สำนักงานกฎหมาย ตระกูลมั่นคง ทนายความ 084-3602694

สำนักงานกฎหมาย ตระกูลมั่นคง ทนายความ 084-3602694 รับให้คำปรึกษาคดี แก่ประชาชนทั่วไป

29/06/2023

ขับรถเปลี่ยนเลนไม่ระวัง ก็ประมาท / ขับรถแซงไม่ระวังก็ประมาท

คำพิพากษาศาลฎีกา 4185/2529

จำเลยที่ 2 ขับรถเปลี่ยนช่องเดินรถไปทางขวาโดยมิได้ระมัดระวังดูรถที่แล่นตามมาทางด้านขวาให้ปลอดภัยเสียก่อน
เมื่อ *** “ เปลี่ยนช่องเดินรถออกไปในระยะกระชั้นชิด “ กับช่วงที่จำเลยที่ 1 จะขับรถแซง
แม้จำเลยที่ 2 จะให้สัญญาณไฟเลี้ยวหรือไม่ก็ตาม
ก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำโดยประมาท
และการที่จำเลยที่ 1 ขับตามหลังรถจำเลยที่ 2 ก็ย่อมจะต้องระมัดระวังดูรถคันข้างหน้า หากจะขับแซงก็ต้องดูให้ดีเสียก่อนว่าสามารถแซงขึ้นไปได้โดยปลอดภัย
แต่จำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความเร็วและจะแซงรถจำเลยที่ 2 ไป ในคราวเดียวกันที่แซงรถบรรทุกอีกคันหนึ่ง
รถจำเลยที่ 1 เฉี่ยวชนกับรถจำเลยที่ 2 และเสียหลักแล่นชนเสาปูนกันเลี้ยวที่ทางเชื่อมหัก แล้วแล่นผ่านทางเชื่อมพุ่งเข้าชนรถยนต์เก๋งในถนนด้านที่รถแล่นสวนพังยับเยิน
เป็นเหตุให้รถยนต์เก๋งกระแทกถูกรถยนต์กะบะที่แล่นตามมาตกคูข้างถนน รถจำเลยที่ 1 ถึงกับหันหัวรถกลับและพลิกตะแคงทับรถยนต์เก๋ง
ดังนี้ เหตุรถชนจึงเกิดจาก ความประมาทของจำเลยทั้งสองทำให้มีคนตายและบาดเจ็บ จำเลยทั้งสองมี ความผิดตาม ป.อ. ม.291,300พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม.43, 157 เป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตาม ม.291 ซึ่งเป็นบทหนัก
ผู้ร้องเป็นพี่ของผู้ตาย ไม่ใช่บุคคลที่มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหาย ตามที่
ป.ว.อ. ม.5(2) บัญญัติไว้ ไม่มีอำนาจร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ตามที่
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้อง
............................................................................
ทนายพี รับทำคดีรถชน / คดีแพ่ง คดีอาญา คดีต่างๆ / รับจ้างทำคดีทั่วประเทศ
#สำนักงานกฎหมายตระกูลมั่นคงทนายความ #ทนายพี0843602694 #ปรึกษาคดีฟรีID391026815
https://www.facebook.com/MankongLawyer0843602694
https://www.facebook.com/Lawyer.p.0843602694

29/06/2023

รถจักรยานยนต์ขับเลนขวาแม้จะเกิดอุบัติเหตุรถชนกัน ก็อาจจะไม่ได้เป็นผู้ขับรถประมาทเสมอไป ถ้าขับรถเลนขวา แต่ไม่ได้เป็นเหตุโดยตรงในการเกิดเหตุ(ต้นเหตุในการชน)

การขับรถจักรยานยนต์เลนขวา ก็อาจเป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 เท่านั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5055/2559

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291
จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายเปิมและนางทิพวัลย์ บิดาและมารดาของนางสาวยุพาพร ผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้เรียกนายเปิมว่า โจทก์ร่วมที่ 1 กับเรียกนางทิพวัลย์ว่า โจทก์ร่วมที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 จำคุก 2 ปี และปรับ 12,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 คุมความประพฤติของจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน ภายในกำหนด 1 ปีแรก ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 24 ชั่วโมง ภายในกำหนดเวลาคุมประพฤติ หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมทั้งสอง

โจทก์ร่วมทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้นายเปิมและนางทิพวัลย์ บิดาและมารดาของผู้ตายเข้าร่วมเป็นโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยขับรถจักรยานยนต์แล่นแซงรถกระบะที่อยู่ด้านหน้าล้ำเข้าไปในช่องเดินรถที่ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์แล่นสวนมาแล้วเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของผู้ตายด้วยความประมาทของจำเลย เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และจำเลยกระทำความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทด้วยอันจะทำให้ผู้ตายไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย และทำให้โจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นบิดามารดาของผู้ตายไม่มีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า เหตุคดีนี้เกิดจากการที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์แล่นแซงรถกระบะที่อยู่ด้านหน้าล้ำเข้าไปเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของผู้ตายที่แล่นสวนทางมาในช่องเดินรถของผู้ตาย ซึ่งหากจำเลยไม่ขับรถจักรยานยนต์แล่นล้ำเข้าไปในช่องเดินรถของผู้ตายเหตุครั้งนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ผู้ตายขับรถโดยไม่ชิดขอบทางด้านซ้ายและขับรถมาด้วยความเร็ว ก็อาจเป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 เท่านั้น ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการกระทำความผิดของจำเลยดังทำนองที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ประการสำคัญขณะเกิดเหตุผู้ตายขับรถจักรยานยนต์แล่นอยู่ในช่องเดินรถของตน การที่ผู้ตายขับรถโดยไม่ชิดขอบทางด้านซ้ายและขับรถมาด้วยความเร็วดังกล่าวจึงมิใช่เป็นเหตุโดยตรงที่ทำให้รถจักรยานยนต์ของผู้ตายถูกรถจักรยานยนต์ของจำเลยเฉี่ยวชน แต่การที่รถจักรยานยนต์ของผู้ตายถูกรถจักรยานยนต์ของจำเลยเฉี่ยวชน และผู้ตายถึงแก่ความตายเป็นผลโดยตรงจากการกระทำโดยประมาทของจำเลย ผู้ตายหามีส่วนประมาทด้วยไม่ ผู้ตายจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นบิดามารดาของผู้ตายย่อมมีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
............................................................................
ทนายพี รับทำคดีรถชน / คดีแพ่ง คดีอาญา คดีต่างๆ / รับจ้างทำคดีทั่วประเทศ
#สำนักงานกฎหมายตระกูลมั่นคงทนายความ #ทนายพี0843602694 #ปรึกษาคดีฟรีID391026815
https://www.facebook.com/MankongLawyer0843602694
https://www.facebook.com/Lawyer.p.0843602694

28/06/2023

ผู้ขับขี่ที่เมาสุรา แม้จะเข้าขอยกเว้นที่ประกันไม่ต้องรับผิดชอบ แต่ประกันจะจ่ายค่าเสียหายให้บุคคลภายนอกไปก่อนแล้วมา ฟ้องไล่เบี้ยคือจาก ผู้เอาประกัน หรือ ผู้ขับขี่ที่เมาสุรา แล้วแต่กรณีไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6914/2559
เมื่อจำเลยขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยในขณะเมาสุรา แล้วเกิดอุบัติเหตุชนท้ายรถยนต์ที่ ส. ขับได้รับความเสียหาย จึงเสมือนจำเลยเป็นผู้เอาประกันภัยก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก ตามกรมธรรม์ประกันภัยหมวดการคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ข้อ 8 กำหนดให้โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกโดยไม่อาจยกข้อต่อสู้ที่ยกเว้นความคุ้มครองกรณีการขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดไม่น้อยกว่า 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เพื่อปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน และเมื่อโจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกแล้ว ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินที่โจทก์จ่ายไปคืนแก่โจทก์ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัย หมวดการคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ข้อ 8 วรรคสาม กรณีดังกล่าวเป็นการฟ้องเรียกเงินที่ผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ให้แก่บุคคลภายนอกไปคืนจากผู้เอาประกันภัยตามสัญญาประกันภัย ซึ่งแตกต่างจากการเรียกให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนตามความในมาตรา 882 วรรคหนึ่ง และเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ภายใน 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกไป คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8789/2559
การที่จำเลยที่ 1 ขับรถชนรถคันอื่นจนทำให้เกิดความเสียหายแก่รถอื่นถึง 3 คัน ย่อมเป็นผลโดยตรงอันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ซึ่งขับรถด้วยความเร็วสูงในขณะเมาสุรา เมื่อตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ท้ายตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ข้อ 7 ระบุว่า การประกันภัยไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจาก 7.6 การขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่ มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดไม่น้อยกว่า 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ข้อ 8 วรรคสอง ระบุว่าเงื่อนไขตาม 7.6 บริษัทจะไม่นำมาเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกเพื่อปฏิเสธความรับผิด เมื่อโจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกไปแล้วตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 8 วรรคสาม โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาคืนจากผู้เอาประกันภัยได้
ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัย ผู้เอาประกันภัยที่จะถูกเรียกค่าสินไหมทดแทนคืนจากบริษัทผู้รับประกันภัยนั้น หมายถึง ผู้เอาประกันภัยที่เป็นผู้ทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก แต่ขณะเกิดเหตุคดีนี้จำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยมิใช่เป็นผู้ทำละเมิด โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกคืนค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 2 แม้จำเลยที่ 2 มิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นต่อสู้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)
............................................................................
ทนายพี รับทำคดีรถชน / คดีแพ่ง คดีอาญา คดีต่างๆ / รับจ้างทำคดีทั่วประเทศ
#สำนักงานกฎหมายตระกูลมั่นคงทนายความ #ทนายพี0843602694 #ปรึกษาคดีฟรีID391026815
https://www.facebook.com/MankongLawyer0843602694
https://www.facebook.com/Lawyer.p.0843602694

28/06/2023

ตามสัญญาประกันภัย ข้อยกเว้น “ การทำร้าย หรือ ฆาตกรรม “ หากว่าพิสูจน์ไม่ได้ก็นับว่าการตายของผู้เอาประกันเกิดขึ้นโดยอุบัติเหตุ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 395/2532

แม้สัญญาประกันภัยจะไม่คุ้มครองการทำร้ายหรือฆาตกรรมก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าคนที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เอาประกันเป็นใครและยังฟังไม่ได้แน่ชัดว่าผู้เอาประกันถึงแก่ความตายเพราะถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงนับว่าการตายของผู้เอาประกันเกิดขึ้นโดยอุบัติเหตุผู้รับประกันภัยคุ้มครองมรณกรรมเนื่องจากอุบัติเหตุจะปฏิเสธความรับผิดหาได้ไม่.

เมื่อผู้รับประโยชน์จากสัญญาประกันได้แจ้งให้ผู้รับประกันทราบถึงอุบัติเหตุและได้ส่งหลักฐานความเสียหายไปให้ผู้รับประกันภัยครบถ้วนแล้ว ผู้รับประกันเป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ยอมจ่ายเงินให้ผู้รับประโยชน์ผู้รับประโยชน์จึงมีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยของเงินที่ผู้รับประโยชน์มีสิทธิได้รับ นับแต่วันผิดนัด.
ในคดีที่โจทก์ฟ้องและดำเนินคดีอย่างคนอนาถามาโดยตลอดค่าธรรมเนียมในศาลที่จำเลยจะต้องใช้แทนโจทก์ชั้นศาล ต้องสั่งให้จำเลยชำระต่อศาลในนามของโจทก์ ตามป.วิ.พ. มาตรา 158.
............................................................................
ทนายพี รับทำคดีรถชน / คดีแพ่ง คดีอาญา คดีต่างๆ / รับจ้างทำคดีทั่วประเทศ
#สำนักงานกฎหมายตระกูลมั่นคงทนายความ #ทนายพี0843602694 #ปรึกษาคดีฟรีID391026815
https://www.facebook.com/MankongLawyer0843602694
https://www.facebook.com/Lawyer.p.0843602694

28/06/2023

นายจ้างทำประกันชีวิตให้ลูกจ้างได้ ถ้าหากมีส่วนได้เสีย ก็สามารถทำประกันชีวิตของลูกจ้างและเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตได้
หากว่านายจ้างมีส่วนได้เสียกับความเป็นอยู่ของลูกจ้างถึงขนาด โดยมีลูกจ้างเป็นหัวใจสำคัญของบริษัท ถ้าหากว่าลูกจ้างตายจะมีผลกระทบต่อกิจการของนายจ้าง หรือในกรณีที่ลูกจ้างมีสถานะเป็นการจ้างงานทั่วไปแต่มีทักษะความชำนาญงานเป็นพิเศษและกฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างกระทำละเมิดในทางการที่จ้าง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 64/2516 (ประชุมใหญ่)

วางหลักว่า “ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์เป็นนายจ้าง นายเนื่องเป็นลูกจ้างขับรถบรรทุกน้ำมันให้โจทก์ และอุบัติเหตุก็เกิดขึ้นในระหว่างอายุสัญญาจ้าง โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างในกรณีเช่นนี้มีความรับผิดตามกฎหมายที่เห็นอยู่ชัด ๆ สองประการ

ประการแรกคือ ความรับผิดของนายจ้างต่อความละเมิดในทางการที่จ้างของลูกจ้างและ

อีกประการหนึ่งคือความรับผิดของนายจ้างที่จะต้องจ่ายแก่ทายาทผู้อยู่ใต้อุปการะลูกจ้างผู้ตาย ตามประกาศของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 19

นอกจากนั้นรถบรรทุกน้ำมันของโจทก์ย่อมจะมีราคาไม่ใช่น้อย โจทก์จะต้องใช้บุคคลที่มีความชำนิชำนาญและไว้วางใจไม่ใช่ว่าใคร ๆ ก็จะมาขับรถบรรทุกน้ำมันกันได้ทั้งนั้น เมื่อรวมเหตุผลทั้งหลายดังกล่าวแล้ว

*** ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างมีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยตามความหมายในมาตรา 863 ดังกล่าวข้างต้นแล้ว
เมื่อโจทก์มีส่วนได้เสียในชีวิตของนายเนื่องลูกจ้างดังกล่าวการประกันภัยรายพิพาทนี้จึงไม่ใช่การพนันขันต่อและหาเป็นโมฆะไม่…”
............................................................................
ทนายพี รับทำคดีรถชน / คดีแพ่ง คดีอาญา คดีต่างๆ / รับจ้างทำคดีทั่วประเทศ
#สำนักงานกฎหมายตระกูลมั่นคงทนายความ #ทนายพี0843602694 #ปรึกษาคดีฟรีID391026815
https://www.facebook.com/MankongLawyer0843602694
https://www.facebook.com/Lawyer.p.0843602694

28/06/2023

การทำประกันชีวิต เรื่องสุขภาพของผู้เอาประกันภัยสัญญาเป็นเรื่องสำคัญ “ ประกันภัยชีวิต “ ที่กระทำโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคแรก เป็นโมฆียะมีผลให้ผู้รับประกันภัยใช้สิทธิบอกล้างได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2397/2536

ผู้เอาประกันภัยในสัญญาประกันชีวิตซึ่งการใช้เงินย่อมอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของตนเป็นสำคัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 865 วรรคแรก มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อความจริงซึ่งอาจจะได้จูงใจผู้รับประกันภัยให้เรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้น หรือบอกปัดไม่ยอมทำสัญญาให้ผู้รับประกันภัยทราบ และจะถือว่าการที่ผู้รับประกันภัยไม่ตรวจสุขภาพของผู้เอาประกันภัยก่อนเป็นการละเลยหาได้ไม่ แม้การประกันชีวิตในทุนประกันภัยต่ำตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดไม่จำเป็นต้องตรวจสุขภาพของผู้เอาประกันภัยก็ยังถือไม่ได้ว่าผู้รับประกันภัยไม่ถือเอาเรื่องสุขภาพของผู้เอาประกันภัยเป็นสำคัญ สัญญาประกันภัยชีวิตที่กระทำโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคแรก เป็นโมฆียะมีผลให้ผู้รับประกันภัยใช้สิทธิบอกล้างได้ หากผู้รับประกันภัยไม่ใช้สิทธิบอกล้างสัญญาดังกล่าวย่อมใช้บังคับได้ จึงเป็นสิทธิของผู้รับประกันภัยจะบอกล้างหรือไม่ก็ได้ ดังนั้น แม้ผู้รับประกันภัยจะใช้สิทธิบอกล้างแต่เพียงเฉพาะสัญญารายใดก็หาเป็นการไม่ชอบไม่
............................................................................
ทนายพี รับทำคดีรถชน / คดีแพ่ง คดีอาญา คดีต่างๆ / รับจ้างทำคดีทั่วประเทศ
#สำนักงานกฎหมายตระกูลมั่นคงทนายความ #ทนายพี0843602694 #ปรึกษาคดีฟรีID391026815
https://www.facebook.com/MankongLawyer0843602694
https://www.facebook.com/Lawyer.p.0843602694

28/06/2023

คดีเช่าซื้อ หากเจ้าหนี้ไม่ได้มีหนังสือทวงถามผู้ค้ำประกันภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ ลูกหนี้ผิดนัด ผู้ค้ำประกันจึงหลุดพ้นจากความรับผิด ...ไม่ต้องจ่ายค่าขาดราคา

ฎีกา 4995/2562 เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2558 สิทธิและหน้าที่ของเจ้าหนี้และผู้ค้ำประกันให้เป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 กล่าวคือ เมื่อลูกหนี้ผิดนัด ให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดเจ้าหนี้จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ก่อนที่หนังสือบอกกล่าวจะไปถึงผู้ค้ำประกันมิได้ และในกรณีที่เจ้าหนี้มิได้มีหนังสือบอกกล่าวภายในกำหนดเวลา 60 วัน นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด ให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้บรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวเรื่องใช้สิทธิซื้อรถยนต์คืนไปยังจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2558 เท่านั้น แสดงว่าโจทก์มิได้มีหนังสือบอกกล่าวถึงจำเลยที่ 2 ภายในกำหนดเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด จำเลยที่ 2 จึงหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้เฉพาะที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด สำหรับค่าขาดราคานั้นถือเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนด 60 วันแล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์
............................................................................
ทนายพี รับทำคดีรถชน / คดีแพ่ง คดีอาญา คดีต่างๆ / รับจ้างทำคดีทั่วประเทศ
#สำนักงานกฎหมายตระกูลมั่นคงทนายความ #ทนายพี0843602694 #ปรึกษาคดีฟรีID391026815
https://www.facebook.com/MankongLawyer0843602694
https://www.facebook.com/Lawyer.p.0843602694

28/06/2023

หากผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อ คือ เมื่อคืนรถในขณะที่ไม่มีเงินหรือหนี้ที่ต้องชำระตามสัญญาเช่าซื้อ ...จึงถือว่าใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแล้วตามกฎหมาย ...ผู้เช่าซื้อไม่ต้องรับผิดใน “ ค่าขาดราคา “
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๐๓/๒๕๖๕ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ขณะที่จำเลยนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปคืนโจทก์เมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๑ จำเลยได้ชำระค่าเช่าซื้องวดที่ ๑๐ ประจำวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๑ แล้ว โดยจำเลยชำระล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๑ และโจทก์รับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยประพฤติผิดสัญญาข้อใดหรือมีหนี้ที่ต้องชำระตามสัญญาเช่าซื้อแก่โจทก์แต่อย่างใด กรณีจึงไม่อาจถือว่าจำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ ๑๒ ซึ่งจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดราคาตามสัญญาข้อ ๑๓ ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัย เนื่องจากการแสดงเจตนาคืนรถอันจะถือว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อของผู้เช่าซื้อนั้น ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ ๑๒ ระบุว่า “ผู้เช่าซื้อจะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อในเวลาใด ๆ เสียก็ได้ โดยผู้เช่าซื้อจะต้องคืนและส่งมอบรถยนต์...และชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญานี้อยู่ในเวลานั้นทันที...” ดังนั้น ต้องปรากฏว่าจำเลยยังคงมีหนี้หรือเงินที่ต้องชำระตามสัญญาเช่าซื้ออยู่ในขณะที่ส่งมอบรถคืนโจทก์ แต่เมื่อจำเลยไม่มีเงินหรือหนี้ที่ต้องชำระตามสัญญาเช่าซื้อ กรณีดังกล่าวจึงถือว่าจำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแล้วด้วยการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๕๗๓ สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นอันเลิกกันนับแต่วันที่จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ เมื่อสัญญาเลิกกันโดยจำเลยไม่ได้ประพฤติผิดสัญญาและไม่มีหนี้ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามมาตรา ๕๗๓ ดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาค่าเช่าซื้อตามสัญญาจากจำเลย และแม้จำเลยได้ตกลงที่จะรับผิดในบรรดาหนี้ค้างชำระที่เกิดขึ้นจากการบอกเลิกสัญญาให้แก่โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ ๑๓ ตามหนังสือแสดงเจตนาคืนรถของจำเลยเอกสารหมาย จ.๘ แผ่นที่ ๑ ดังที่โจทก์แก้ฎีกาก็ตาม แต่เอกสารดังกล่าวมิใช่สัญญาเช่าซื้อ เป็นเพียงหลักฐานการส่งมอบทรัพย์ที่เช่าซื้อคืนและจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อรับรองต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อว่าหากโจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายได้เงินไม่เพียงพอชำระหนี้คงค้างตามสัญญา จำเลยจะยอมรับผิดชดใช้ส่วนที่ขาดแก่โจทก์ ซึ่งเอกสารดังกล่าวหา
มีผลให้จำเลยต้องรับผิดค่าขาดราคาตามที่ระบุไว้ในเอกสารไม่ เพราะกรณีเป็นการรับสภาพหนี้สินว่ามีอยู่ทั้งที่ไม่มี เนื่องจากโจทก์และจำเลยไม่มีมูลหนี้ค่าขาดราคาต่อกันแล้ว จึงไม่มีผลบังคับแก่กันได้
............................................................................
ทนายพี รับทำคดีรถชน / คดีแพ่ง คดีอาญา คดีต่างๆ / รับจ้างทำคดีทั่วประเทศ
#สำนักงานกฎหมายตระกูลมั่นคงทนายความ #ทนายพี0843602694 #ปรึกษาคดีฟรีID391026815
https://www.facebook.com/MankongLawyer0843602694
https://www.facebook.com/Lawyer.p.0843602694

28/06/2023

ฎีกาที่ 9861/2559 กรณีผู้เช่าซื้อคืนรถพร้อมทำหนังสือส่งมอบทรัพย์(เอกสารดังกล่าวมิใช่สัญญาเช่าซื้อ)

จำเลยที่ ๑ ผู้เช่าซื้อคืนรถหลังจากผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ ๒ งวด โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อรับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน ถือว่า โจทก์กับจำเลยที่ ๑ สมัครใจเลิกสัญญากัน โจทก์ไม่อาจเรียกค่าขาดราคา แม้จำเลยที่ ๑ ทำหนังสือส่งมอบทรัพย์ให้ไว้แก่โจทก์ซึ่งเอกสารดังกล่าวมิใช่สัญญาเช่าซื้อ หากแต่เป็นเพียงหลักฐานการส่งมอบทรัพย์ที่เช่าซื้อคืนและจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อรับรองต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อว่า หากโจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายได้ราคาไม่คุ้มกับความเสียหาย จำเลยที่ ๑ จะยอมรับผิดชดใช้ส่วนที่ขาดตามสัญญาแก่โจทก์ กรณีเป็นการรับสภาพหนี้สินว่ามีอยู่ทั้งที่ไม่มี เพราะโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ไม่มีมูลหนี้ค่าขาดราคาต่อกัน จึงไม่มีผลบังคับให้จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดค่าขาดราคาตามที่ระบุไว้ในหนังสือส่งมอบทรัพย์
............................................................................
ทนายพี รับทำคดีรถชน / คดีแพ่ง คดีอาญา คดีต่างๆ / รับจ้างทำคดีทั่วประเทศ
#สำนักงานกฎหมายตระกูลมั่นคงทนายความ #ทนายพี0843602694 #ปรึกษาคดีฟรีID391026815
https://www.facebook.com/MankongLawyer0843602694
https://www.facebook.com/Lawyer.p.0843602694

28/06/2023

ในกรณีที่ ผู้เช่าซื้อส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อ(คืนรถ) และ บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ ... ผู้เช่าซื้อไม่ต้องรับผิดใน “ ค่าขาดราคา “ ถ้าไฟแนนซ์ฟ้องเรียกค่าขาดราคามาก็ สู้คดีได้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๐๓/๒๕๖๕ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ขณะที่จำเลยนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปคืนโจทก์เมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๑ จำเลยได้ชำระค่าเช่าซื้องวดที่ ๑๐ ประจำวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๑ แล้ว โดยจำเลยชำระล่วงหน้าตั้งแต่ วันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๑ และโจทก์รับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโดยไม่ปรากฏว่า “ จำเลยประพฤติผิดสัญญาข้อใดหรือมีหนี้ที่ต้องชำระตามสัญญาเช่าซื้อแก่โจทก์แต่อย่างใด “ กรณีจึงไม่อาจถือว่าจำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ ๑๒ ซึ่งจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดราคาตามสัญญาข้อ ๑๓ ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัย เนื่องจากการแสดงเจตนาคืนรถอันจะถือว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อของผู้เช่าซื้อนั้น ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ ๑๒ ระบุว่า “ผู้เช่าซื้อจะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อในเวลาใด ๆ เสียก็ได้ โดยผู้เช่าซื้อจะต้องคืนและส่งมอบรถยนต์...และชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญานี้อยู่ในเวลานั้นทันที...”
*** ดังนั้น ต้องปรากฏว่าจำเลยยังคงมีหนี้หรือเงินที่ต้องชำระตามสัญญาเช่าซื้ออยู่ในขณะที่ส่งมอบรถคืนโจทก์
*** แต่เมื่อจำเลยไม่มีเงินหรือหนี้ที่ต้องชำระตามสัญญาเช่าซื้อ กรณีดังกล่าวจึงถือว่าจำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแล้วด้วยการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๕๗๓ สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นอันเลิกกันนับแต่วันที่จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ ..เมื่อสัญญาเลิกกันโดยจำเลยไม่ได้ประพฤติผิดสัญญาและไม่มีหนี้ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามมาตรา ๕๗๓ ดังกล่าว ..โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาค่าเช่าซื้อตามสัญญาจากจำเลย และแม้จำเลยได้ตกลงที่จะรับผิดในบรรดาหนี้ค้างชำระที่เกิดขึ้นจากการบอกเลิกสัญญาให้แก่โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ ๑๓ ตามหนังสือแสดงเจตนาคืนรถของจำเลยเอกสารหมาย จ.๘ แผ่นที่ ๑ ดังที่โจทก์แก้ฎีกาก็ตาม แต่เอกสารดังกล่าวมิใช่สัญญาเช่าซื้อ เป็นเพียงหลักฐานการส่งมอบทรัพย์ที่เช่าซื้อคืนและจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อรับรองต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อว่าหากโจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายได้เงินไม่เพียงพอชำระหนี้คงค้างตามสัญญา จำเลยจะยอมรับผิดชดใช้ส่วนที่ขาดแก่โจทก์ ซึ่งเอกสารดังกล่าวหา มีผลให้จำเลยต้องรับผิดค่าขาดราคาตามที่ระบุไว้ในเอกสารไม่ เพราะกรณีเป็นการรับสภาพหนี้สินว่ามีอยู่ทั้งที่ไม่มี เนื่องจากโจทก์และจำเลยไม่มีมูลหนี้ค่าขาดราคาต่อกันแล้ว จึงไม่มีผลบังคับแก่กันได้
............................................................................
ทนายพี รับทำคดีรถชน / คดีแพ่ง คดีอาญา คดีต่างๆ / รับจ้างทำคดีทั่วประเทศ
#สำนักงานกฎหมายตระกูลมั่นคงทนายความ #ทนายพี0843602694 #ปรึกษาคดีฟรีID391026815
https://www.facebook.com/MankongLawyer0843602694
https://www.facebook.com/Lawyer.p.0843602694

เจ้าหนี้ที่ชอบยึดรถของลูกหนี้ไปเก็บไว้เป็นหลักประกันหนี้ ระวังจะเป็นความผิดอาญาได้ครับ.. เจ้าหนี้จะต้องดำเนินการภายใต้กร...
03/11/2022

เจ้าหนี้ที่ชอบยึดรถของลูกหนี้ไปเก็บไว้เป็นหลักประกันหนี้ ระวังจะเป็นความผิดอาญาได้ครับ
.. เจ้าหนี้จะต้องดำเนินการภายใต้กรอบหรือหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ การที่เจ้าหนี้นำรถยนต์ของผู้เสียหายไปเพื่อเป็น “ การประกันหนี้ โดยพลการ " เช่นนี้ จึงเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจใดๆ ตามกฎหมาย ถือได้ว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง อันเป็นความผิดอาญาได้ เช่นกัน

คำพิพากษาฎีกาที่ 4932/2561
ป.อ. มาตรา 335 (1) ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน
มาตรา 339 ชิงทรัพย์
มาตรา 391 ทำร้ายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตราย
คืนเกิดเหตุ จำเลยกับผู้เสียหายเจรจาเรื่องหนี้สินกัน แล้วต่อมาจำเลยนำรถยนต์และกุญแจรถยนต์ของผู้เสียหายไป ซึ่งต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจยึดรถยนต์คันดังกล่าวได้จากร้านรับซื้อของเก่า รถยนต์ยังคงอยู่ในสภาพเดิม ไม่มีการดัดแปลงเปลี่ยนสภาพ แสดงว่าจำเลยต้องการนำรถยนต์ไปเก็บไว้เป็นการประกันหนี้เพื่อให้ผู้เสียหายมาชำระหนี้คืนแก่จำเลย แต่การบังคับชำระหนี้คืนจากลูกหนี้มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนให้ฟ้องร้องดำเนินคดีและบังคับคดีไว้อยู่แล้ว หากจำเลยต้องการบังคับชำระหนี้จากผู้เสียหาย จำเลยย่อมจะต้องดำเนินการภายใต้กรอบหรือหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ การที่จำเลยนำรถยนต์ของผู้เสียหายไปเพื่อเป็นการประกันหนี้โดยพลการเช่นนี้ จึงเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจใดๆ ตามกฎหมาย ถือได้ว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง อันเป็นการเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริตแล้ว การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์
การที่จำเลยตบศีรษะผู้เสียหายนั้นไม่ได้ตบเพื่อให้เกิดความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือให้ผู้เสียหายยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น หรือเพื่อยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ แต่เป็นการตบศีรษะเพื่อบังคับให้ผู้เสียหายเขียนสัญญากู้ยืมเงิน ดังนั้น การตบศีรษะผู้เสียหายกับการเอารถยนต์ของผู้เสียหายไปจึงเป็นการกระทำที่แยกขาดจากกัน ไม่ใช่เป็นการใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้สะดวกแก่การพาทรัพย์นั้นไปหรือให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้นหรือเพื่อยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ อันจะเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335(1) และทำร้ายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตาม ป.อ. มาตรา 391 แยกต่างหากจากกัน
หมายเหตุ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 674/2554
(กรณีเจ้าหนี้ยึดทรัพย์ของลูกหนี้หักใช้หนี้ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นการลักทรัพย์)
ป.อ. มาตรา 340
แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า จำเลยกับพวกเข้าไปทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนได้รับบาดเจ็บและบังคับเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไปเท่าที่คิดว่าพอกับค่าจ้างที่ผู้เสียหายเป็นหนี้พวกจำเลยอยู่เท่านั้น ไม่ได้เอาทรัพย์สินอื่นๆ ที่มีค่ามากไปด้วยก็ตามแต่การกระทำของจำเลยกับพวกดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เป็นการกระทำโดยมีเจตนาทุจริตแล้ว การกระทำของจำเลยกับพวกเป็นการร่วมกันปล้นทรัพย์ของผู้เสียหาย
(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 9/2553)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10094/2557
(กรณีเจ้าหนี้ยึดทรัพย์ของลูกหนี้มาเป็นหลักประกันหนี้ ศาลฎีกาก็วินิจฉัยว่าเป็นการลักทรัพย์)
ผู้เสียหายเป็นหนี้จำเลย 500 บาท จำเลยชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องทางแพ่งเพื่อขอให้ผู้เสียหายชำระหนี้ จำเลยหามีสิทธิเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปเพื่อเป็นประกันให้ผู้เสียหายชำระหนี้ การกระทำของจำเลยเป็นการบังคับให้ผู้เสียหายชำระหนี้โดยพลการซึ่งไม่มีอำนาจกระทำได้ตามกฎหมาย เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต เมื่อจำเลยใช้อาวุธปืนข่มขู่ผู้เสียหายไม่ให้ขัดขืนด้วยจำเลยจึงมีความผิดฐานชิงทรัพย์โดยมีหรือใช้อาวุธปืน
............................................................................
ทนายพี รับทำคดีรถชน / คดีแพ่ง คดีอาญา คดีต่างๆ / รับจ้างทำคดีทั่วประเทศ
#สำนักงานกฎหมายตระกูลมั่นคงทนายความ #ทนายพี0843602694 #ปรึกษาคดีฟรีID391026815
https://www.facebook.com/MankongLawyer0843602694
https://www.facebook.com/Lawyer.p.0843602694

การด่าว่า “ตอแหล” เป็นการดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า ตามกฎหมายจะมีโทษ ดังนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน...
03/11/2022

การด่าว่า “ตอแหล” เป็นการดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า ตามกฎหมายจะมีโทษ ดังนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

กฎหมายอาญา มาตรา 393 ผู้ใดดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

คำพิพากษาฎีกาที่ 8919/2552
การดูหมิ่นผู้อื่น หมายถึง การดูถูกเหยียดหยาม สบประมาท หรือทำให้อับอายการวินิจฉัยว่าการกล่าววาจาอย่างไรเป็นการดูหมิ่นผู้อื่นหรือไม่จึงต้องพิจารณาว่าถ้อยคำที่กล่าวเป็นการดูถูกเหยียดหยามสบประมาทผู้ที่ถูกกล่าว หรือเป็นการทำให้ผู้ที่ถูกกล่าวอับอายหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นก็ถือได้ว่าเป็นการดูหมิ่นแล้ว เมื่อตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายคำว่า “ตอแหล” ว่า เป็นคำด่าคนที่พูดเท็จ ซึ่งมีความหมายในทางเสื่อมเสีย การที่จำเลยกล่าวถ้อยคำดังกล่าวต่อผู้เสียหายจึงเป็นการพูดด่าผู้เสียหาย เป็นการดูถูกเหยียดหยามและสบประมาทผู้เสียหายว่าเป็นคนพูดเท็จ จึงเป็นการดูหมิ่นผู้เสียหายอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393
............................................................................
ทนายพี รับทำคดีรถชน / คดีแพ่ง คดีอาญา คดีต่างๆ / รับจ้างทำคดีทั่วประเทศ
#สำนักงานกฎหมายตระกูลมั่นคงทนายความ #ทนายพี0843602694 #ปรึกษาคดีฟรีID391026815
https://www.facebook.com/MankongLawyer0843602694
https://www.facebook.com/Lawyer.p.0843602694

ที่อยู่

85/525 ม. 3 หมู่บ้านหงส์ประยูรทาวน์โฮม ถนนบางกรวย-ไทรน้อย ซอยเทศบาล4 ตำบลบางรักพัฒนา นนทบุรี
Amphoe Bang Bua Thong
11110

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สำนักงานกฎหมาย ตระกูลมั่นคง ทนายความ 084-3602694ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง สำนักงานกฎหมาย ตระกูลมั่นคง ทนายความ 084-3602694:

แชร์