Able&Primpton Lawyer

Able&Primpton Lawyer เอเบิล แอนด์ พริมพ์ตัน ที่ปรึกษากฎห?

03/08/2021

“The New Normal Way”

To cope with the New Normal, the Thai Labor Court has now implemented an online evidence taking procedure, allowing the case to be conducted online.

For further details, please contact our lawyers at [email protected].

03/08/2021

ศาลแรงงานกลางได้เปิดให้มีการพิจารณาคดี online นับเป็นมิติใหม่ของกระบวนการยุติธรรมไทย

จากประสบการณ์ของ Able & Primpton ในการสืบพยาน online ในการพิจารณาคดีโดยอนุญาโตตุลาการในสิงคโปร์ (SIAC) ซึ่งเป็นคดีแรกๆของการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีผ่านสื่อ electronic ในสิงคโปร์ บัดนี้ได้เวลาที่ Able & Primpton จะได้นำประสบการณ์ที่ผ่านมามาใช้ในการสืบพยานในศาลไทย

For more information: 0893459922 [email protected]


So exciting!

19/01/2021

กฎหมายทรัพย์อิงสิทธิกับการนำมาใช้จริง
โดย ภัทรสุภางค์ เฉลิมนนท์ กรรมการผู้จัดการ สำนักกฎหมาย เอเบิล แอนด์ พริมพ์ตัน
พรบ. ทรัพย์อิงสิทธิ พ.ศ.2562 ที่ออกมาและมีผลบังคับตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา (2562) ดูเหมือนจะเป็นความหวังให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนหลักประกันเงินกู้ ทำให้ผู้ประกอบการมีความหวังว่าจะได้ใช้ทรัพย์อิงสิทธิเป็นหลักประกันสินเชื่อให้กับสถาบันการเงินเพิ่มเติมจากการจำนองอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นที่ปรารถนาของสถาบันการเงินมากกว่าหลักประกันประเภทอื่นเพราะทรัพย์อิงสิทธิสามารถนำไปจำนองได้ หรือผู้ลงทุนต่างด้าวที่ไม่สามารถถือกรรมสิทธิที่ดินได้ หากจะเช่าที่ดิน ก็ยากที่จะนำสิทธิในฐานะผู้เช่าไปเป็นหลักประกันเงินกู้เพราะธนาคารไม่อยากรับ ในเมื่อนำสิทธิการเช่าไปจำนองก็ไม่ได้ นำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินก็ไม่ได้ การใช้ที่ดินโดยอาศัยการเป็นผู้ทรงทรัพย์อิงสิทธิอาจแก้ปัญหานี้ได้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าสถาบันการเงินจะเชื่อมั่นในหลักประกันประเภทจำนองทรัพย์อิงสิทธิหรือไม่คงต้องรอดู นอกจากนี้ทรัพย์อิงสิทธิก็อาจเป็นประโยชน์กับผู้ลงทุนที่ประสงค์จะใช้ประโยชน์ในที่ดินเพียงชั่วคราวในการประกอบกิจการในโครงการระยะสั้นอีกด้วย
พรบ.ทรัพย์อิงสิทธิมีเพียง 3 หน้ากระดาษ รวม 17 มาตรา ซึ่งเป็นเพียงหลักการกว้างๆ ยังไม่มีความชัดเจนในหลายๆเรื่อง กฎหมายฉบับนี้มีสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นเจ้าภาพ โดยกรมที่ดินเป็นผู้ปฏิบัติ กรมที่ดินจึงต้องรอให้มีกฎกระทรวงและระเบียบวิธีปฏิบัติเสียก่อนจึงจะเริ่มรับจดทะเบียนทรัพย์อิงสิทธิได้ ข่าวดีคือมีกฎกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมาแล้วเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2563 แต่กรมที่ดินก็ยังไม่ได้ประกาศระเบียบกำหนดวิธีปฏิบัติของเจ้าพนักงานที่ดินในการจดทะเบียน ซึ่งได้ข่าวมาว่าภายในเดือนธันวาคมเราอาจจะได้เห็นระเบียบกรมที่ดิน แต่เราอาจจะยังไม่ได้ใช้ประโยชน์จากพรบ.นี้จนต้นปีหน้าหลังจากที่ทางกรมที่ดินได้สั่งพิมพ์แบบฟอร์มต่างๆจนเสร็จก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือรับรองทรัพย์อิงสิทธิ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อคิดว่าจะนำพรบ.ไปใช้จริงในทางปฏิบัติก็ยิ่งเห็นว่ายังมีคำถามเกิดขึ้นมากมาย
“ทรัพย์อิงสิทธิ” เกิดขึ้นอย่างไร
“ทรัพย์อิงสิทธิ”จะเกิดขึ้นได้โดยเจ้าของกรรมสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ต้องจดทะเบียน“ก่อตั้งทรัพย์อิงสิทธิ”บนอสังหาริมทรัพย์นั้นก่อน เจ้าหน้าที่ที่ดินจะบันทึกหลังโฉนดตรงช่อง“ประเภทการจดทะเบียน”ว่า“ก่อตั้งทรัพย์อิงสิทธิมีกำหนด...ปี...เดือน...วัน” พร้อมกับออก“หนังสือรับรองทรัพย์อิงสิทธิ” ซึ่งจะมีรูปร่างคล้ายๆโฉนดที่ดินที่เราเคยเห็น มีค่าจดทะเบียนก่อตั้งทรัพย์อิงสิทธิอยู่ในสนนราคาที่ย่อมเยาคือ 20,000 บาท ค่าออกหนังสือรับรองอีก 10,000 บาท
“ผู้ทรงทรัพย์อิงสิทธิ”
เมื่อเจ้าของที่ดินได้ “ก่อตั้ง” “ทรัพย์อิงสิทธิ” บนที่ดินแล้ว คำถามคือ เจ้าของที่ดินจำเป็นจะต้องเป็น “ผู้ทรงทรัพย์อิงสิทธิคนแรก” หรือไม่ เรื่องนี้พรบ.ไม่เขียนไว้ชัด แต่สำนักกฎหมายสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเคยให้คำอธิบายไว้เป็นแผนภาพใน website ของสำนักงานฯว่า “ผู้ทรงทรัพย์อิงสิทธิคนแรก” คือ “เจ้าของอสังหาริมทรัพย์” และกรมที่ดินก็มีความเห็นเช่นนั้น

“การโอนทรัพย์อิงสิทธิ”
ในเมื่อเจ้าของที่ดินเป็น “ผู้ทรงทรัพย์อิงสิทธิคนแรก” การให้บุคคลอื่นใช้ทรัพย์อิงสิทธิก็จะทำได้โดยการจดทะเบียน “โอน” ซึ่งในพรบ.กำหนดว่าต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการโอน 2% ของราคาทุนทรัพย์ตามความเป็นจริง (ยกเว้นการโอนที่ไม่มีทุนทรัพย์เช่นการให้) ขณะนี้ยังไม่มีราคากลางของทรัพย์อิงสิทธิ ผู้โอนผู้รับโอนจึงกำหนดกันได้ตามใจและเสียค่าโอนตามนั้น หากเป็นเช่นนั้นค่าจดทะเบียนโอนทรัพย์อิงสิทธิอาจจะพอๆกับค่าธรรมเนียมโอนที่ดินก็ได้ ในขณะที่การให้เช่าที่ไม่ต้องจดทะเบียนก็ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใดๆ และถามว่าจะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะและค่าอากรแสตมป์เช่นเดียวกับการโอนอสังหาฯหรือไม่ เรื่องนี้กรมที่ดินได้หารือกับกรมสรรพากรแล้วและคงต้องรอความเมตตาจากกรมสรรพากรก่อนว่าท่านจะเก็บภาษีจากการโอนทรัพย์อิงสิทธิหรือไม่
“จำนองทรัพย์อิงสิทธิ”
“ทรัพย์อิงสิทธิ” สามารถนำไปจดทะเบียนจำนองเพื่อค้ำประกันหนี้เงินกู้ได้ ซึ่งไม่ใช่การจำนองอสังหาริมทรัพย์แต่เป็นการ “จำนองสิทธิ” โดย พรบ.ใช้คำว่า “โดยการจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์” นั่นคือต้องจดทะเบียนจำนองกับเจ้าพนักงานที่ดิน สิ่งที่ตามมาคือการบังคับจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นั่นคือจะต้องฟ้องบังคับจำนองต่อศาลและขอให้ศาลมีคำพิพากษายึดทรัพย์อิงสิทธิและนำออกขายทอดตลาด ซึ่งคำว่าขายทอดตลาดก็ต้องมีการประมูลซื้อ เนื่องจากทรัพย์อิงสิทธิมีกำหนดเวลาได้ไม่เกิน 30 ปี ดังนั้นเมื่อธนาคารซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองนำทรัพย์อิงสิทธิออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ ราคาทรัพย์อิงสิทธิน่าจะต้องลดน้อยถอยลงไปตามเวลาของสิทธิที่เหลืออยู่ เงินที่ขายได้จะพอนำมาตัดชำระหนี้ที่ค้างชำระได้มากน้อยประการใด และหากยังไม่มีใครมาประมูลซื้อสักทีจนเวลาผ่านไปหลายปีราคาทรัพย์ก็จะยิ่งลดลง เมื่อเป็นเช่นนี้ธนาคารจะยินดีรับจำนองทรัพย์อิงสิทธิหรือไม่ เป็นเรื่องน่าคิด
“ทรัพย์อิงสิทธิระงับลง”
ในพรบ.ไม่ได้บอกว่า“ระงับลง”คืออะไร เพียงแต่บอกในมาตรา 15 ว่า เมื่อทรัพย์อิงสิทธิระงับลงให้ผู้ทรงทรัพย์อิงสิทธิ “ส่งมอบอสังหาริมทรัพย์คืนแก่เจ้าของอสังหาฯ” จะเห็นได้ว่าในมาตรานี้ไม่ได้ใช้คำว่า “ส่งมอบทรัพย์อิงสิทธิ”คืน แต่ใช้คำว่า“ส่งมอบอสังหาริมทรัพย์”คืน ซึ่งหมายความว่าต้องคืนการครอบครองและออกจากที่ดินไป
การระงับลงของทรัพย์อิงสิทธิก็น่าจะมีอยู่ไม่กี่กรณี เช่น (1) ทรัพย์อิงสิทธิสิ้นสุดด้วยครบกำหนดระยะเวลา (กำหนดเวลาไม่เกิน 30 ปี) (2) เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ยกเลิกทรัพย์อิงสิทธิ (3) ศาลมีคำสั่ง ซึ่งก็ยังจินตนาการไม่ออกว่าจะมีกรณีใดได้บ้างที่ศาลจะสั่ง
สมมติว่าเจ้าของที่ดินจดทะเบียนก่อตั้งทรัพย์อิงสิทธิไว้เป็นเวลา 5 ปี และโอนให้นายเอใช้ นายเอก็มีฐานะเป็นผู้ทรงทรัพย์อิงสิทธิ เมื่อครบระยะเวลา 5 ปี ถือว่าเป็นการที่“ทรัพย์อิงสิทธิระงับลง”ด้วยเหตุที่ครบกำหนดระยะเวลา แบบนี้ผู้ทรงทรัพย์อิงสิทธิก็เพียงแต่ขนข้าวของออกจากที่นั่นก็จบ ไม่ต้องมีการโอนกลับเหมือนการยกเลิกทรัพย์อิงสิทธิ
“ยกเลิกทรัพย์อิงสิทธิ”
แต่ถ้าเป็นกรณีที่ยังไม่ครบกำหนดระยะเวลา เช่นใช้ไป 3 ปีแต่ผู้ทรงทรัพย์อิงสิทธิไม่อยากได้ไว้อีกต่อไปแล้วจะทำอย่างไร น่าจะมีทางเลือกสองทางคือ ผู้ทรงคนปัจจุบันโอนขายทรัพย์อิงสิทธิต่อไปให้ผู้อื่น หรือใช้วิธี“ยกเลิกทรัพย์อิงสิทธิ”
เมื่อเจ้าของอสังหาฯได้ก่อตั้งทรัพย์อิงสิทธิแล้ว และต่อมาได้มอบทรัพย์อิงสิทธิให้กับบุคคลอื่นไปใช้โดยการโอน ก็ถือว่าเจ้าของอสังหาฯไม่ได้เป็นผู้ทรงทรัพย์อิงสิทธิอีกต่อไป ตัวพรบ. ไม่ได้บอกตรง ๆถึงวิธีการยกเลิกทรัพย์อิงสิทธิ แต่บอกกว้างๆว่า “เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นผู้ทรงทรัพย์อิงสิทธิอาจยกเลิกทรัพย์อิงสิทธิก่อนกำหนดเวลาได้” ก็พอจะตีความได้ว่า เฉพาะเจ้าของอสังหาริมทรัพย์เท่านั้นที่สามารถยกเลิกทรัพย์อิงสิทธิได้ และถ้าเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้เป็นผู้ทรงทรัพย์อิงสิทธิอยู่ในขณะนั้นก็ไม่สามารถยกเลิกทรัพย์อิงสิทธิได้ ข้อสรุปนี้สอดคล้องกับระเบียบว่าด้วยการจดทะเบียน(ซึ่งยังเป็นเพียงร่างฯอยู่)ว่าต้องเป็นกรณีที่“เจ้าของอสังหาฯและผู้ทรงทรัพย์อิงสิทธิตกเป็นคนเดียวกัน”เท่านั้นจึงจะจดทะเบียนยกเลิกทรัพย์อิงสิทธิได้ แต่ถ้าในขณะนั้นเจ้าของอสังหาฯ ไม่ได้เป็นผู้ทรงฯหากจะยกเลิกก็ต้องทำให้เจ้าของฯกลายเป็นผู้ทรงฯเสียก่อน ขั้นตอนนี้เองถ้าต้องทำการโอนทรัพย์อิงสิทธิฯจากผู้ทรงมายังเจ้าของอสังหาฯเพื่อให้สามารถยกเลิกทรัพย์อิงสิทธิได้ ขั้นตอนนี้จะต้องเสียค่าธรรมเนียมโอนกลับ 2% ของทุนทรัพย์ บวกค่าธรรมเนียมจดทะเบียนยกเลิกทรัพย์อิงสิทธิอีก 20,000 บาท
เพียงคิดว่าจะนำกฎหมายเรื่องทรัพย์อิงสิทธิไปใช้จริงได้อย่างไรเท่านี้ก็สนุกแล้วเพราะจะมีประเด็นข้อสงสัยเกิดขึ้นมากมาย อย่างไรก็ตาม “ทรัพย์อิงสิทธิ” คือความหวัง จะนำไปตีราคาเป็นหลักประกันเงินกู้ก็ขึ้นอยู่กับสถาบันการเงินว่าจะเชื่อมันในการจำนองทรัพย์อิงสิทธิเพียงใด หรือว่าจะเป็นกรณีนำทรัพย์อิงสิทธิไปตีราคาเป็นเงินแล้วนำมาลงทุนในกิจการ ยิ่งคิดก็ยิ่งสนุก ถ้ามีความคืบหน้าในการจดทะเบียนทรัพย์อิงสิทธิ และถ้ามีโอกาสจะนำมาเล่าสู่กันฟังอีกค่ะ [email protected]

ที่อยู่

65/135 16th Fl. Chamnan Phenjati Business Center อาคารชำนาญเพ็ญชาติ ถนนพระราม 9
Amphoe Bangkok Noi
10310

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Able&Primpton Lawyerผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท