภาพโฆษณา และ โมเดลจำลอง มักเป็นสิ่งแรกที่ดึงดูดใจผู้ซื้อ  #หลายคนตัดสินใจจองคอนโ...
05/03/2026

🏝️ ในโลกของการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ภาพโฆษณา และ โมเดลจำลอง มักเป็นสิ่งแรกที่ดึงดูดใจผู้ซื้อ #หลายคนตัดสินใจจองคอนโดเพราะภาพสวนหย่อมสีเขียวขจีหน้าโครงการ แต่จะเกิดอะไรขึ้นหากวันหนึ่งสวนหย่อมที่สัญญาไว้กลายเป็นอาคารสูงอีกหลังมาตั้งตระหง่านแทนที่ เราจะบอกเลิกสัญญาและขอเงินคืนได้ทันทีหรือไม่ เรื่องนี้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1138/2542 ได้วางบรรทัดฐานที่น่าสนใจ ไว้เป็นอุทาหรณ์

ในคดีนี้ ผู้ซื้อได้ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดโดยอ้างว่า #ตนเองหลงเชื่อตามใบโฆษณาและโมเดลจำลองที่โครงการแสดงไว้ว่าจะมีสวนหย่อมขนาดใหญ่ตั้งอยู่หน้าอาคาร แต่เมื่อเวลาผ่านไป โครงการกลับไม่ได้สร้างสวนตามที่สัญญาไว้ แต่กลับดำเนินการตอกเสาเข็มและก่อสร้างอาคารชุดอีกหลังขึ้นมาแทนที่บนพื้นที่นั้น เมื่อผู้ซื้อเห็นว่าโครงการทำผิดสัญญาอย่างชัดเจน จึงตัดสินใจบอกเลิกสัญญาและเรียกร้องให้โครงการคืนเงินดาวน์ทั้งหมดที่จ่ายไป
แต่ทางฝั่งโครงการกลับโต้แย้งว่า #ภาพสวนหย่อมในโฆษณาเป็นเพียงทัศนียภาพสมมติ เพื่อความสวยงามเท่านั้น #และไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสัญญาหลัก อีกทั้งผู้ซื้อเองก็รับทราบเรื่องการก่อสร้างอาคารหลังใหม่มาโดยตลอดแต่กลับเพิกเฉยไม่เคยทักท้วง

หัวใจของคดีนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าโครงการเปลี่ยนแบบหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าการเปลี่ยนแบบนั้นเป็นสาระสำคัญของสัญญา สำหรับผู้ซื้อคนนี้จริงหรือไม่ ศาลฎีกาได้พิจารณาจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลา 2 ปีเศษที่ผู้ซื้อผ่อนดาวน์ และพบพฤติการณ์ที่เป็นจุดชี้ขาดคดีที่สำคัญดังนี้

➡️ #เรื่องความชัดเจนของพื้นที่ ก่อนจะเปิดขาย โครงการได้มีการตอกเสาเข็มนับร้อยต้นไว้ในพื้นที่ที่อ้างว่าเป็นสวนหย่อมแล้ว ซึ่งเสาเข็มเหล่านั้นโผล่พ้นดินขึ้นมาให้เห็นอย่างชัดเจนว่าไม่ใช่การเตรียมพื้นที่เพื่อทำสวน และในขณะที่อาคารหลังใหม่ (ที่มาแทนสวน) ก่อสร้างขึ้นไปถึงชั้น 3 ผู้ซื้อก็ยังคงเดินทางมาที่โครงการและผ่อนชำระเงินดาวน์ต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีการทำหนังสือคัดค้านหรือแจ้งเตือนใด ๆ

➡️ #อีกทั้งยังมีการเซ็นรับรอง เมื่อโครงการสร้างห้องชุดเสร็จ ผู้ซื้อได้ลงลายมือชื่อในใบรับมอบบ้าน โดยรับรองว่าการก่อสร้างเป็นไปตามมาตรฐานและถูกต้องตามแบบทุกประการ ทั้งที่ในวันนั้นอาคารที่มาบังวิวสวนก็ได้ตั้งตระหง่านอยู่แล้ว

➡️ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การที่ผู้ซื้อรู้เห็นการก่อสร้างอาคารอื่นมาโดยตลอด แต่ยังคง #ปฏิบัติตามสัญญาและเซ็นรับมอบห้องโดยไม่โต้แย้ง ย่อมแสดงให้เห็นว่า การมีสวนหย่อมหน้าอาคารไม่ใช่สาระสำคัญในการตัดสินใจเข้าทำสัญญาของผู้ซื้อรายนี้ เมื่อไม่ใช่สาระสำคัญ การที่โครงการไม่สร้างสวนจึงไม่ถือเป็นการผิดสัญญาในระดับที่ผู้ซื้อจะใช้เป็นเหตุผลในการบอกเลิกสัญญาเพื่อขอเงินคืนได้

อุทาหรณ์จากคดีนี้ทำให้รู้ว่า หากผู้จะซื้อคอนโดพบว่าสิ่งที่โครงการกำลังทำอยู่นั้นไม่ตรงปก ไม่ตรงตามที่โฆษณาไว้ หรือเปลี่ยนแบบไปจากที่ตกลงกัน ต้องทำ #หนังสือคัดค้านหรือโต้แย้งเป็นลายลักษณ์อักษรทันที ห้ามเพิกเฉยหรือชำระเงินต่อไปเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะในทางกฎหมาย ความนิ่งเฉยจะถูกตีความว่ายอมรับในสภาพนั้นแล้ว และจะนำมาใช้เป็นเหตุในการบอกเลิกสัญญาภายหลังได้ยาก

📞 ยินดีให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมาย
บริษัท สเปซ ลีเกิล ลอว์ จำกัด
https://www.speslegallaw.com
┌──────────────┐
ช่องทางการติดต่อ
🔵 Page Facebook : https://www.facebook.com/share/17V3X9NtFe/?mibextid=wwXIfr

🟢 Line ปรึกษาคดี : https://line.me/ti/p/MNJmOjlPYD

🔴 Tel ปรึกษาคดี : 093-746-0148

⚫️ MAIL : [email protected]
└──────────────

🗼ในเส้นทางของการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ จุดที่มักสร้างปัญหาและนำไปสู่การฟ้องร้องมากที่สุดจุดหนึ่งคือ “วันนัดโอนกรรมสิ...
02/03/2026

🗼ในเส้นทางของการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ จุดที่มักสร้างปัญหาและนำไปสู่การฟ้องร้องมากที่สุดจุดหนึ่งคือ “วันนัดโอนกรรมสิทธิ์” หลายครั้งที่ผู้ซื้อเปลี่ยนใจ ไม่พร้อม หรือพบเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ไม่อยากรับโอนห้องชุดนั้นแล้ว ที่เห็นได้บ่อยคือ กู้สินเชื่อจากธนาคารไม่ผ่าน จึงเกิดคำถามสำคัญตามมาว่า “ #เงินที่จ่ายไปตั้งมากมาย ทั้งเงินจอง #เงินทำสัญญา และ #เงินดาวน์ เรามีสิทธิจะขอคืนได้หรือไม่”

เพื่อให้เข้าใจสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายอย่างถูกต้อง เราต้องทำความเข้าใจสถานะของเงินแต่ละก้อนเสียก่อน โดยเทียบเคียงกับหลักกฎหมายและแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4128/2543

📍เมื่อเราตกลงซื้อคอนโด เงินที่เราจ่ายไปจะถูกแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ซึ่งมีผลทางกฎหมายต่างกันเมื่อเกิดการผิดสัญญา ดังนี้

1. #เงินมัดจำ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 มัดจำ คือทรัพย์สินหรือเงินที่ให้ไว้แก่กันในวันทำสัญญา เพื่อเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาได้ทำขึ้นแล้วและเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญา ผลทางกฎหมาย คือ หากฝ่ายที่วางมัดจำ (ผู้ซื้อ) ละเลยไม่ชำระหนี้หรือผิดสัญญา อีกฝ่าย (ผู้ขาย) มีสิทธิริบเงินมัดจำนั้นได้ทันทีตามมาตรา 378 (2)

2. #เงินทำสัญญา เงินก้อนนี้มักจะจ่ายในวันที่ทำสัญญาจะซื้อจะขาย แม้จะเรียกชื่อต่างกัน แต่โดยพฤติการณ์แล้วเป็นการจ่ายในวันทำสัญญาเพื่อเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญา ดังนั้นในทางกฎหมาย ศาลมักตีความว่าเงินทำสัญญามีสถานะเป็นเงินมัดจำเช่นกัน ซึ่งผู้ขายมีสิทธิริบได้หากเราผิดสัญญา

3. #เงินดาวน์ คือเงินที่ผ่อนชำระเป็นงวด ๆ ภายหลังจากทำสัญญาไปแล้ว ถือเป็น “การชำระราคาบางส่วน” ไม่ใช่เงินมัดจำ โดยหลักการแล้ว หากมีการเลิกสัญญา คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามมาตรา 391 วรรคหนึ่ง คือผู้ขายต้องคืนเงินดาวน์ให้ผู้ซื้อ แต่ผู้ขายมีสิทธิหักค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริงได้ หรือริบตามข้อสัญญาเบี้ยปรับที่ระบุไว้

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ต้องพิจารณาคดีตัวอย่างจาก

📚คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4128/2543 ซึ่งโจทก์ (ผู้ซื้อ) ได้จองซื้อห้องชุดและผ่อนดาวน์รวมเป็นเงินกว่า 1 ล้านบาท แต่เมื่อถึงกำหนดโอนกรรมสิทธิ์ ผู้ซื้อกลับปฏิเสธไม่ยอมรับโอนโดยอ้างเหตุผลหลัก 2 ประการ คือ 1) พื้นที่ห้องจริงน้อยกว่าที่ระบุในสัญญาประมาณ 9-10% ทำให้ตนสำคัญผิดในสาระสำคัญ และ 2) โครงการแยกสัญญาซื้อขายห้องชุดกับเฟอร์นิเจอร์เพื่อเลี่ยงภาษี เป็นโมฆะ และอ้างว่าตนอยู่ต่างประเทศไม่ทราบเรื่องที่แจ้งไปรับโอน
ศาลฎีกาได้วินิจฉัยข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงไว้ว่า เรื่องพื้นที่ห้อง การที่พื้นที่หายไปเพียงเล็กน้อย (ไม่เกินร้อยละ 10) ยังถือว่าอยู่ในขอบเขตที่ยอมรับได้ตามสัญญา #ไม่ถือเป็นเหตุให้ผู้ซื้ออ้างว่าสำคัญผิดในสาระสำคัญเพื่อบอกเลิกสัญญาได้ ส่วนเรื่องสัญญาแยกฉบับ การแยกสัญญาซื้อขายห้องชุดกับเฟอร์นิเจอร์ เป็นสิทธิที่ทำได้และผู้ซื้อก็ยินยอมเซ็นสัญญาเอง ไม่ถือเป็นโมฆะ และสุดท้ายเรื่องที่สำคัญที่สุด ศาลฎีกามองว่าการอยู่ต่างประเทศไม่ใช่ข้ออ้างตามกฎหมาย เมื่อผู้ซื้อไม่ไปตามนัด ผู้ซื้อจึงตกเป็นฝ่ายผิดสัญญา ทำให้โครงการมีสิทธิริบเงินมัดจำ (รวมถึงเงินจองและเงินทำสัญญา) ตาม ป.พ.พ. มาตรา 378 สำหรับ
#เงินดาวน์ แม้โดยหลักต้องคืนเพื่อให้กลับสู่ฐานะเดิม #แต่เนื่องจากในสัญญาจะซื้อจะขายส่วนใหญ่มักมีข้อตกลงเรื่องเบี้ยปรับหรือการริบเงินที่ชำระมาแล้วทั้งหมดหากผู้ซื้อผิดสัญญา ประกอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเสียโอกาสขาย ศาลในคดีนี้จึงพิพากษายืนให้ยกฟ้องโจทก์ ซึ่งผลทางปฏิบัติคือ ผู้ซื้อไม่ได้รับเงินคืนเลยทั้งก้อนกว่า 1 ล้านบาท

ดังนั้น คำตอบของคำถามที่ว่า หากเราไม่ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุด เราจะฟ้องเรียกเงินคืนได้ไหม ก็ต้องพิจารณาว่าเงินที่เราจ่ายไปนั้นเป็นเงินอะไรบ้าง และใครเป็นฝ่ายผิดสัญญา รวมไปถึงข้อตกลงในสัญญาด้วยว่าตกลงกันไว้ว่าอย่างไร ซึ่งจะต้องพิจารณาประกอบกัน

หากเป็น #เงินมัดจำแล้วฝ่ายผู้ซื้อที่เป็นฝ่ายผิดสัญญาเอง ผู้ขายย่อมมีสิทธิที่จะริบเงินก้อนนั้นได้

#ส่วนเงินดาวน์ เป็นเงินที่ให้หลังทำสัญญา ศาลถือว่าเป็นการชำระราคาบางส่วน #เมื่อเลิกสัญญาต้องคืนแก่กัน ซึ่งศาลก็มักจะพิจารณาให้คืนเงินก้อนนี้แก่ผู้ซื้อ แต่จะคืนเต็มจำนวนหรือไม่นั้นต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์อื่นๆ ประกอบ เช่น ใครเป็นฝ่ายผิดสัญญา ความเสียหายของผู้ขาย เป็นต้น

📞 ยินดีให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมาย
บริษัท สเปซ ลีเกิล ลอว์ จำกัด
https://www.speslegallaw.com
┌──────────────┐
ช่องทางการติดต่อ
🔵 Page Facebook : https://www.facebook.com/share/17V3X9NtFe/?mibextid=wwXIfr

🟢 Line ปรึกษาคดี : https://line.me/ti/p/MNJmOjlPYD

🔴 Tel ปรึกษาคดี : 093-746-0148

⚫️ MAIL : [email protected]
└──────────────

ปัญหาความขัดแย้งในครอบครัวเรื่องการจัดการมรดกมักนำไปสู่การฟ้องร้องทางกฎหมายอยู่เสมอ  #โดยเฉพาะในกรณีที่มีทายาทคนใดคนหนึ่...
28/02/2026

ปัญหาความขัดแย้งในครอบครัวเรื่องการจัดการมรดกมักนำไปสู่การฟ้องร้องทางกฎหมายอยู่เสมอ #โดยเฉพาะในกรณีที่มีทายาทคนใดคนหนึ่งครอบครองโฉนดที่ดินมรดกไว้ แล้วไม่ยอมส่งมอบให้แก่ผู้จัดการมรดกเพื่อนำไปแบ่งปันตามเจตนารมณ์ของผู้ตายซึ่งเป็นเจ้ามรดก จนนำไปสู่การแจ้งความดำเนินคดีอาญาในข้อหา เอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188

ซึ่งกรณีนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 842/2568 ได้วางบรรทัดฐานที่สำคัญไว้ว่า #พฤติการณ์ดังกล่าวอาจไม่ใช่ความผิดทางอาญาเสมอไปเนื่องจากสถานะความเป็นเจ้าของในทรัพย์สินนั้นเอง

ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ตามมาตรา 188 แห่งประมวลกฎหมายอาญานั้น วางหลักไว้ว่า
“ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ ซึ่งพินัยกรรมหรือเอกสารใดของผู้อื่น ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษ...”

ตามมาตรานี้ในทางกฎหมายนั้น การจะเป็นความผิดฐานนี้ได้ จะต้องเป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น หรือเอาไปเสียซึ่งพินัยกรรมหรือเอกสารใดของผู้อื่น ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน

📍หัวใจสำคัญของคดีนี้จึงอยู่ที่การพิจารณาว่า “โฉนดที่ดินผืนที่พิพาทกันนั้นถือเป็นเอกสารของผู้อื่นหรือไม่” โดยหลักการแล้ว เมื่อบุคคลใดถึงแก่ความตาย มรดกของผู้นั้นย่อมตกทอดแก่ทายาททันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 และมาตรา 1603 ซึ่งหมายความว่าทายาททุกคนที่มีสิทธิรับมรดกจะมีสถานะเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์สินเหล่านั้นทันทีตั้งแต่วินาทีที่เจ้ามรดกเสียชีวิตลง

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยในคดีนี้ว่า #เมื่อที่ดินและโฉนดที่ดินที่จำเลยถือไว้นั้นเป็นทรัพย์มรดกที่ต้องนำมาแบ่งปันกันระหว่างทายาทรวม 6 คน ซึ่งมีทั้งตัวโจทก์ที่เป็นผู้จัดการมรดกและจำเลยรวมอยู่ด้วย ตราบใดที่การจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย #ทายาททุกคนรวมถึงจำเลยย่อมมีสถานะเป็นเจ้าของรวมในโฉนดที่ดินฉบับดังกล่าว
เมื่อจำเลยเป็นเจ้าของรวมคนหนึ่งในเอกสารนั้น โฉนดที่ดินจึงไม่ใช่เอกสารของผู้อื่น ตามองค์ประกอบความผิดในทางอาญาตามมาตรา 188
แม้ว่าการที่จำเลยไม่ยอมส่งมอบโฉนดที่ดินให้ผู้จัดการมรดกจะส่งผลให้การแบ่งปันทรัพย์สินเกิดความขัดข้องหรือสร้างความเสียหายต่อการจัดการมรดกเพียงใดก็ตาม ศาลฎีกามองว่าเรื่องนี้เป็นข้อพิพาทโต้แย้งสิทธิกันในทางแพ่งที่ผู้จัดการมรดกจะต้องไปว่ากล่าวใช้สิทธิฟ้องร้องเพื่อให้ส่งมอบทรัพย์สินหรือโฉนดที่ดินในทางแพ่งต่อไป แต่ในทางอาญาการกระทำของจำเลยยังขาดองค์ประกอบความผิด จำเลยจึงไม่ต้องรับโทษจำคุกในข้อหาเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น

จากคำพิพากษานี้ เป็นเครื่องเตือนใจว่าการใช้กฎหมายอาญามาจัดการปัญหาหนี้มรดกภายในครอบครัวอาจไม่ได้ผลเสมอไป หากคู่กรณีมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินนั้นอยู่ด้วย การทำความเข้าใจขอบเขตระหว่างสิทธิในทางแพ่งและความผิดทางอาญาจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อที่จะเลือกใช้กระบวนการทางกฎหมายให้ถูกต้องและตรงจุดที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดการเสียเวลาและเกิดข้อผิดพลาดตามมา

📞 ยินดีให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมาย
บริษัท สเปซ ลีเกิล ลอว์ จำกัด
https://www.speslegallaw.com
┌──────────────┐
ช่องทางการติดต่อ
🔵 Page Facebook : https://www.facebook.com/share/17V3X9NtFe/?mibextid=wwXIfr

🟢 Line ปรึกษาคดี : https://line.me/ti/p/MNJmOjlPYD

🔴 Tel ปรึกษาคดี : 093-746-0148

⚫️ MAIL : [email protected]
└──────────────

ที่อยู่

เลียบกาญจนาภิเษก
Bangkok
10220

เวลาทำการ

จันทร์ 07:30 - 20:00
อังคาร 07:30 - 20:00
พุธ 07:30 - 20:00
พฤหัสบดี 07:30 - 20:00
ศุกร์ 07:30 - 20:00
เสาร์ 07:30 - 20:00
อาทิตย์ 07:30 - 20:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ SPES LEGAL LAW ปรึกษากฎหมายกับทนายมืออาชีพผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท