LawyerHeart - หลักกฎหมายและคำพิพากษาฎีกาสำคัญ

LawyerHeart - หลักกฎหมายและคำพิพากษาฎีกาสำคัญ ⚖️ อธิบาย สรุป หลักกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่สำคัญ สำหรับนิสิต นักศึกษา ปริญญาตรี เนติบัณฑิต ผู้เตรียมสอบอัยการผู้ช่วย ผู้ช่วยผู้พิพากษา และผู้สนใจทั่วไป ⚖️

15/02/2026

กรณีฟ้องขอให้เปิดทางภาระจำยอม ต่อมาได้ทำสัญญาประนีประนอมฯ และศาลพิพากษาตามยอม เป็นการใช้ทางตามข้อตกลง แม้จะใช้ทางครบ 10 ปี ก็ไม่ได้ภาระจำยอมโดยอายุความ

ฎ.246/2550 การที่โจทก์และห้างหุ้นส่วนจำกัด ม. กับ ว. คู่ความในคดีเดิมทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลได้พิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้ว ข้อพิพาทที่ว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือไม่ จึงเป็นอันระงับสิ้นไป ตาม ป.พ.พ.มาตรา 852 ทางพิพาทจึงไม่ใช่ทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์อีกต่อไป แต่โจทก์ก็ยังมีสิทธิใช้ถนนในที่ดินของห้างหุ้นส่วนจำกัด ม. ออกสู่ถนนสายบางนา-ตราด ได้ตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ แม้โจทก์จะใช้เกินกว่า 10 ปี ก็ไม่ตกเป็นทางภาระจำยอมโดยอายุความ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 140๑

15/02/2026

การปักป้ายว่า “ทางส่วนบุคคล” ก็เพื่อสงวนสิทธิทางพิพาทไม่ให้ตกเป็นทางสาธารณะ อันจะกลายเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน มิใช่เป็นการหวงห้ามไม่ให้ใช้ที่ดินพิพาท จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้ทางพิพาทโดยถือวิสาสะ ย่อมได้สิทธิในทางภาระจำยอมโดยอายุความ (ฎ.๒๓๕๕/๒๕๖๐) (น่าสนใจ)

12/02/2026

ทางภาระจำยอมโดยอายุความเกิดขึ้นได้ทั้งในที่ดินมีกรรมสิทธิ์และที่ดินมือเปล่า

ฎ.1031/2554 เมื่อโจทก์ซื้อที่ดินแล้วได้ทำถนนขึ้นมาผ่านที่พิพาทเข้าไปในที่ดินของโจทก์ จำเลยก็ไม่ห้ามปราม กลับปล่อยให้โจทก์ใช้ทางต่อไปถึง 8 ปีเศษ แม้โจทก์จะซื้อที่ดิน น.ส.๓ ที่ดิน ส.ค.๑ และที่ดิน ภ.บ.ท.5 ต่อจากเจ้าของเดิม นับถึงวันฟ้องจะยังไม่ครบ ๑๐ ปี แต่เมื่อเจ้าของเดิมได้ใช้ทางพิพาทโดยเจตนาให้เป็นทางเข้าออกประจำมาตั้งแต่ต้น โจทก์จึงสามารถนับระยะเวลาการครอบครองต่อจากเจ้าของเดิมได้ ตาม ป.พ.พ.มาตรา ๑๓๘๕ ที่ดิน น.ส.3 ของจำเลยจึงตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินทั้งสามแปลงของโจทก์ (ฎ.๑๑๓๘/๒๕๕๗)

เห็นได้ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินมือเปล่า แต่การนับระยะเวลาต้องนับตาม ป.พ.พ.มาตรา ๑๓๘๒ ซึ่งเป็นเรื่องการได้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ชี้ให้เห็นว่า การได้ภาระจำยอมนั้น เกิดขึ้นได้ทั้งในที่ดินมือเปล่าและที่ดินมีกรรมสิทธิ์ เพราะภาระจำยอมคือการได้สิทธิ ไม่ใช่การได้กรรมสิทธิ์

นอกจากนี้ กรณีเจ้าของเดิมใช้ทางนั้นตามเกณฑ์ ป.พ.พ.มาตรา ๑๓๘๒ มาก่อนแล้ว ย่อมนับระยะเวลาต่อจากเจ้าของเดิม ตาม ป.พ.พ.มาตรา ๑๓๘๕ ได้ ด้วย

17/01/2026

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8840/2549
หลังจากบิดาจำเลยขายและมอบการครอบครองที่ดินจนพ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอนแล้ว #บิดาจำเลยไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินอีกเลย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าบิดาจำเลยสละเจตนาครอบครองไม่ยึดถือที่ดินอีกต่อไป ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1377 วรรคแรกแล้ว แม้โจทก์ได้ซื้อและยึดถือทำประโยชน์เพื่อตนเองในระยะเวลาห้ามโอน โจทก์จะไม่ได้สิทธิครอบครองเนื่องจากถูกจำกัดโดย ป.ที่ดิน มาตรา 31 แต่เมื่อโจทก์ได้ครอบครองมาจนเลยเวลาห้ามโอนแล้ว โจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครอง ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1367 นับแต่วันพ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอน และกรณีดังกล่าวโจทก์มิได้ครอบครองแทนบิดาจำเลยหรือจำเลยซึ่งเป็นทายาท จำเลยจึงไม่อาจอ้างสิทธิ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381 มาใช้บังคับแก่โจทก์ได้

#ข้อสังเกต: ตามฎีกานี้ กรณีที่จะนำ ป.พ.พ.มาตรา ๑๓๘๑ บังคับใช้นั้น ต้องเป็นกรณีครอบครองที่ดินแทนเจ้าของที่ดิน โดยผู้ครอบครองแทนจะต้องบอกกล่าวไปยังเจ้าของที่ดินว่าไม่มีเจตนาจะยึดถือแทนแล้ว แต่ฎีกานี้ไม่ใช่กรณีครอบครองแทน แต่เป็นการที่เจ้าของที่ดินได้สละเจตนาครอบครองโดยไม่ยึดถือต่อไป ทำให้การครอบครองสิ้นสุดลงไปแล้ว ตาม ป.พ.พ.มาตรา ๑๓๗๗ ดังนั้น จึงไม่อาจใช้ ป.พ.พ.มาตรา ๑๓๘๑ มาโต้แย้งว่า โจทก์ยังไม่ได้บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังจำเลย โจทก์จึงยังไม่ได้สิทธิครอบครอง
_______________________________

- #หลักกฎหมายและคำพิพากษาฎีกาสำคัญ

06/01/2026

• #สิทธิครอบครอง เป็นทรัพยสิทธิ ถือเป็นทรัพย์สินประเภทหนึ่ง (เป็นอสังหาริมทรัพย์) ซึ่งฝ่ายโจทก์ก็คงเห็นว่า สิทธิครอบครองเป็นทรัพย์สิน โจทก์จึงขอให้ยึดสิทธิครอบครองในที่ดินมือเปล่าที่ไม่มีเอกสารสิทธิใดเลย เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ให้แก่โจทก์

#ศาลวินิจฉัยว่า "สิทธิครอบครองในที่ดินมือเปล่าที่ไม่มีเอกสารสิทธินั้น ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี"

#สรุปคือ ขอให้ยึดสิทธิครอบครองในที่ดินมือเปล่าที่ไม่มีเอกสารสิทธิไม่ได้

#คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 900/2568
สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิ แม้จะถือว่าเป็นทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้ และสามารถโอนไปซึ่งการครอบครองนั้นได้โดยการส่งมอบการครอบครอง แต่การโอนไปซึ่งการครอบครองที่สามารถกระทำได้ดังกล่าวเป็นการโอนในลักษณะของสิทธิส่วนบุคคลใช้ยันกันได้ระหว่างผู้โอนกับผู้รับโอนเท่านั้น ไม่สามารถทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้มีผลบริบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 ได้

กรณีนี้ เป็นเรื่องที่โจทก์ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้โจทก์ เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีโอนสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อได้ตามกฎหมาย ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดแสดงให้เห็นว่าที่ดินที่จำเลยมีเพียงสิทธิครอบครองนั้นสามารถโอนกันได้ตามกฎหมาย ในชั้นนี้จึงต้องถือว่าที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิเป็นทรัพย์สินที่โอนกันให้บริบูรณ์ไม่ได้ตามกฎหมาย ย่อมไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 301 (5) โจทก์จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ยึดสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้โจทก์
_________//_________

#หลักกฎหมายและคำพิพากษาศาลฎีกาสำคัญ

06/01/2026

#คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1175/2568

• ผู้ร้องเป็นผู้เช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งสิทธิการเช่าเป็นสิทธิเรียกร้องอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นโดยสัญญาอันเป็นหนี้เหนือบุคคล หาใช่เป็นสิทธิเหนือทรัพย์สินหรือเป็นทรัพยสิทธิไม่

สัญญาเช่าระหว่างผู้ร้องกับบริษัท ช. ซึ่งจำเลยกับสามีจำเลยเป็นกรรมการบริษัทนั้น #เป็นบุคคคลสิทธิใช้บังคับได้ในระหว่างคู่สัญญา #ไม่มีผลผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และการทำสัญญาเช่าไม่มีผลทำให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างอย่างใด ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขัดทรัพย์เพื่อขอให้ปล่อยที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง

03/01/2026

📜 • ที่ดิน ภ.บ.ท.5 เป็นที่ดินของรัฐ ยึดไม่ได้ โอนไม่ได้ ครอบครองปรปักษ์ไม่ได้ แต่ประชาชนมีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ได้ ใช้ยันระหว่างเอกชนด้วยกันได้ แต่ใช้ยันรัฐไม่ได้
• นาย ก เข้าไปครอบครองที่ดินดังกล่าว โดยปลูกบ้านลงบนที่ดินเพื่ออยู่อาศัย เจ้าหนี้สามารถยึดบ้านของนาย ก ที่อยู่บนที่ดิน ภ.บ.ท.5 เพื่อชำระหนี้ได้หรือไม่

⚖️ #คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 367/2568 วินิจฉัยว่า แม้ที่ดินที่ตั้งบ้านพิพาทจะไม่มีเอกสารสิทธิ์ และเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่า (ป.พ.พ. มาตรา 1304 (1)) ซึ่งราษฎรไม่มีสิทธิครอบครองโดยชอบและโอนแก่กันไม่ได้ รวมถึงไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามกฎหมาย

แต่จำเลยเป็นเจ้าของบ้านพิพาทที่ปลูกสร้างอยู่บนที่ดินนั้น จำเลยย่อมมีสิทธิยึดถือและใช้สอยบ้านพิพาท สามารถยกการครอบครองใช้ยันราษฎรด้วยกันได้ มีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้อง และ มีสิทธิจำหน่ายบ้านพิพาทในสถานะเดียวกับเจ้าของ

ดังนั้น บ้านพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่ อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี โจทก์มีสิทธินำยึดออกขายทอดตลาดได้ ไม่มีเหตุให้ถอนการยึด

ข้อสังเกต: กรณีนี้ไม่มีประเด็นเรื่องบ้านเป็นส่วนควบกับที่ดินหรือไม่ เพราะรัฐซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน ไม่ได้เข้ามาเป็นคู่ความโต้แย้งสิทธิในคดีด้วย

02/01/2026

• ขาวครอบครองที่ดินของแดงจนได้กรรมสิทธิ์ตาม ป.พ.พ.1382 ขาวยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าขาวได้กรรมสิทธิ์ โดยที่แดงไม่ได้เข้าคัดค้าน คำพิพากษาย่อมไม่ผูกพันแดงเพราะแดงเป็นบุคคลภายนอก แดงย่อมมีอำนาจฟ้องตาม ป.พ.พ.มาตรา 1336

#คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1282/2568
• คดีที่จำเลยกล่าวอ้างการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทที่มีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งบังคับให้ตามที่ขอ #มิใช่เป็นคดีที่เมื่อมีข้อโต้แย้งสิทธิเกิดขึ้นระหว่างโจทก์และจำเลย จึงไม่มีกรณีที่จะให้ถือว่าโจทก์ได้รับหมายเรียกให้ยื่นคำให้การแล้วมิได้ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือตามคำสั่งศาล อันจะให้ถือว่าโจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การและทำให้เกิดกระบวนพิจารณาโดยขาดนัด ซึ่งจะมีผลให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลผูกพันโจทก์ในกระบวนพิจารณาที่พิพากษาหรือมีคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง

• แต่คดีดังกล่าวเป็นเรื่องของจำเลยฝ่ายเดียวที่ประสงค์จะใช้สิทธิทางศาลและเริ่มคดีด้วยการยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีที่ไม่มีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 188 แม้ก่อนการไต่สวนคำร้องขอ ศาลชั้นต้นได้ประกาศวันนัดกับส่งหมายแจ้งวันนัดให้โจทก์ทราบโดยส่งไปยังภูมิลำเนาของโจทก์ตามที่โจทก์มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน อันเป็นการส่งหมายโดยชอบเพื่อให้โจทก์มีโอกาสคัดค้านแล้วก็ตาม แต่เมื่อโจทก์มิได้เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีโดยตรงหรือโดยอ้อมไม่ว่าด้วยเหตุผลใด จะให้ถือว่าโจทก์เป็นคู่ความและการดำเนินคดีเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคดีอันมีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 188 (4) ย่อมไม่ได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ทั้งการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์หาได้เป็นเหตุผลที่แสดงว่าโจทก์ได้สละกรรมสิทธิ์ในที่ดินตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งแล้วไม่ เมื่อโจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทอยู่ก่อนจำเลยยื่นคำร้องขอครอบครองปรปักษ์ โจทก์ย่อมมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนโดยกล่าวอ้างว่าจำเลยเพียงครอบครองที่ดินไว้แทนโจทก์และฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

23/12/2025

ชอบการใช้ถ้อยคำของฎีกานี้ที่เรียงร้อยได้งดงาม "สิทธิของผู้ทรงสิทธิไม่บริบูรณ์ในฐานะเป็นทรัพยสิทธิที่ตกติดไปกับตัวทรัพย์หรือที่ดินโดยผลของกฎหมายไม่ว่าผู้ใดจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินต้องยอมรับสิทธิเหนือพื้นดินอันเป็นคุณแก่ผู้ทรงสิทธิที่มีอยู่เหนือที่ดินแปลงนั้น"

คําพิพากษาฎีกาที่ 7210/2560
สิทธิในการก่อสร้างและติดตั้งเสาไฟฟ้า สายไฟฟ้าตลอดจน วางท่อประปาและท่อระบายน้ำทิ้งของจําเลยที่ 1 ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของผู้อื่นมีลักษณะเป็นสิทธิเหนือพื้นดินอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์และเป็นทรัพยสิทธิที่ก่อตั้งขึ้นตามมาตรา 1298 และมาตรา 1410 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดย ม. เจ้าของที่ดินพิพาทในขณะนั้นเป็นผู้ก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินแก่จําเลยที่ 1 ตามบันทึกข้อความอันเป็นนิติกรรมการได้มาซึ่งทรัพยสิทธิดังกล่าวของจําเลยที่ 1 ที่ไม่บริบูรณ์ เว้นแต่จะได้ทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามนัยมาตรา 1299 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งมีความหมายว่า สิทธิของผู้ทรงสิทธิไม่บริบูรณ์ในฐานะเป็นทรัพยสิทธิที่ตกติดไปกับตัวทรัพย์หรือที่ดินโดยผลของกฎหมายไม่ว่าผู้ใดจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินต้องยอมรับสิทธิเหนือพื้นดินอันเป็นคุณแก่ผู้ทรงสิทธิที่มีอยู่เหนือที่ดินแปลงนั้น

เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า การได้มาซึ่งสิทธิเหนือพื้นดินของจําเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การได้มาซึ่งสิทธิเหนือพื้นดินของจําเลยที่ 1 จึงไม่บริบูรณ์ในฐานะเป็นทรัพยสิทธิ จําเลยที่ 1 จึงไม่อาจอ้างสิทธิเหนือพื้นดินตามนิติกรรมที่ทําไว้กับ ม. เจ้าของที่ดินพิพาทเดิม ซึ่งเป็นเพียงบุคคลสิทธิมาบังคับเอาแก่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ ไม่ว่าโจทก์จะซื้อที่ดิน พิพาทมาโดยรู้ว่าเจ้าของที่ดินพิพาทเดิมได้ก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินไว้หรือไม่ นิติกรรมที่ก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินแก่จําเลยที่ 1 ตามบันทึกข้อความย่อมไม่ผูกพันโจทก์ เมื่อโจทก์บอกกล่าวให้จําเลยที่ 1 รื้อถอนเสาไฟฟ้า สายไฟฟ้าตลอดจนท่อประปาและท่อระบายน้ำทิ้ง อันเป็นการใช้สิทธิในฐานะเจ้าของที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 โดยชอบแล้ว จําเลยที่ 1 เพิกเฉย โจทก์จึงมีอํานาจฟ้องขับไล่ขอให้บังคับจําเลยที่ 1 รื้อถอน ทรัพย์ดังกล่าวออกไปจากที่ดินพิพาทได้

04/12/2025

คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง ตามมาตรา ๑๘๐ ถ้าศาลยังไม่อนุญาต ไม่ถือเป็นคำฟ้อง ตามมาตรา ๑ (๓) แต่ถือเป็นคำคู่ความ ตามมาตรา ๑ (๕) ถ้าศาลสั่งยกคำร้องหรือไม่อนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง = เป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความ ตามมาตรา ๑๘ ไม่ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง อุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ ตามมาตรา ๒๒๘ (๓) (ฎ.๑๔๘๘/๒๕๒๙)

03/12/2025

ป.วิ.แพ่ง มาตรา ๒๒๔ หมายความ #เฉพาะผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้น เป็นผู้รับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง การยื่นคำร้องอุทธรณ์ว่า "ขอให้ #ศาล โปรดอนุญาตให้อุทธรณ์" โดยไม่ระบุว่าเป็นผู้พิพากษาท่านใด จึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยมาตรา ๒๒๔ วรรคท้าย

คำพิพากษาฎีกาที่ 229/2562 : โจทก์ยื่นคำขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ #โดยระบุเพียงว่าขอศาลได้โปรดอนุญาตให้อุทธรณ์ #โดยโจทก์ไม่ระบุว่าจะขอให้ผู้พิพากษาคนใดเป็นผู้พิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ คำร้องของโจทก์ดังกล่าวมิได้ปฏิบัติตาม ป.วิ.พ.มาตรา 224 วรรคท้าย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเเขวงเเละวิธีพิจารณาความอาญาในศาลเเขวงฯ มาตรา 4 จึงถือว่าคดีไม่มีอนุญาตหรือรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ข้อสังเกต : ป.วิ.แพ่ง มาตรา ๒๒๔ ใช้คำว่า "ผู้พิพากษา" ไม่ได้ใช้คำว่า "ศาล" รวมอยู่ด้วย ดังนั้น การใช้คำว่า "ขอศาลได้โปรด..." จึงไม่ได้หมายถึง ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดี ด้วย

28/11/2025

• ผู้เสียหายแถลงว่า "ไม่ติดใจดำเนินคดีส่วนแพ่งกับจำเลย สำหรับคดีส่วนอาญาขอให้อยู่ในดุลพินิจของศาล" เช่นนี้ คดีอาญาระงับหรือไม่?
• #คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3681/2568 ⚖️
การยอมความกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) หมายถึง #การยอมความในทางอาญาเท่านั้น มิได้หมายความว่า เมื่อมีการยอมความกันไม่ว่าจะในเรื่องใดแล้ว จะทำให้คดีอาญาต้องระงับไปด้วย (วางหลักกฎหมาย)

เมื่อผู้เสียหายแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า "ไม่ติดใจดำเนินคดีส่วนแพ่งกับจำเลย สำหรับคดีส่วนอาญาขอให้อยู่ในดุลพินิจของศาล" คำแถลงของผู้เสียหายดังกล่าว " #เป็นเพียงข้อตกลงไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยในทางแพ่งเท่านั้น" ส่วนที่ผู้เสียหายแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า "สำหรับคดีส่วนอาญาขอให้อยู่ในดุลพินิจของศาล" นั้น เป็นการแถลงขอให้ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยตามที่เห็นสมควรเท่านั้น #มิใช่เป็นการยอมความกัน

เมื่อไม่มีข้อตกลงโดยชัดแจ้งว่าผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยในทางอาญา #สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมไม่ระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

ที่อยู่

พหลโยธิน
Ayutthaya
13170

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ LawyerHeart - หลักกฎหมายและคำพิพากษาฎีกาสำคัญผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง LawyerHeart - หลักกฎหมายและคำพิพากษาฎีกาสำคัญ:

แชร์

ประเภท