21/08/2023
**-สรุปฎีกา ๓๓๕๔/๒๕๖๕**
๑.คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ห้ามจำเลยรบกวนการครอบครองที่ดิน และให้ส่งมอบโฉนดที่ดินคืนโจทก์ (เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้) ศาลจึงรับฟ้องเป็นคดีสามัญ
๒.จำเลยขอขยายเวลายื่นคำให้การ ๒ ครั้ง แต่ยื่นคำให้การเกินกำหนด ปรากฏว่าศาลชั้นต้นกลับรับคำให้การของจำเลย
๓.วันนัดพร้อมศาลมีคำสั่งว่า จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดิน ๑๘๐,๐๐๐ บาท ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาล และให้พิจารณาคดีอย่างคดีมโนสาเร่
๔.วันนัดสืบพยานศาลชั้นต้นคงเพิ่งเห็นว่าจำเลยยื่นคำให้การเกินกำหนด จึงสั่งเพิกถอนคำสั่งให้รับคำให้การ มีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับคำให้การ และถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โดยไม่ได้มีคำสั่งให้เพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาแบบคดีมโนสาเร่ด้วย แล้วให้สืบพยานโจทก์ฝ่ายเดียว (จำเลยยื่นคำแถลงโต้แย้งคำสั่ง)
๕.ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบโฉนดคืนโจทก์ ห้ามรบกวนการครอบครองหรือยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์
๖.จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำให้การจำเลย และให้พิจารณามีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
๗.โจทก์ฎีกา โดยมีปัญหาในชั้นฎีกาว่า มีเหตุให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นหรือไม่
๘.ศาลฎีกาวินิจฉัยสรุปได้ว่า
๘.๑ คดีนี้ศาลชั้นต้นรับฟ้อง “อย่างคดีสามัญ” แต่จำเลยยื่นคำให้การเกินเวลาที่ศาลขยายให้ จึงถือว่าจำเลย “ขาดนัดยื่นคำให้การ” ตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๑๘๗ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับคำให้การและดำเนินคดีอย่างคดีมโนสาเร่จึง “ไม่ชอบ”
๘.๒.ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งรับคำให้การเป็น “ไม่รับคำให้การ”คำสั่งศาลชั้นต้นจึง “ชอบแล้ว”
๘.๒.แม้ศาลชั้นต้นจะไม่ได้สั่งเพิกถอนการดำเนินคดีอย่างคดีมโนสาเร่ ก็ไม่ทำให้คดีนี้ซึ่งเป็นคดีสามัญ ต้องพิจารณาคดีอย่างคดีมโนสาเร่ “เพราะไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้ศาลมีอำนาจเปลี่ยนการพิจารณาคดีสามัญไปเป็นคดีมโนสาเร่ได้
๘.๓ คดีสามัญ ถ้าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๑๙๗ โจทก์ต้องยื่นคำขอต่อศาลภายใน ๑๕ วัน นับตั้งแต่ระยะเวลายื่นคำให้การสิ้นสุดลงเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้โจทก์ชนะคดีโดยขาดนัดตามมาตรา ๑๙๘ วรรคหนึ่ง และวรรคสองระบุว่า ถ้าโจทก์ไม่ยื่นคำขอต่อศาลภายในเวลาดังกล่าว ให้ศาลมีคำสั่ง “จำหน่ายคดีจากสารบบความ” (ซึ่งคดีนี้โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอ)
๘.๔.ศาลฎีกาเห็นว่า แม้โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอให้ชนะคดีโดยขาดนัด แต่คำสั่งว่าจะจำหน่ายคดีหรือไม่ “ไม่ใช่บทบังคับเด็ดขาด”เป็นดุลพินิจของศาลที่จะสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่ก็ได้ โดยพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายคดีไป
๘.๕.วันนัดสืบพยาน ศาลสั่งใหม่เป็นไม่รับคำให้การ ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และให้โจทก์สืบพยานไปฝ่ายเดียว โจทก์ก็นำพยานเข้าสืบ ๕ ปาก “แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป” ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นไม่จำหน่ายคดีแต่ให้สืบพยานโจทก์ฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาคดี เป็นการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสม ไม่ขัดต่อมาตรา ๑๙๘ วรรคสอง การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว ไม่มีเหตุให้เพิกถอน
๘.๖.พิพากษากลับให้บังคับคดีตามศาลชั้นต้น