สำนักงานกฎหมายสุวิทย์ ทนายความ

สำนักงานกฎหมายสุวิทย์ ทนายความ รับปรึกษาปัญหาข้อกฎหมาย ทำนิติกรรมสัญญา ว่าความ ฯลฯ ทั่วราชอาณาจักร

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2729/2565คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกกับคดีมรดกเป็นคนละประเภทกัน กฎหมายบัญญัติแยกไว้คนละส่วนและให้อยู่ใ...
11/07/2023

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2729/2565

คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกกับคดีมรดกเป็นคนละประเภทกัน กฎหมายบัญญัติแยกไว้คนละส่วนและให้อยู่ในบังคับแห่งอายุความฟ้องร้องคนละมาตรา โดยอายุความฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกนั้น มิให้ทายาทฟ้องเกินห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง ส่วนคดีมรดกมีอายุความหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง แต่ไม่เกินสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตายตามมาตรา 1754 วรรคสี่ เมื่อโจทก์มีสิทธิรับมรดกแทนที่ของมารดาในทรัพย์มรดกของ ส. ที่ พ. ปกปิดความเป็นทายาทของมารดาโจทก์ และ พ. ไม่จัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิตามกฎหมาย จึงเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การตั้งผู้จัดการมรดกมีการปกปิดทายาท การแบ่งทรัพย์มรดกเป็นไปในทางที่ไม่สุจริต การโอนทรัพย์มรดกให้กับตนเองเพียงคนเดียวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ โดยไม่มีการแจ้งให้ทายาททราบ เมื่อเป็นการกระทำที่ไม่ชอบจึงไม่อาจถือว่าการจัดการมรดกสิ้นลงแล้ว กรณีต้องถือว่า พ. ครอบครองทรัพย์มรดกของผู้ตายแทนทายาทอื่น ผู้จัดการมรดกยังคงมีหน้าที่ต้องจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคน ตามสิทธิของทายาทที่กฎหมายกำหนดไว้ การจัดการมรดกจึงยังไม่สิ้นสุดลงจะนำอายุความห้าปี ตามมาตรา 1733 วรรคสอง และอายุความฟ้องเรียกทรัพย์มรดกหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่ทายาทโดยธรรมได้รู้ หรือควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง หรือพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตายตามวรรคสี่มาใช้บังคับไม่ได้ แม้ทรัพย์มรดกจะโอนเกินกว่าห้าปีและโจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นสิบปีนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้วก็ตาม คดีโจทก์ก็ไม่ขาดอายุความ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นทายาทผู้รับมรดกแทนที่นางสุภาพร ในกองมรดกของนางสว่าง และให้โจทก์มีสิทธิรับมรดกแทนที่นางสุภาพรตามส่วนที่นางสุภาพรมีสิทธิได้รับจากกองมรดกของนางสว่าง และให้เพิกถอนการกระทำนิติกรรมทุกรายการที่นางสาวพรรณีและจำเลยทั้งเก้ากระทำแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 2290, 2100, 2098, 2099, 2298 และ 2575 และที่ดินโฉนดเลขที่ 2465, 2286 และ 2287 เว้นแต่การจดทะเบียนแบ่งหักที่ดินให้แก่ทางหลวงชนบทและให้นายทะเบียนจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในโฉนดที่ดินดังกล่าวทั้งเก้าแปลงตามส่วนที่โจทก์มีสิทธิได้รับมรดกแทนที่นางสุภาพร ให้เพิกถอนการโอนโฉนดที่ดินเลขที่ 273956, 274063 และ 288974 (ที่ถูก 288994) และเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 274063 ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 4 หากไม่สามารถเพิกถอนได้ให้นายทะเบียนจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในโฉนดที่ดินดังกล่าวกึ่งหนึ่ง กับให้จำเลยทั้งเก้าซึ่งร่วมทำนิติกรรมในที่ดินแต่ละแปลงใช้ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนและค่าภาษีทุกประเภทแทนโจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลจังหวัดนครราชสีมาส่งสำนวนให้ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยเรื่องอำนาจศาลตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 11 ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์เป็นบุตรและเป็นผู้สืบสันดานของนางสุภาพร มีสิทธิรับมรดกแทนที่นางสุภาพรและมีสิทธิรับมรดกของนางสว่าง เจ้ามรดก เฉพาะส่วนแบ่งของนางสุภาพรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1639 กับให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2286, 2287, 2290, 2100, 2098, 2099, 2298, 2575 และ 2465 ระหว่างนางสาวพรรณี ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสว่างกับนางสาวพรรณีในฐานะส่วนตัว และระหว่างนางสาวพรรณีกับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวพรรณี กับเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2286, 2287, 273956, 274063, 288994, 2290, 2100, 2098, 2099, 280673, 280674 และ 2465 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวพรรณีกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2298 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวพรรณีกับจำเลยที่ 3 กับเพิกถอนนิติกรรม การจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2575 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวพรรณี กับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 และเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2286 และ 274063 ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 4 และให้เจ้าพนักงานที่ดินใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2287, 273956, 274063, 288994, 2290, 2100, 2098, 2099, 280673 และ 280674 หนึ่งในสองส่วน ที่ดินโฉนดเลขที่ 2286 และโฉนดที่ดินเลขที่ 2298 สามในแปดส่วน และที่ดินโฉนดเลขที่ 2575 และโฉนดที่ดินเลขที่ 2465 หนึ่งในสี่ส่วน หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายรวม 300,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 9 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังว่า โจทก์เป็นบุตรของนายอัมพล กับนางสุภาพร นางสว่าง เจ้ามรดก จดทะเบียนสมรสกับนายทองอยู่ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2512 มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือนางสาวพรรณี จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นบุตรของนางสาวพรรณี เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2547 นายทองอยู่ถึงแก่ความตาย และวันที่ 25 มิถุนายน 2547 นางสว่างถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2547 ศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำสั่งตั้งนางสาวพรรณีเป็นผู้จัดการมรดกของนายทองอยู่และนางสว่าง ต่อมาวันที่ 15 และวันที่ 16 พฤศจิกายน 2547 นางสาวพรรณีในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสว่างและนายทองอยู่จดทะเบียนโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 2286, 2287, 2465, 2290, 2100, 2098, 2099, 2298 และ 2575 ให้แก่ตนเอง วันที่ 29 เมษายน 2556 นางสาวพรรณีถึงแก่ความตาย วันที่ 9 กรกฎาคม 2556 ศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวพรรณี หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวพรรณีจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกที่ดินพิพาททั้ง 9 แปลงดังกล่าว และจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 2286, 2287, 2465, 2290, 2100, 2098 และ 2099 ให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 2298 ให้แก่จำเลยที่ 3 และจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2575 ให้แก่จำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนแบ่งหักที่ดินโฉนดเลขที่ 2099 เนื้อที่ 2 งาน 41.7 ตารางวา และเนื้อที่ 2 งาน 11.9 ตารางวา เป็นที่สาธารณประโยชน์แก่ทางหลวงชนบท แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2099 เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 280673 และ 280674 แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2287 เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 273956, 274063 และ 288994 และจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2286 และ 274063 ให้แก่จำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยตรงกันว่า นางสุภาพรมารดาโจทก์เป็นบุตรของนางสว่างเจ้ามรดกถึงแก่ความตายก่อนนางสว่างเจ้ามรดก โจทก์ซึ่งเป็นบุตรของนางสุภาพรเป็นผู้สืบสันดานโดยตรงจึงมีสิทธิรับมรดกแทนที่นางสุภาพร จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 9 ไม่ฎีกาในประเด็นนี้จึงต้องยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ในระหว่างพิจารณาตกลงกันได้ โจทก์ไม่ได้ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อแรกมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตั้งแต่กระบวนการตั้งผู้จัดการมรดกมีการปกปิดทายาท การแบ่งทรัพย์มรดกเป็นไปในทางที่ไม่สุจริต การโอนทรัพย์มรดกให้กับตนเองเพียงคนเดียวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ โดยไม่มีการแจ้งให้ทายาททราบ เมื่อเป็นการกระทำที่ไม่ชอบจึงไม่อาจถือว่าการจัดการมรดกสิ้นลงแล้ว กรณีต้องถือว่านางสาวพรรณีครอบครองทรัพย์มรดกของผู้ตายแทนทายาทอื่น ผู้จัดการมรดกยังคงมีหน้าที่ต้องจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคน ตามสิทธิของทายาทที่กฎหมายกำหนดไว้ การจัดการมรดกจึงยังไม่สิ้นสุดลงจะนำอายุความห้าปี ตามมาตรา 1733 วรรคสอง และอายุความฟ้องเรียกทรัพย์มรดกหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่ทายาทโดยธรรมได้รู้ หรือควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง หรือพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตายตามวรรคสี่มาใช้บังคับไม่ได้ แม้ทรัพย์มรดกจะโอนเกินกว่าห้าปีและโจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นสิบปีนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้วก็ตาม คดีโจทก์ก็ไม่ขาดอายุความ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อที่สองมีว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 2575 จำเลยที่ 1 ขายให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 เห็นว่า โจทก์ได้ที่ดินของนางสว่างโดยการรับมรดกแทนที่ถือได้ว่าเป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม แต่จำเลยที่ 1 ผู้จัดการมรดกได้จดทะเบียนขายที่ดินให้แก่ จำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 แล้ว ได้ความว่าที่ดินแปลงที่จำเลยที่ 1 ขายให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 ด้วยความสุจริต เสียค่าตอบแทน การที่ศาลชั้นต้นได้นำหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนมาใช้บังคับ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อโฉนดที่ดินมีชื่อจำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โจทก์จึงไม่อาจยกสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้ซื้อที่ดินพิพาทโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนโดยสุจริตแล้วได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง และมาตรา 1300 แต่คดีนี้แม้โจทก์มิได้ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินหรือชดใช้ราคาแทนที่ดิน โจทก์ไม่นำสืบว่า จำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 ซื้อที่ดินโดยไม่สุจริต และเมื่อพิจารณาราคาซื้อขายที่ดิน มีราคาสูงกว่าราคาประเมินมาก จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 เป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริต เสียค่าตอบแทนย่อมได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 1299 วรรคสอง ดังนี้กรณีจึงไม่อาจเพิกถอนการโอนได้ แต่เงินที่จำเลยที่ 1 ได้รับมาจากการขายที่ดินมรดกเป็นเงินเข้าแทนที่ที่ดินมรดก ถือได้ว่าเงินดังกล่าวเป็นมรดกในฐานะนิตินัยอย่างเดียวกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 วรรคสอง โดยมีส่วนที่โจทก์มีสิทธิได้รับรวมอยู่ด้วย ฉะนั้น จึงให้จำเลยที่ 1 ใช้ราคาที่ดินแก่โจทก์ จึงไม่นอกเหนือหรือเกินไปจากคำขอ แต่สำหรับที่ดินที่เป็นทรัพย์มรดกของนางสว่าง นางพรรณีโอนที่ดินทั้งหมดเป็นของนางพรรณีในฐานะส่วนตัว และจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกของนางสว่างไปให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 นั้น เห็นว่า เป็นทรัพย์มรดกของนางสว่างในส่วนที่โจทก์มีสิทธิรับมรดกแทนที่ของมารดาโจทก์ที่มีสิทธิรับมรดก จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ย่อมมีสิทธิขอเพิกถอนได้เพราะผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน เว้นแต่กรณีโอนให้บุคคลภายนอกผู้สุจริต เสียค่าตอบแทนย่อมได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 1299 วรรคสอง และมาตรา 1300 สำหรับจำเลยที่ 2 ที่โจทก์ฎีกาขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2286 และ 274063 ให้แก่จำเลยที่ 4 นั้น เห็นว่า โจทก์ตกลงกับจำเลยที่ 4 ได้ โดยจำเลยที่ 4 จ่ายเงินให้โจทก์จำนวน 4,300,000 บาท แล้ว เมื่อโจทก์รับเงินแล้วจึงแถลงต่อศาลว่าจะไม่บังคับคดีในส่วนของจำเลยที่ 4 ในคดีนี้อีกต่อไป ตามคำแถลงฉบับลงวันที่ 24 ตุลาคม 2562 และไม่ได้ฎีกาในส่วนของจำเลยที่ 4 เท่ากับโจทก์พอใจในการขายที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 4 แล้ว จึงไม่อาจเพิกถอนการโอนที่ดินดังกล่าวได้ย่อมมีผลให้จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดในการขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวแก่โจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นบางส่วน และเห็นพ้องด้วยในผลที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ จึงฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายมีว่า โจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกเพียงใด เห็นว่า เมื่อฟังว่าโจทก์เป็นบุตรของนางสุภาพรซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของนางสว่างเจ้ามรดก โจทก์ย่อมมีสิทธิรับมรดกแทนที่ของนางสุภาพร โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์เกี่ยวกับการแบ่งสัดส่วนทรัพย์มรดกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าไม่ถูกต้อง ประเด็นนี้ จึงฟังยุติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นว่า นางสว่างเจ้ามรดกได้ที่ดินมาก่อนสมรสกับนายทองอยู่ ดังนั้น ที่ดินทั้ง 9 แปลง ได้แก่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 2290, 2287, 273956, 288994, 2100, 2098, 2099, 280673 และ 280674 จึงเป็นสินส่วนตัวของนางสว่างเจ้ามรดก เมื่อนายทองอยู่ถึงแก่ความตายก่อนนางสว่าง ต่อมาเมื่อนางสว่างเจ้ามรดกถึงแก่ความตายสิทธิในที่ดินทั้ง 9 แปลง จึงตกแก่นางสุภาพรและนางสาวพรรณีผู้สืบสันดานของนางสว่าง โจทก์มีสิทธิรับมรดกที่ดินทั้ง 9 แปลง คิดเป็นหนึ่งในสองส่วนของที่ดินทั้งหมด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1633 นางสว่างเจ้ามรดกกับนายทองอยู่จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2512 ต่อมาวันที่ 17 มกราคม 2517 นางสว่างเจ้ามรดกได้ที่ดินโฉนดเลขที่ 2286 และ 2298 โดยซื้อที่ดินทั้งสองแปลงจากนางพรสมาน เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2517 ดังนั้น ที่ดินทั้งสองแปลงนี้จึงเป็นทรัพย์สินที่นางสว่างเจ้ามรดกได้มาในระหว่างสมรสกับนายทองอยู่ ที่ดินทั้งสองแปลงจึงเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) เมื่อนายทองอยู่ถึงแก่ความตายต้องแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยากันก่อนซึ่งเป็นของนางสว่างกึ่งหนึ่งทันทีที่นายทองอยู่ถึงแก่ความตาย ส่วนอีกกึ่งหนึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายทองอยู่ ซึ่งต้องแบ่งให้นางสว่างซึ่งเป็นภริยากับนางสาวพรรณีซึ่งเป็นบุตรคนละกึ่งหนึ่ง ทำให้นางสว่างมีสิทธิในที่ดินทั้งสองแปลง รวม 3 ใน 4 ส่วน เมื่อนางสว่างเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย จึงตกแก่นางสุภาพรและนางสาวพรรณีผู้สืบสันดานของนางสว่าง โจทก์จึงมีสิทธิได้รับมรดกที่ดินทั้งสองแปลงของนางสว่างคนละกึ่งหนึ่งของสามในสี่ส่วนของที่ดินทั้งหมด ที่ดินโฉนดเลขที่ 2465, 2575 นายทองอยู่ได้ที่ดินโฉนดเลขที่ 2465 เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2490 ก่อนจดทะเบียนสมรสกับนางสว่างเจ้ามรดกและได้รับมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 2575 เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2527 แม้ได้มาในระหว่างสมรส ที่ดินทั้งสองแปลงเป็นสินส่วนตัวของนายทองอยู่ เมื่อนายทองอยู่ถึงแก่ความตายจึงต้องแบ่งให้นางสว่างซึ่งเป็นภริยากับนางสาวพรรณีคนละกึ่งหนึ่ง ต่อมานางสว่างตายต้องแบ่งให้นางสุภาพรกับนางสาวพรรณีคนละกึ่งหนึ่งของหนึ่งในสองส่วน ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้ด้วย แต่สำหรับที่ดินแปลงที่ขายไป ฟังได้ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2575 เป็นสินส่วนตัวของนายทองอยู่ เมื่อนำที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกไปขาย เงินที่ขายได้ย่อมเป็นทรัพย์มรดก เมื่อพิจารณาสัญญาซื้อขายที่ดินทั้งสามแปลง ที่ดินโฉนดเลขที่ 2575 ราคาซื้อขาย 50,500,000 บาท จะต้องนำมาแบ่งให้นางสว่างกับนางสาวพรรณีคนละกึ่งหนึ่ง จำนวน 25,250,000 บาท และเมื่อนางสว่างถึงแก่ความตาย แบ่งให้นางสุภาพรและนางสาวพรรณีคนละกึ่งหนึ่ง โจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งหนึ่งในสี่ของที่ดินทั้งหมดเป็นเงิน 12,625,000 บาท จากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกต้องรับผิดชอบนำเงินส่วนแบ่งทรัพย์มรดกที่โจทก์มีสิทธิได้รับมาชำระให้แก่โจทก์ และในฐานะผู้ขายที่ดิน จำนวนเงินดังกล่าวเป็นการใช้แทนที่ดินมรดกที่เพิกถอนไม่ได้ จึงไม่อาจกำหนดอัตราดอกเบี้ยได้ ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 12,625,000 บาท ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินที่เป็นมรดกของนางสว่างโฉนดที่ดินที่มีชื่อจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

สวัสดีปี 2023 มาฟังฎีกาเกี่ยวกับเรียกทรัพย์มรดกจากทายาทกันสักหน่อยนะครับ
06/01/2023

สวัสดีปี 2023
มาฟังฎีกาเกี่ยวกับเรียกทรัพย์มรดกจากทายาทกันสักหน่อยนะครับ

ฎีกา InTrend Ep.101 ทายาทอื่นจะฟ้องเรียกทรัพย์มรดกจากทายาทที่ครอบครองเพื่อตนได้ในอายุความเท่าใดThe Host : กองสารนิเทศแ...

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8375/2563
25/11/2022

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8375/2563

ฎีกา InTrend Ep.97 ให้เพื่อนยืมเงินไปแล้วทวงหนี้ผ่านสื่อโซเชียลจะผิดกฎหมายการทวงถามหนี้หรือไม่ The Host : กองสารนิเทศแ...

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6886/2542วัตถุประสงค์แห่งสัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์กับจำเลย  #ย่อมมุ่งประสงค์ไปที่การประกันภัยรถยนต์...
29/08/2022

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6886/2542

วัตถุประสงค์แห่งสัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์กับจำเลย #ย่อมมุ่งประสงค์ไปที่การประกันภัยรถยนต์คันที่โจทก์เป็นผู้เช่าซื้อตลอดระยะเวลาที่เช่าซื้อเป็นสำคัญยิ่งกว่าวันเริ่มต้นแห่งสัญญาประกันภัยที่พิมพ์เป็นตัวอักษรไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย แม้สัญญาเช่าซื้อจะระบุวันเริ่มต้นแห่งสัญญาหลังวันเริ่มต้นแห่งสัญญาประกันภัยเป็นเวลา 9 วันก็เป็นช่วงเวลาที่เหลื่อมกันเพียงเล็กน้อย การตีความวันทำสัญญาประกันภัยดังกล่าวย่อมต้องเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญายิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 กรณีนี้จึงต้องตีความว่าสัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์กับจำเลยได้กระทำขึ้น ณ วันแรกที่โจทก์ มี ฐานะเป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์คันที่โจทก์เอาประกันภัยไว้แก่จำเลย ซึ่งการตีความเช่นนี้ยังสอดคล้องกับหลักการตีความสัญญาในกรณีที่มีข้อสงสัย ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11 ให้ตีความไปในทาง #ที่เป็นคุณแก่โจทก์ ซึ่งเป็นคู่กรณีฝ่ายที่จะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้นด้วยกรณีถือได้ว่าโจทก์ผู้เอาประกันภัยเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยขณะทำสัญญาประกันภัยกับจำเลยแล้ว สัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงผูกพันคู่ความทั้งสองฝ่าย เมื่อไม่ปรากฏว่าบริษัท ย. ผู้ให้เช่าซื้อได้แสดงเจตนาเข้ารับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยดังกล่าว โจทก์ผู้เอาประกันภัยจึงยังคงเป็นผู้มีส่วนได้เสียและมีสิทธิได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยจากจำเลยผู้รับประกันภัยเมื่อเกิดวินาศภัยขึ้นตามสัญญา โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยได้ แม้ตามกรมธรรม์ประกันภัยจะระบุให้กรมธรรม์ประกันภัยสิ้นผลบังคับเมื่อผู้เอาประกันภัยได้โอนรถยนต์ให้บุคคลอื่น แต่การที่โจทก์ทำสัญญาโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อให้ พ. ภริยาโจทก์ไปเพราะต้องการบัตรติดรถยนต์สำหรับใช้ทางลัดผ่านเข้าออกกองทัพอากาศเท่านั้น แต่หลังจากที่โอนสิทธิการเช่าซื้อดังกล่าวไป โจทก์ก็ยังคงเป็นผู้ครอบครองรถยนต์คันที่เอาประกันภัยและเป็นผู้ชำระค่าเช่าซื้อตลอดมา ดังนี้ เห็นได้ว่าโจทก์กับ พ. ภริยาโจทก์มิได้มีเจตนาโอนสิทธิการเช่าซื้อกันจริง การโอนเป็นเพียงเจตนาลวงเพื่อให้ได้มาซึ่งบัตรติดรถยนต์สำหรับใช้ทางลัดผ่านเข้าออกกองทัพอากาศได้เท่านั้น สัญญาโอนสิทธิการเช่าซื้อดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะเสียเปล่ามาแต่ต้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง โจทก์ยังคงมีฐานะ เป็นผู้เช่าซื้อที่แท้จริงตลอดมาและยังคงมีสิทธิเรียกร้องตามกรมธรรม์ประกันภัยนั้นอยู่เช่นเดิม และแม้หากจะฟังว่าโจทก์ได้โอนสิทธิการเช่าซื้อดังกล่าวไป แต่การโอนสิทธิการเช่าซื้อก็ไม่ใช่การโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อให้บุคคลอื่นตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย ผู้รับโอนสิทธิการเช่าซื้อยังคงมีสิทธิเรียกร้องตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าว กรมธรรม์ประกันภัยนั้นจึงยังไม่สิ้นผลบังคับไป

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้เช่าซื้อและครอบครองรถยนต์กระบะคันหมายเลขทะเบียน 8ท - 9068 กรุงเทพมหานคร โจทก์เอาประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้แก่จำเลย นับแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2536 ถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2537 เป็นการประกันภัยแบบชดใช้ค่าเสียหายโดยสิ้นเชิง ต่อมาโจทก์โอนสิทธิการเช่าซื้อรถยนต์แก่นางพิมลพร รัตอาภา ภริยา โดยโจทก์เป็นผู้ค้ำประกันการเช่าซื้อ เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2537 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา นายสมพงษ์ ทรัพย์ประเทศ ลูกจ้างของโจทก์ได้ขับรถยนต์คันที่เอาประกันภัยเฉี่ยวชนกับรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่บริเวณสะพานข้ามคลองประปา เป็นเหตุให้นายสมพงษ์ถึงแก่ความตายในที่เกิดเหตุและรถยนต์คันที่เอาประกันภัยเสียหายทั้งคัน จำเลยจึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยใช้เงินจำนวน 250,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์เช่าซื้อรถยนต์คันที่เอาประกันภัยเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2536แต่เอาประกันภัยไว้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2536 ก่อนทำสัญญาเช่าซื้อโจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสีย ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์โอนขายรถยนต์คันที่เอาประกันภัยแก่นางพิมลพร รัตอาภา เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2537 โดยไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบเป็นการผิดเงื่อนไขตามกรมธรรม์ สัญญาประกันภัยจึงสิ้นผล จำเลยไม่ต้องรับผิดขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยใช้เงินจำนวน 250,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยได้ทำสัญญารับประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 8ท - 9068 กรุงเทพมหานคร ไว้จากโจทก์มีอายุสัญญาระหว่างวันที่ 14 มิถุนายน 2536 ถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2537 ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.2 และโจทก์ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2536 ตามเอกสารหมาย จ.12 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า สัญญาประกันภัยมีผลผูกพันคู่ความโดยโจทก์ผู้เอาประกันภัยมีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยนั้นในขณะทำสัญญากับจำเลยหรือไม่และโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ปัญหานี้ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า สัญญาประกันภัยที่โจทก์ผู้เอาประกันภัยกับจำเลยบริษัทผู้รับประกันภัยทำไว้ต่อกันตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.2 เห็นได้ชัดว่าเป็นสัญญาสำเร็จรูปที่บริษัทจำเลยจัดทำขึ้นเป็นแบบพิมพ์ของบริษัทจำเลยโดยเฉพาะ มีชื่อบริษัทจำเลยอยู่บนหัวกระดาษแบบพิมพ์แผ่นแรก และจัดพิมพ์ข้อสัญญาต่าง ๆ ไว้ล่วงหน้า โดยโจทก์ไม่มีโอกาสเจรจาต่อรองให้ผิดเพี้ยนไปจากแบบพิมพ์ที่จำเลยทำไว้ได้เลย กรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อเป็นคู่สัญญา คงมีแต่ลายมือชื่อของกรรมการและผู้จัดการบริษัทจำเลยเท่านั้นกรมธรรม์ประกันภัยอันเป็นหลักฐานแห่งสัญญาประกันภัยดังกล่าวจึงเป็นเอกสารที่ฝ่ายจำเลยทำขึ้นและกรอกข้อความลงในแบบพิมพ์แต่ฝ่ายเดียว เหตุที่โจทก์ต้องเอาประกันภัยรถยนต์ในคดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันว่าเป็นเพราะโจทก์จะเช่าซื้อรถยนต์ที่เอาประกันภัยจากบริษัทยานยนต์ (ประเทศไทย) จำกัดตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.12 ซึ่งข้อ 7 แห่งสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวกำหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องเอาประกันภัยทรัพย์สินที่เช่าซื้อตลอดเวลาที่เช่าซื้อ โดยมอบเบี้ยประกันภัยและค่าใช้จ่ายในการทำสัญญาให้เจ้าของคือบริษัทยานยนต์ (ประเทศไทย) จำกัด นำไปทำสัญญาประกันไว้แทนกับบริษัทผู้รับประกันภัย โดยใส่ชื่อผู้เช่าซื้อเป็นผู้เอาประกันภัยและใส่ชื่อเจ้าของเป็นผู้รับประโยชน์ และไม่ว่าจะเอาประกันภัยเช่นใด ประเภทใด จำนวนเงินซึ่งเอาประกันจะต้องไม่น้อยกว่าจำนวนค่าเช่าซื้อซึ่งคงเหลืออยู่ แสดงว่าโจทก์จะเช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าวจากบริษัทยานยนต์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ต่อเมื่อได้เอาประกันภัยรถยนต์ที่จะเช่าซื้อแล้ว ซึ่งหากถือเคร่งครัดตามสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวก็ต้องมีการทำสัญญาประกันภัยก่อนแล้วจึงมาทำสัญญาเช่าซื้อได้ ดังนี้ ย่อมทำให้โจทก์ไม่อยู่ในฐานะผู้เช่าซื้อในขณะทำสัญญาประกันภัยกับจำเลยได้อยู่ในตัว #การตีความสัญญาเช่าซื้อและสัญญาประกันภัยดังกล่าวไม่อาจตีความถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรตามสัญญาดังกล่าวได้_แต่ต้องตีความการแสดงเจตนาทำสัญญานั้นโดยเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญาทุกฝ่าย ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 เป็นสำคัญหากเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญาเรื่องนี้แล้วจะเห็นได้ว่าบริษัทจำเลยผู้รับประกันภัยเจตนาเข้ารับเสี่ยงภัยในรถยนต์ที่เอาประกันภัยโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นรถยนต์ของบริษัทยานยนต์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้เช่าซื้อ ทั้งนี้ เพราะบริษัทยานยนต์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้นำเบี้ยประกันภัยและค่าใช้จ่ายในการทำสัญญาประกันภัยที่ได้รับจากโจทก์ไปทำสัญญาแทนโจทก์กับจำเลย และกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.2 ก็ระบุว่า โจทก์เป็นผู้เอาประกันภัยและบริษัทยานยนต์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้รับประโยชน์ ซึ่งเป็นไปตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 7 ดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่จำเลยเชื่อว่าโจทก์เป็นผู้เช่าซื้อและมีส่วนได้เสียในเหตุที่เอาประกันภัยขณะทำสัญญา จึงเข้าทำสัญญาด้วยเพราะหากจำเลยไม่เชื่อเช่นนั้น จำเลยก็คงไม่เข้าทำสัญญาด้วยเพราะโจทก์อาจปฏิเสธไม่ส่งเบี้ยประกันภัยโดยอ้างว่าสัญญาดังกล่าวไม่ผูกพันโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 863 ภายหลังได้ ทั้งโจทก์เองก็คงเชื่อเช่นนั้น เพราะการดำเนินการไปทำสัญญาประกันภัยโจทก์ต้องให้บริษัทผู้ให้เช่าซื้อไปทำแทนเมื่อโจทก์ผู้เช่าซื้อประสงค์จะผูกพันตามสัญญาประกันภัย จำเลยเองก็เจตนาจะเข้ารับเสี่ยงภัยตามสัญญาประกันภัยและบริษัทผู้ให้เช่าซื้อก็ประสงค์จะได้รับประโยชน์จากสัญญาประกันภัยในฐานะเป็นผู้รับประโยชน์ แสดงให้เห็นว่าวัตถุประสงค์แห่งสัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์กับจำเลยย่อมมุ่งประสงค์ไปที่การประกันภัยรถยนต์คันที่โจทก์เป็นผู้เช่าซื้อตลอดระยะเวลาที่เช่าซื้อเป็นสำคัญยิ่งกว่าวันเริ่มต้นแห่งสัญญาประกันภัยที่พิมพ์เป็นตัวอักษรไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.2 แม้หนังสือสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.12 จะระบุวันเริ่มต้นแห่งสัญญาเช่าซื้อหลังวันเริ่มต้นแห่งสัญญาประกันภัยเป็นเวลา 9 วัน ก็เป็นช่วงเวลาที่เหลื่อมกันเพียงเล็กน้อย การตีความวันทำสัญญาประกันภัยดังกล่าวย่อมต้องเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญายิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 กรณีนี้ต้องตีความว่าสัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์กับจำเลยได้กระทำขึ้น ณ วันแรกที่โจทก์มีฐานะเป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์คันที่โจทก์เอาประกันภัยไว้แก่จำเลย ซึ่งการตีความเช่นนี้ยังสอดคล้องกับหลักการตีความสัญญาในกรณีที่มีข้อสงสัย ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11 ให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่โจทก์ซึ่งเป็นคู่กรณีฝ่ายที่จะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้นด้วย #โจทก์เป็นเพียงประชาชนคนหนึ่งที่ประสงค์จะเช่าซื้อรถยนต์แต่ไม่มีโอกาสต่อรองกับบริษัทผู้ให้เช่าซื้อและบริษัทผู้รับประกันภัยซึ่งได้จัดทำแบบฟอร์มของสัญญาและกำหนดเงื่อนไขต่างๆ #ของสัญญาแต่เพียงฝ่ายเดียวจึงไม่ชอบที่จะตีความให้บริษัทผู้รับประกันภัยซึ่งเจตนาจะผูกพันตามสัญญาประกันภัยตั้งแต่แรกเพราะประสงค์จะได้เบี้ยประกันภัยจากผู้เอาประกันภัยกลับมาปฏิเสธไม่ยอมผูกพันตามสัญญาประกันภัยได้_ภายหลังเมื่อมีเหตุให้บริษัทผู้รับประกันภัยต้องรับผิดตามสัญญาได้อีกดังที่จำเลยฎีกา กรณีถือได้ว่าโจทก์ผู้เอาประกันภัยเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยขณะทำสัญญาประกันภัยกับจำเลยแล้วสัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงผูกพันคู่ความทั้งสองฝ่าย เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าบริษัทยานยนต์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้เช่าซื้อได้แสดงเจตนาเข้ารับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยดังกล่าว โจทก์ผู้เอาประกันภัยจึงยังคงเป็นผู้มีส่วนได้เสียและมีสิทธิได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยจากจำเลยผู้รับประกันภัยเมื่อเกิดวินาศภัยขึ้นตามสัญญาโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า การที่โจทก์โอนสิทธิการเช่าซื้อรถยนต์ที่เอาประกันภัยไปให้นางพิมลพร รัตอาภา ภริยาโจทก์ตามหนังสือโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.13 ทำให้สัญญาประกันภัยสิ้นผลบังคับหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.2 หมวดที่ 1 ข้อ 1.13 จะระบุให้กรมธรรม์ประกันภัยสิ้นผลบังคับเมื่อผู้เอาประกันภัยได้โอนรถยนต์ให้บุคคลอื่น แต่ข้อเท็จจริงคดีนี้ฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบโดยจำเลยมิได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า โจทก์ทำสัญญาโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อให้นางพิมลพร ภริยาโจทก์ไปเพราะต้องการบัตรติดรถยนต์สำหรับใช้ทางลัดผ่านเข้าออกกองทัพอากาศเท่านั้น แต่หลังจากที่โอนสิทธิการเช่าซื้อดังกล่าวไป โจทก์ก็ยังคงเป็นผู้ครอบครองรถยนต์คันที่เอาประกันภัยและเป็นผู้ชำระค่าเช่าซื้อตลอดมา ดังนี้เห็นได้ว่าโจทก์กับนางพิมลพรภริยาโจทก์มิได้มีเจตนาโอนสิทธิการเช่าซื้อกันจริง การโอนเป็นเพียงเจตนาลวงเพื่อให้ได้มาซึ่งบัตรติดรถยนต์สำหรับใช้ทางลัดผ่านเข้าออกกองทัพอากาศได้เท่านั้น สัญญาโอนสิทธิการเช่าซื้อดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะเสียเปล่ามาแต่ต้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง โจทก์ยังคงมีฐานะเป็นผู้เช่าซื้อที่แท้จริงตลอดมาและยังคงมีสิทธิเรียกร้องตามกรมธรรม์ประกันภัยนั้นอยู่เช่นเดิม กรมธรรม์ประกันภัยจึงไม่สิ้นผลบังคับโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาประกันภัยได้ และแม้หากจะฟังว่าโจทก์ได้โอนสิทธิการเช่าซื้อดังกล่าวไป แต่การโอนสิทธิการเช่าซื้อก็ไม่ใช่การโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อให้บุคคลอื่นตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย ผู้รับโอนสิทธิการเช่าซื้อยังคงมีสิทธิเรียกร้องตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าว กรมธรรม์ประกันภัยนั้นจึงยังไม่สิ้นผลบังคับไปดังที่จำเลยฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน

วันเกิดเหตุฝนตกไม่มากและลมพัดไม่แรง การที่ต้นจามจุรีริมทางหลวงล้มทับผู้ตายขณะขับรถจักรยานยนต์ไปตามทางหลวงจนเป็นเหตุให้ผู...
28/02/2021

วันเกิดเหตุฝนตกไม่มากและลมพัดไม่แรง การที่ต้นจามจุรีริมทางหลวงล้มทับผู้ตายขณะขับรถจักรยานยนต์ไปตามทางหลวงจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายมิใช่เกิดจากเหตุสุดวิสัย แต่เป็นเพราะความบกพร่องของกรมทางหลวงจำเลยที่ไม่โค่นเหรือปล่อยปละละเลยไม่สั่งเจ้าหน้าที่ของจำเลยไปโค่นต้นจามจุรีที่มีสภาพผุกลวงเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น อันเป็นการกระทำละเมิดของจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5205/2550

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนางสาวหรือนางสมพร ละมัย ผู้ตาย โดยมีนางพันธ์ ละมัย เป็นผู้ปกครอง จำเลยเป็นส่วนราชการ มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม มีหน้าที่ดูแลบำรุงรักษาทางหลวงแผ่นดิน รวมทั้งดูแลบำรุงรักษาไม้ยืนต้นบริเวณพื้นที่ในแนวเขตทั้งสองข้างของทางหลวงแผ่นดิน เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2543 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา ขณะที่ผู้ตายขับรถจักรยานต์ไปตามถนนสายเขาชัยสน - บ้านท่านางพรหม ถึงระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 1 ถึงที่ 2 หมู่ที่ 1 ตำบลควนขนุน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง ด้วยความปราะมาทเลินเล่อของจำเลย โดยจำเลยไม่ตรวจตราให้ดีกว่าต้นจามจุรีซึ่งปลูกอยู่ริมถนนดังกล่าวมีสภาพผุกลวง จะต้องโค่นออกไปเสียหรือใช้ค้ำยันหรือกระทำการอื่นใดเพื่อให้ต้นจามจุรีอยู่ในสภาพที่ไม่เกิดอันตรายต่อบุคคลผู้ใช้เส้นทางสัญจรไปมา แต่จำเลยหาได้ใช้ความระมัดระวังไม่ เป็นเหตุให้ต้นจามจุรีล้มทับผู้ตายจนถึงแก่ความตาย ทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ โดยโจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการปลงศพและจัดการศพตามประเพณีผู้ตายเป็นเงินประมาณ 100,000 บาท และโจทก์ต้องขาดไร้อุปการะจากผู้ตายเป็นเงินเดือนละ 3,000 บาท ไปจนกว่าโจทก์จะบรรลุนิติภาวะเป็นเวลา 15 ปี คิดเป็นเงิน 540,000 บาท รวมเป็นเงิน 640,000 บาท จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 อันเป็นวันทำละเมิดจนถึงวันฟ้องเป็นเงินค่าดอกเบี้ย 24,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 664,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 664,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยมิได้ทำละเมิดจนทำให้ผู้ตายซึ่งเป็นมารดาโจทก์ถึงแก่ความตาย เหตุที่ผู้ตายถึงแก่ความตายนั้นเป็นเหตุสุดวิสัย เกิดจากภัยธรรมชาติ บุคคลในภาวะเช่นจำเลยไม่อาจป้องปัดอุบัติภัยที่เกิดจากภัยธรรมชาติได้ เนื่องจากวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ ฝนตกหนักมีลมพายุพัดกรรโชกแรง ทำให้กิ่งสดของต้นหางนกยูงฝรั่งขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 ถึง 6 นิ้ว ซึ่งอยู่สูงจากพื้นดิน 6 ถึง 7 เมตร หักแล้วแรงลมหอบกิ่งไม้ที่หักร่วงหล่นเข้ามาบนผิวถนนหลวง โดยหล่นใส่ผู้ตายได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายไม่ใช่ต้นไม้ทั้งต้นโค่นล้มทับผู้ตาย ต้นหางนกยูงฝรั่งดังกล่าวเป็นต้นไม้ที่ขึ้นเองตามธรรมชาติในเขตไหล่ทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 4081 กิ่งไม้ไม่ได้ยื่นล้ำเข้ามาในเขตพื้นผิวถนนทางหลวงแผ่นดินที่เกิดเหตุ การดูแลบำรุงรักษาต้นไม้ในเขตทางหลวงแผ่นดินที่อยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยนั้น จำเลยจะตัดโค่นต้นไม้เมื่อต้นตายทั้งต้น ส่วนกิ่งไม้ที่ผุหรือกิ่งที่ไม่อาจรับน้ำหนักและอาจจะหักลงมาได้จะใช้วิธีรานกิ่งเพื่อมิให้หักร่วงหล่นบนผิวถนนเสมอ แต่สำหรับกิ่งที่หักเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายนั้น หากเกิดลมฝนที่ตกตามปกติธรรมดากิ่งจะไม่หัก และเมื่อหักก็จะไม่ตกลงบนผิวถนน แต่จะลงบนไหล่ทาง แต่เนื่องจากฝนตกหนักและลมกระโชกพัดกิ่งที่หักไปร่วงหล่นบนผิวถนน และทับผู้ตายที่ขับรถผ่านไปเป็นเหตุประจวบเหมาะ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 640,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 อันเป็นวันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 24,000 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียม โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้น ให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2543 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา นางสาวหรือนางสมพร ละมัย ผู้ตายซึ่งเป็นมารดาโจทก์ขับรถจักรยานยนต์ไปตามถนนสายเขาชัยสน - บ้านท่านางพรหม อันเป็นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4081 ตอนแยกทางหลวงหมายเลข 4 (บ้านท่านาพรหม - จงเก) ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ดูแลบำรุงรักษาไม้ยืนต้นบริเวณพื้นที่ในแนวเขตทั้งสองข้างทางหลวงแผ่นดินดังกล่าวด้วยระหว่างนั้นต้นจามจุรีที่อยู่ข้างถนนดังกล่าวล้มทับผู้ตายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่าต้นจามจุรีล้มทับผู้ตายเกิดจากเหตุสุดวิสัยหรือไม่ โจทก์มีนางพันธ์ ละมัย นายสนิท อักษรชู นายไว ดอนจันทร์ และนายสุพัฒน์ เนียมบุญ เป็นพยานเบิกความประกอบภาพถ่ายหมาย จ.6 ว่าต้นจามจุรีที่หักลงมาทับผู้ตายมีสภาพผุกลวงสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า โดยเฉพาะนายไวและนายสุพัฒน์เบิกความยืนยันได้ความว่า วันเกิดเหตุฝนตกไม่หนักและลมพัดไม่แรง ก่อนเกิดเหตุต้นจามจุรีดังกล่าวมีสภาพเอียงโน้มเข้าหาถนนประมาณ 60 องศา และโคนต้นไม้เป็นรูกลวงมาประมาณ 2 ปี นายไวเคยแจ้งเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ไปซ่อมถนนให้จัดการโค่นต้นจามจุรีดังกล่าวเพราะเกรงว่าจะมีอันตราย และเคยโทรศัพท์แจ้งเรื่องนี้ไปยังหน่วยงานของจำเลยหลายครั้ง นอกจากนี้องค์การบริหารส่วนตำบลเคยมีหนังสือแจ้งไปยังจำเลยเพื่อให้ดำเนินการเกี่ยวกับต้นจามจุรีต้นนี้ ทั้งนายไวยังให้ความเห็นด้วยว่า แม้ฝนตกไม่หนักและลมพัดไม่แรง โอกาสที่ต้นจามจุรีจะโค่นล้มลงได้ทุกเมื่อ เนื่องจากโคนต้นไม้กลวงและบางมากแล้ว ส่วนนายสุพัฒน์ก็เคยโทรศัพท์บอกเจ้าหน้าที่แขวงการทางและเคยไปพบเจ้าหน้าที่ให้ช่วยตัดต้นจามจุรีออก แต่เจ้าหน้าที่ก็เพิกเฉยไม่ยอมมาตัด ฝ่ายจำเลยมีนางเพียร เหล่าทอง เป็นพยานเบิกความว่า วันเกิดเหตุมีฝนตกหนักและลมพายุพัดแรง ทั้งยังมีหมอกซึ่งหมายถึงละอองฝนด้วย เห็นว่า หากข้อเท็จจริงเป็นดังที่นางเพียรเบิกความดังกล่าว อาจเกิดอันตรายร้ายแรงขึ้นได้ นางเพียรควรหยุดเดินทางกลับไว้ก่อนเพื่อรอให้ฝนหยุดตกและลมพายุหยุดพัดเสียก่อน ไม่น่าจะนั่งรถจักรยานยนต์รับจ้างฝ่าสายฝนและลมพายุไป ที่นางเพียรเบิกความว่านางเพียรนั่งรถจักรยานยนต์รับจ้างจากบริเวณสามแยกไปตามถนนสายเขาชัยสน - จงเก เพื่อเดินทางกลับบ้านจนมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุนั้น ย่อมขัดต่อเหตุผลดังกล่าว เมื่อนายไวและนายสุพัฒน์ต่างเป็นเจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่นไม่มีส่วนได้เสียในคดีนี้จึงเป็นพยานคนกลาง คำเบิกความของนายไวและนายสุพัฒน์มีน้ำหนักให้รับฟังว่า วันเกิดเหตุฝนตกไม่มากนักและลมพัดไม่แรงมากนัก มิฉะนั้นผู้ตายคงไม่ขับรถจักรยานยนต์และนางเพียรก็คงไม่นั่งรถจักรยานยนต์รับจ้างไปถึงที่เกิดเหตุ ดังนี้การที่ต้นจามจุรีล้มทับผู้ตายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายจึงมิใช่เกิดจากเหตุสุดวิสัยเนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน แต่เป็นเพราะความบกพร่องของจำเลยที่ไม่ยอมโค่นหรือปล่อยปละละเลยไม่ยอมสั่งเจ้าหน้าที่ของจำเลยไปโค่นต้นจามจุรีที่เกิดเหตุเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น อันเป็นการกระทำละเมิดของจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์

ที่อยู่

168/18 อินดี้อยุธยา หมู่ 7 ตำบลบ้านกรด อำเภอบางประอิน
Bang Pa-in
13160

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
18:00 - 19:00
อังคาร 09:00 - 17:00
18:00 - 19:00
พุธ 09:00 - 17:00
18:00 - 19:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
18:00 - 19:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
18:00 - 19:00
เสาร์ 09:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สำนักงานกฎหมายสุวิทย์ ทนายความผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง สำนักงานกฎหมายสุวิทย์ ทนายความ:

แชร์

ประเภท