25/09/2023
การที่เจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกที่ดินติดจำนองให้บุคคลใดนั้น เป็นพินัยกรรมลักษณะเฉพาะที่ผู้รับพินัยกรรมต้องรับภาระในมูลหนี้จำนองที่ดินพิพาทตามมาตรา 1651 (2) ถ้าผู้รับพินัยกรรมมีหลายคน ก็ต้องร่วมรับผิดคนละส่วนเท่าๆกันตามมาตรา 1362 และ 1365 ประกอบ 1745 ดังนั้นหากผู้รับพินัยกรรมคนหนึ่งชำระหนี้จำนองไปทั้งหมดแล้ว เป็นกรณีที่ผู้มีความผูกพันร่วมกับผู้อื่นได้เข้าใช้หนี้ ผู้รับพินัยกรรมที่ชำระหนี้ย่อมเป็นผู้เข้าช่วงสิทธิในมูลหนี้จำนอง ตามมาตรา 226, 229 (3) มีอำนาจฟ้องเรียกให้ผู้รับพินัยกรรมคนอื่นรับผิดในมูลหนี้จำนองตามส่วนได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3112/2560 ทั้งนี้ขณะที่ ห. ถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทจำนองไว้แก่กรมตำรวจ จำเลยทั้งสองและ ส. ซึ่งเป็นผู้รับพินัยกรรมลักษณะเฉพาะต้องรับภาระผูกพัน คือจำนองที่ติดอยู่กับที่ดินพิพาทร่วมกันโดยรับภาระจำนองคนละ 1 ใน 3 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1362, 1365 ประกอบมาตรา 1745 เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ไถ่ถอนจำนอง ส. ต้องรับผิดในหนี้ส่วนของตนที่ต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 2 แต่เมื่อ ส. เป็นคนสาบสูญ หนี้ส่วนนี้อันถือว่าเป็นกองมรดกของ ส. จึงตกแก่ทายาทของ ส. ตามมาตรา 1602 วรรคหนึ่ง โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของ ส. จึงต้องชำระเงินค่าไถ่ถอนจำนอง 1 ใน 3 ให้แก่จำเลยที่ 2 ผู้รับช่วงสิทธิในมูลหนี้จำนองที่ได้ชำระไปแล้วตามมาตรา 226 ประกอบมาตรา 229 (3) ก่อน ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247