11/10/2026
พอพูดถึงเรื่องจัดงานศพก็เลยมีเรื่องมาเล่าต่อ ...เคยมีเพื่อนเราอยู่คนหนึ่งรู้จักสมัยเรียน ม.ราม รู้จักกันในกลุ่ม...สนิทกันพอสมควร
อยู่มาวันหนึ่ง พ่อบุญธรรม เพื่อนเสียชีวิต แล้วโทรมายืมเงินเราเพื่อไปจัดงานศพให้พ่อบุญธรรม(พ่อแท้ๆตาย พ่อบุญธรรมก็รับเลี้ยงมาจนโต)
ด้วยความเป็นเพื่อนและสนิทกันพอสมควร ในใจเราก็คิดว่าคงต้องให้ยืมเป็นแน่แท้ แต่อีกใจก็ลังเลอยู่มากเพราะเป็นเงินจำนวนหลายหมื่นบาท
เพื่อนก็พูดด้วยความจำเป็นอ้างเหตุผลความจำเป็นหลายอย่าง และสิ่งหนึ่งที่เพื่อนพูด คือ มีสิทธิกู้ยืมทางราชการอยู่ แต่การจัดงานศพจะรอกู้ไม่ทัน
*** เราฟังเหตุผลแล้วก็เห็นมีแนวทางได้เงินคืนอยู่บ้าง และอีกใจหนึ่งก็คิดว่าถ้าหากถูกโกงไม่ได้เงินคืน ก็ถือเสียว่าไปใช้หนี้เราชาติหน้าละกัน (ก็กลัวไม่ได้เงินคืนเหมือนกัน)
..แต่อีกใจก็คิดว่าเพื่อนก็มีความจำเป็นเพราะพ่อบุญธรรมเสียชีวิตจะไม่ไปช่วยจัดงานศพก็จะเนรคุณคนเกินไป
สุดท้ายเราก็ตัดสินใจให้ยืมเงินไป แต่พอเวลาผ่านไปไม่กี่วัน เพื่อนก็มาขอยืมเงินเพิ่มอีก เพราะเงินไม่พอ เราก็เลยให้ยืมเงินไปรวม 2 ครั้ง (ในใจก็กลัวไม่ได้เงินคืนมากๆ)
พอเราให้ยืมเงินไปจัดงานศพ เพื่อนก็มาเล่าให้ฟังว่า ญาติพี่น้องไม่มีใครให้ยืมเงินเลย และงานศพก็จัดแบบตามมีตามเกิด...!!! เพื่อนก็พูดขอบคุณเราอย่างมากๆ
พอจัดงานศพเสร็จเวลาผ่านมาไม่กี่วันเพื่อนก็ส่งข้อความไลน์มาบอกว่าตอนนี้ไปยื่นกู้เงินจากส่วนงานราชการแล้วนะ แล้วก็ส่งข้อความมาแจ้งเราอยู่เรื่อยๆ ว่าอยู่ขั้นตอนไหนบ้าง จนกระทั้งได้เงินมา แล้วก็โอนเงินคืนเราทั้งหมด เราก็รู้สึกขอบคุณที่เพื่อนรักษาคำพูด และเราก็รู้สึกดีใจที่ได้ช่วยเพื่อนจัดงานศพพ่อบุญธรรมจนจบได้
เวลาผ่านไปเป็นปีอยู่เหมือนกัน เพื่อนกลุ่มนั้นมีการนัดกินข้าวกันแล้วโทรชวนเราซึ่งเราก็อยู่ข้างนอกบ้านพอดีก็เลยขับรถมอไซค์แวะไปเจอหน้าสักแป๊บหนึ่ง ส่วนเพื่อนที่พ่อบุญธรรมเสียชีวิตไม่ได้มา
***ด้วยความที่เราสวดมนต์นั่งสมาธิเป็นประจำอยู่แล้ว เห็นบอกเป็นร้านอาหารเราก็เลยแวะไป แต่ลืมคิดไปว่าร้านอาหารก็สั่งเหล้ากินได้ร้องเพลงได้(ห้องส่วนตัว) ถ้าเรานึกเรื่องแบบนั้นออกเราก็จะไม่ไปนั่งร่วมโต๊ะ พอไปถึงเข้าไปในห้องเพื่อนบางคนก็ส่งแก้วเหล้าให้ บางคนก็ส่งไมค์ให้ร้องเพลง เราก็ปฏิเสธหมด!!! และนั่งอยู่ห่างๆ กับคนที่กินเหล้า ในใจเราก็คิดว่าเราพลาดเองที่มาเพราะลืมไปว่าร้านอาหารก็กินเหล้าได้ แต่มาแล้วจะรีบลุกเดินกลับเลยก็จะเสียมารยาทเกินไปก็เลยคิดว่าจะนั่งอยู่สัก 5-10 นาที ค่อยหาเหตุผลอ้างออกจากห้อง
และนั้นก็คือ มีเพื่อนบางคนที่เคยถูกเพื่อนคนที่พ่อบุญธรรมเสียชีวิตโทรไปยืมเงินเหมือนกัน ก็เอาเรื่องนี้มาพูดกัน แล้วเพื่อนคนอื่นที่เคยถูกโทรไปยืมเงินเหมือนกันก็ร่วมกันพูด " แบบสนุกปาก เห็นความทุกข์ ความเดือดร้อน เห็นพ่อของเพื่อนตาย เป็นเรื่องสนุก คือ ไม่ช่วย ไมให้ยืมเงินก็ควรจะนิ่งๆไป ไม่ควรเอามาพูดนินทา มาพูดเล่นเป็นเรื่องสนุกหัวเราะกันแบบนั้น "
..พอเพื่อนในกลุ่มมาถามเราว่าถูกโทรมายืมเงินไหม เราก็ยิ้มๆ นิ่งๆ ไปไม่พูดอะไร เพื่อนในกลุ้มอีกคนก็พูดว่าคงโดนโทรมายืมเงินอยู่แล้วเพราะเพื่อนในกลุ่มโดนกันหลายคน ...และเพื่อนในกลุ่มอีกคนก็ถามเราว่า " ได้ให้ยืมเงินไปไหม..." เราก็ไม่ได้พูดตอบอะไรไป(เราก็มีความคิดในใจว่า ไม่ช่วยแล้วยังเอามาคุยเล่นสนุกปาก นิทาอีก ...มีบางคนก็พูดเรื่องอะไรกูจะให้ยืม)
*** เรื่องของคนตายเป็นเรื่องที่เราไม่ควรไปเอามาทำเล่นๆ เพราะเป็นเรื่องที่ไม่สมควรเล่น หรือสมควรทำ เพราะเวลาตายเราไม่รู้หรอกว่าเราจะตายเป็นศพไร้ญาติหรือไม่ หรือเราไปตายให้ศพเน่าอยู่ในป่าที่ไหน หรือจมน้ำเน่าพิสูจน์ตัวตนไม่ได้กลายเป็นศพไร้ญาติหรือไม่ เรื่องจัดงานศพก็ไม่ควรเอามาทำเป็นเรื่องคุยเล่นสนุกปาก
ส่วนตัวเราเองบริจาคร่างกายเป็นอาจารย์ใหญ่ให้สภากาชาดแล้ว ถ้าเราตายเมื่อไรเดี๋ยวสภากาชาดก็มาเอาศพเราไปทำประโยชน์ต่อไป เมื่อจบขั้นตอน สภากาชาดก็จัดการเผาศพให้เราเอง โดยไม่เป็นภาระหรือให้ญาติพี่น้องมาทำจัดงานศพให้ ส่วนเราก็หมดห่วงเรื่องศพตัวเองไป ตายไปก็ไม่มีอะไรต้องห่วง
ส่วนเพื่อนคนที่เราให้ยืมเงินไปจัดงานศพพ่อบุญธรรม ก็จะทักเราอยู่ทุกปี ปีละหลายครั้ง เราก็เคยบอกไปว่าไม่ต้องทักบ่อยๆ ก็ได้เราไม่ได้สนใจอะไรพวกนี้อยู่แล้ว เวลาเจอหน้ากันก็ค่อยทักทายกันก็พอ แต่เพื่อนคนนี้ก็ทักทายเราอยู่เรื่อยๆ เพื่อแสดงให้รู้ว่าเพื่อนไม่ได้ลืมเรื่องที่เราได้เคยช่วยเหลือไป
*** ส่วนตัวเราเองก็บอกตรงๆ ว่าเราไม่ได้อยากยึดติดกับใคร หรืออะไร ทุกวันนี้เราพยายามปล่อยบาง พยายามไม่จำอะไร ไม่ว่าใครจะทำไม่ดีกับเรา หรือทำดีกับเรา ก็ตาม เพราะเราพยายามจะไม่ยึดติด นั้นเอง