สำนักกฎหมายรังสิมันตุ์ และเพื่อน

สำนักกฎหมายรังสิมันตุ์ และเพื่อน Lawyer and Legal services

บ่ายๆกับงานที่ปรึกษา
16/07/2023

บ่ายๆกับงานที่ปรึกษา

18/05/2023
13/05/2023

กรณีที่อัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาของพนักงานอัยการว่ามีเหตุอันควรที่ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัย ให้ถือว่าเป็นปัญหาสำคัญและให้ศาลฎีการับฎีกา ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 วรรคหนึ่ง หรือไม่

พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. ๒๕๕๙ มาตรา ๔๖ วรรคสี่ บัญญัติให้ในกรณีที่อัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาของพนักงานอัยการว่ามีเหตุอันควรที่ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัย ให้ถือว่าเป็นปัญหาสำคัญและให้ศาลฎีการับฎีกา ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง หรือไม่

ศาลฎีกาส่งคำโต้แย้งของจำเลยเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๒ ว่าพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. ๒๕๕๙ มาตรา ๔๖ วรรคสี่ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง

คดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางพิจารณาแล้วพิพากษาลงโทษจำคุก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้โทษและรอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด ๒ ปี

โจทก์และจำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกา อัยการสูงสุดรับรองในฎีกาของโจทก์ ศาลฎีกามีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ ส่วนจำเลยศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกาและไม่รับฎีกา

จำเลยยื่นคำร้องว่าพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. ๒๕๕๙ มาตรา ๔๖ วรรคสาม ที่ให้อัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาของโจทก์ว่ามีเหตุอันสมควรที่ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัย ให้ถือว่าเป็นปัญหาสำคัญและให้ศาลฎีการับฎีกา เป็นบทกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ขัดหลักการตามรัฐธรรมนูญที่ว่า บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ขอให้ศาลฎีกาส่งคำร้องเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าบทบัญญัตินี้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า ข้ออ้างตามคำร้องของจำเลยเป็นกรณีกล่าวอ้างบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ซึ่งศาลจะใช้บังคับแก่คดี ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ และยังไม่มีคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ จึงให้ส่งคำโต้แย้งไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย

ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ ๒๒/๒๕๖๕ วันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๖๕ วินิจฉัยกล่าวโดยสรุปว่า การฎีกาคือการพิจารณาตรวจสอบคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ อันเป็นหลักประกันสิทธิของคู่ความในคดีให้ได้รับความเป็นธรรมตามเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความ เมื่อพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. ๒๕๕๙ กำหนดให้มีการพิจารณาคดีเพียงสองชั้นศาล และให้คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นที่สุด โดยนำระบบการอนุญาตฎีกามาใช้บังคับกับการฎีกาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งแตกต่างจากการฎีกาในระบบสิทธิ ที่ให้สิทธิคู่ความฎีกาโดยไม่ต้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกา แม้ว่ากระบวนการฟ้องคดีของพนักงานอัยการจะผ่านขั้นตอนการไต่สวน กลั่นกรองก่อนการฟ้องคดี แต่พนักงานอัยการถือว่ามีสถานะเป็นคู่ความฝ่ายหนึ่งเหมือนกับจำเลย เมื่อคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว คู่ความควรมีสิทธิในการฎีกาตามกฎหมายเท่าเทียมกัน โดยให้อยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลฎีกาว่าเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยหรือไม่ การรับรองฎีกาโดยอัยการสูงสุดทำให้อำนาจในการวินิจฉัยว่าจะรับฎีกาหรือไม่นั้น มิใช่อำนาจขององค์คณะผู้พิพากษาในศาลฎีกาที่ประธานศาลฎีกาแต่งตั้ง เนื่องจากศาลฎีกาต้องรับฎีกาของพนักงานอัยการโดยไม่อาจใช้ดุลพินิจวินิจฉัยเป็นประการอื่นได้ ส่งผลให้การนำคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาของพนักงานอัยการแตกต่างไปจากจำเลยย่อมทำให้หลักประกันสิทธิในการฎีกาของคู่ความในคดีทุจริตและประพฤติมิชอบระหว่างพนักงานอัยการกับจำเลยได้รับการคุ้มครองที่แตกต่างกัน ไม่เสมอภาคกันในกฎหมาย ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน เป็นการเลือกปฏิบัติไม่เป็นธรรมต่อบุคคลด้วยเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องสถานะของบุคคลและขัดต่อหลักความเสมอภาค จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง

จึงวินิจฉัยว่าพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. ๒๕๕๙ มาตรา ๔๖ วรรคสี่ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง และกำหนดคำบังคับให้คำวินิจฉัยนี้มีผลเมื่อพ้นสามร้อยหกสิบวันนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.supremecourt.or.th/
ผู้เขียน นางทิพวรรณ หัตถะปนิตร์ ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
ผู้ตรวจ นายสมศักย์ ธรรมชัยเดชา ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖
ผู้เขียนบทความ นางทิพวรรณ หัตถะปนิตร์ ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ว่าด้วยข้อพิพาทตามสัญญาเช่าซื้อ- ผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาโดยการคืนรถ ขณะที่ไม่มีหนี้ใดๆค้างต่อผู้ให้เช่าซื้อ ไม่ต้องรับผิ...
13/05/2023

ว่าด้วยข้อพิพาทตามสัญญาเช่าซื้อ

- ผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาโดยการคืนรถ ขณะที่ไม่มีหนี้ใดๆค้างต่อผู้ให้เช่าซื้อ ไม่ต้องรับผิดในค่าส่วนต่าง ฎ.1203/2565
- ในกรณีที่ผู้เช่าซื้อค้างชำระค่าเช่าซื้อผิดนัด 3 งวดติดต่อกัน แต่ผู้ให้เช่าซื้อยังไม่ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้ เมื่อผู้เช่าซื้อนำรถมาคืนและลงชื่อรับผิดค่าขาดราคา ถือว่าสมัครใจเลิกสัญญาต่อกัน นำรถออกขายได้ราคาน้อยกว่าหนี้ จะเรียกค่าขาดราคาไม่ได้ (ฎ.975/2564) แต่หากผู้ให้เช่าซื้อได้มีการบอกกล่าวให้ชำระหนี้แล้วเช่นนี้ แม้ผู้เช่าซื้อนำรถมาส่งมอบคืนก็ไม่ถือเป็นการสมัครใจเลิกสัญญาต่อกัน เมื่อนำรถออกขายได้ราคาน้อยกว่าหนี้ ผู้เช่าซื้อคงต้องรับผิดค่าขาดราคา ฎ3965/2564 (ประชุมใหญ่)

หมายเหตุ
ฎ.975/2564
จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ 3 งวดติดต่อกัน แต่ไม่ปรากฎว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้และใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 ตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในสัญญาเช่าซื้อ สัญญาเช่าซื้อจึงไม่เลิกกันตามข้อสัญญา พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปส่งมอบคืนโจทก์ และโจทก์ได้นำรถยนต์ออกประมูลขาย ถือได้ว่าคู่สัญญาสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย แม้จำเลยที่ 1 จะเขียนข้อความไว้ในสำเนาภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ 1 ว่า “ขอรับผิดชอบในส่วนต่างที่เกิดขึ้น” ซึ่งส่วนต่างน่าจะหมายถึงส่วนที่ขาด หรือค่าขาดราคาในกรณีที่โจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกประมูลขายได้ราคาน้อยกว่าจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญาเช่าซื้ออันเป็นค่าเสียหายโดยอาศัยข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สิน แต่โจทก์ไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ได้เนื่องจากสิทธิเรียกร้องค่าขาดราคาเป็นค่าเสียหายที่โจทก์อาจเรียกร้องให้รับผิดได้ เฉพาะในกรณีที่โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อตามข้อสัญญาโดยชอบเท่านั้น

ฎ3965/2564 (ประชุมใหญ่)
การที่จำเลยที่ 1 (ผู้เช่าซื้อ) ผิดนัดค่าเช่าซื้อ 3 งวดติดกัน และโจทก์ (ผู้ให้เช่าซื้อ) มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระค่าเช่าซื้อที่ค่างภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากพ้นกำหนดไม่ชำระให้ถือเอาหนังสือบอกกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญา การที่จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาส่งมอบคืนให้แก่โจทก์ไม่รอให้ล่วงพ้นกำหนดเวลา 30 วัน โดยไม่มีข้อโต้แย้ง เท่ากับจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าจะไม่ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว และไม่ประสงค์ที่จะชำระเงินค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระเพื่อให้สัญญาเช่าซื้อมีผลผูกพันต่อไป พฤติการณ์ดังกล่าวถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์หาจำต้องโต้แย้งคัดค้านการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแต่อย่างใดไม่ ทั้งการส่งมอบรถยนต์คืนเช่นนี้ มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 12 ที่กำหนดให้สิทธิจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อในเวลาใด ๆ เสียก็ได้ ด้วยการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีให้แก่โจทก์เนื่องจากข้อสัญญาดังกล่าวกำหนดว่าจำเลยที่ 1 ต้องชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญาอยู่ในเวลานั้นทันทีด้วย และถือไม่ได้ว่าเป็นการสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อกันโดยปริยาย จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในค่าขาดราคา

ฎ.1203/2565
ขณะจำเลยนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปคืนโจทก์ และโจทก์รับคืนไม่ปรากฏว่าจำเลยประพฤติผิดสัญญาข้อใดหรือมีหนี้ที่ต้องชำระตามสัญญาเช่าซื้อแก่โจทก์ จึงไม่อาจถือว่าจำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 12 ซึ่งต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดราคาตามสัญญาข้อ 13 เพราะการแสดงเจตนาคืนรถที่จะถือว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อของผู้เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 12 ที่ระบุว่า “ผู้เช่าซื้อจะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อในเวลาใดๆเสียก็ได้โดยผู้เช่าซื้อจะต้องคืนและส่งมอบรถยนต์...และชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญานี้อยู่ในเวลานั้นทันที...” ต้องปรากฏว่าจำเลยยังคงมีหนี้หรือเงินที่ต้องชำระตามสัญญาเช่าซื้ออยู่ในขณะที่ส่งมอบรถคืนโจทก์เมื่อจำเลยไม่มีเงินหรือหนี้ที่ต้องชำระตามสัญญาเช่าซื้อ กรณีถือว่าจำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาด้วยการส่างมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นอันเลิกกันนับแต่วันที่จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ โดยจำเลยไม่ได้ประพฤติผิดสัญญาและไม่มีหนี้ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามมาตรา 573 โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาเช่าซื้อตามสัญญาจากจำเลย
แม้จำเลยตกลงรับผิดในบรรดาหนี้ค้างชำระที่เกิดขึ้นจากการบอกเลิกสัญญาให้แก่โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 13 ตามหนังสือแสดงเจตนาคืนรถของจำเลยก็ตาม แต่หนังสือแสดงเจตนาคืนรถมิใช่สัญญาเช่าซื้อ เป็นเพียงหลักฐานการส่งมอบทรัพย์ที่เช่าซื้อคืนและจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อรับรองต่อโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อว่า หากโจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายได้เงินไม่พอชำระหนี้คงค้างตามสัญญา จำเลยจะยอมรับผิดชดใช้ส่วนที่ขาดแก่โจทก์ ซึ่งหามีผลให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ส่วนที่ขาดแก่โจทก์ ซึ่งหามีผลให้จำเลยต้องรับผิดค่าขาดราคาตามเอกสารนั้นไม่ เพราะเป็นการรับสภาพหนี้สินว่ามีอยู่ทั้งที่ไม่มีเนื่องจากโจทก์และจำเลยไม่มีมูลหนี้ค่าขาดราคาต่อกัน จึงไม่มีผลบังคับแก่กันได้

เมื่อนายจ้างพูดว่า “…ถ้าทำไม่ได้ก็ลาออกไป…” ถือเป็นการเลิกจ้างหรือไม่ ?แนววินิจฉัยนี้มีคำตอบ
12/05/2023

เมื่อนายจ้างพูดว่า “…ถ้าทำไม่ได้ก็ลาออกไป…” ถือเป็นการเลิกจ้างหรือไม่ ?

แนววินิจฉัยนี้มีคำตอบ

แม้ว่านายจ้างจะให้ลูกจ้างออกจากงานก่อนหน้าวันที่ลูกจ้างแสดงความประสงค์ลาออก ก็มีผลเพียงทำให้เสียหายเท่าที่ไม่ได้รับค่าจ้...
12/05/2023

แม้ว่านายจ้างจะให้ลูกจ้างออกจากงานก่อนหน้าวันที่ลูกจ้างแสดงความประสงค์ลาออก ก็มีผลเพียงทำให้เสียหายเท่าที่ไม่ได้รับค่าจ้างเป็นนถึงวันที่ลูกจ้างแสดงเจตนาบาออกเท่านั้น ไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้าง แต่เป็นการลาออกโดยความประสงค์ของลูกจ้าง

โอนเงินผิดบัญชีสามารถเรียกคืนได้
11/05/2023

โอนเงินผิดบัญชีสามารถเรียกคืนได้

21/04/2023

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3698/2561
ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารกำหนดสิทธิของผู้ว่าจ้างภายหลังบอกเลิกสัญญาไว้ในข้อ 13 มีสาระสำคัญว่า จำเลยมีสิทธิริบค่าจ้างที่โจทก์ดำเนินการไปแล้วแต่จำเลยยังไม่ชำระ รวมทั้งหลักประกันใดๆ ที่โจทก์มอบไว้แก่จำเลยตามสัญญา เพื่อนำมาหักชำระเป็นค่าปรับ ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยอันเนื่องมาจากการผิดสัญญาของโจทก์ รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในการทำงานต่อไป หรือค่าเสียหายในการแก้ไขงานในระยะเวลารับประกันผลงาน ส่วนเครื่องมือและอุปกรณ์การก่อสร้างที่โจทก์นำมาในสถานที่ก่อสร้าง โจทก์ยินยอมให้จำเลยยึดทรัพย์สินเหล่านั้นมาขายเพื่อหักใช้หนี้ใด ๆ ที่โจทก์มีต่อจำเลยได้ทันทีซึ่งเป็นข้อตกลงที่แตกต่างไปจากผลของการเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 ข้อตกลงที่แตกต่างดังกล่าวมิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม ป.พ.พ. มาตรา 151 จึงมีผลใช้บังคับได้ระหว่างโจทก์ จำเลย ผลก็คือโจทก์จะบังคับให้จำเลยยอมรับเอางานที่เสร็จบางส่วนงวดที่ 19 และ 20 อันเป็นการงานที่โจทก์ทำให้แล้วใช้เงินค่าจ้างให้ตามส่วนของงานนั้น ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 391 วรรคสาม ไม่ได้

ข้อสังเกต
- คดีโจทก์ฟ้องบังคับจำเลยโดยมีคำขอให้ ให้จำเลยยอมรับเอางานที่เสร็จบางส่วนงวดที่ 19 และ 20 อันเป็นการงานที่โจทก์ทำให้แล้ว และให้ใช้เงินค่าจ้างให้ตามส่วนของงานนั้นไม่ได้ แต่ถึงอย่างไร โจทก์อาจฟ้องขอให้ศาลกำหนดให้จำเลยใช้เงินคืนโจทก์บางส่วนโดยถือเป็นการลดเบี้ยปรับลงได้

ที่อยู่

Amphoe Bangkok Noi

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สำนักกฎหมายรังสิมันตุ์ และเพื่อนผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท