เส้นทาง เว็บไซต์

Netinara & Thomas Law บริษัท เนตินรา แอนด์ โทมัส ลอว์
ก่อตั้งโดย ทนายนราธิป และ Partner ทางธุรกิจ

ทนายความ ทำสัญญาธุรกิจ ที่ปรึกษา
คดีแพ่ง อาญา หุ้นส่วน บริษัท เลิกกิจการ รื้อฟื้นกิจการ
ฟ้องร้องผิดสัญญา ล้มละลาย ฟื้นฟูกิจการ
เจรจา ปรับโครงสร้างหนี้ ขอใบอนุญาตลงทุน

EP.11 ผู้รับเหมาทิ้งงาน ทำบ้านพัง ฟ้องเรียกค่าเสียหายอะไรได้บ้าง? #สร้างบ้านไม่โดนเท  #ฟ้องผู้รับเหมา  #ค่าเสียหายผู้รับ...
19/08/2026

EP.11 ผู้รับเหมาทิ้งงาน ทำบ้านพัง ฟ้องเรียกค่าเสียหายอะไรได้บ้าง?
#สร้างบ้านไม่โดนเท #ฟ้องผู้รับเหมา #ค่าเสียหายผู้รับเหมาทิ้งงาน
เมื่อการบอกเลิกสัญญาเสร็จสิ้นอย่างถูกต้อง และผ่านขั้นตอนการตรวจรับงานโดยวิศวกรคนกลางเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่เจ้าของบ้านต้องเผชิญหน้าต่อมาคือความเป็นจริงอันน่าปวดหัวในการพาผู้รับเหมาคนใหม่เข้ามาทำต่อ

เพราะงานสร้างบ้านที่ค้างคาอยู่ บวกกับงานเก่าที่ช่างเดิมทำไว้แบบชุ่ยๆ มักทำให้ไม่มีผู้รับเหมาดีๆ คนไหนอยากเข้ามาแก้งานเผาร้อนในราคาเดิม สุดท้ายราคาก่อสร้างรอบใหม่จึงพุ่งสูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

ยามที่งบประมาณบานปลายออกไปนับแสนหรือนับล้านบาท ในทางกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เจ้าของบ้านมีสิทธิฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายอะไรจากผู้รับเหมาเดิมได้บ้าง มาเจาะลึก 3 หมวดค่าเสียหายที่ศาลรับฟัง และวิธีต่อสู้ของฝ่ายผู้รับเหมาครับ

#3หมวดค่าเสียหายที่เจ้าของบ้านมีสิทธิฟ้องเรียกคืน
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ #มาตรา391 และ #มาตรา222 เมื่อมีการบอกเลิกสัญญาเพราะเหตุอีกฝ่ายผิดสัญญา คู่สัญญาจำต้องให้อีกฝ่าย #กลับคืนสู่ฐานะเดิม และมีสิทธิเรียกค่าเสียหายอันเกิดขึ้นตามปกติจากการไม่ชำระหนี้ได้ตามความเป็นจริง ดังนี้
1. ค่าส่วนต่างในการจ้างผู้รับเหมาคนใหม่
หากสัญญากับผู้รับเหมาเดิมเหลืองานที่ต้องทำอีก 1 ล้านบาท แต่เมื่อผู้รับเหมาเดิมทิ้งงานไป แล้วเจ้าของบ้านต้องไปจ้างผู้รับเหมาคนใหม่เข้ามาทำเนื้องานส่วนที่เหลือเดียวกันนั้นในราคา 1.3 ล้านบาท เนื่องจากราคาวัสดุปรับขึ้นหรือค่าแรงเก็บงานแพงขึ้น ส่วนต่างจำนวน 300,000 บาทที่เพิ่มขึ้นมานี้ ถือเป็นค่าเสียหายโดยตรง ที่เจ้าของบ้านมีสิทธิฟ้องเรียกคืนจากผู้รับเหมาเดิมได้ครับ

2. ค่าทุบรื้อและซ่อมแซมงานชุ่ย
ไม่ใช่แค่เนื้องานที่ไม่เสร็จ แต่งานส่วนที่ทำไปแล้วทิ้งไว้แต่จุดบกพร่อง เช่น เสาตอม่อคดเอียงไม่ได้มาตรฐาน งานท่อรั่วซึมใต้พื้น หรือผนังร้าวรุนแรงจนวิศวกรแนะนำให้ทุบทิ้ง ค่าใช้จ่ายในการทุบทลายทำใหม่ ค่าแรง และค่าวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องเสียไปเพื่อแก้ไขงานเหล่านี้ ถือเป็นค่าเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาที่เรียกร้องได้เช่นกันครับ

3. ค่าขาดประโยชน์และการเสียโอกาส
ช่วงเวลาที่การก่อสร้างล่าช้าออกไปเพราะการทิ้งงาน หากเจ้าของบ้านต้องเสียค่าเช่าบ้านอยู่อาศัยจริงระหว่างรอ หรือต้องเสียค่าเช่าโกดังเก็บของ เจ้าของบ้านสามารถนำใบเสร็จค่าเช่าเหล่านั้นมาฟ้องเรียกเป็นค่าเสียหายได้ รวมถึงกรณีอาคารพาณิชย์หรือร้านค้า หากต้องเสียโอกาสในการเปิดกิจการและขาดรายได้ตามประเมินจริง ศาลก็รับฟังและกำหนดค่าขาดประโยชน์ส่วนนี้ให้ด้วยครับ

#ฝั่งผู้รับเหมาจะต่อสู้เรื่องเนื้องานที่ทำไปแล้วได้อย่างไร?
- ในทางคดีแพ่ง กฎหมายให้ความคุ้มครองทั้งสองฝ่ายอย่างเท่าเทียม ในชั้นศาล ผู้รับเหมามักจะยกข้อต่อสู้ขึ้นมาคัดง้างเพื่อหักล้างค่าเสียหายของเจ้าของบ้าน ดังนี้
- หลักการคืนสู่ฐานะเดิมตามมาตรา 391 ผู้รับเหมามีสิทธินำเสนอหลักฐานต่อศาลว่า เนื้องานที่เขาทำเสร็จไปแล้วและมีคุณภาพใช้การได้ มีมูลค่าเท่าใด เพื่อขอให้นำมูลค่างานส่วนนั้นมาหักกลบลบหนี้กับค่าเสียหายที่เจ้าของบ้านเรียกร้อง
- การประเมินราคาเกินจริง หากผู้รับเหมาพิสูจน์ได้ว่าเจ้าของบ้านไปจ้างผู้รับเหมาใหม่ในราคาที่สูงเกินจริงเกินกว่าราคาตลาด หรือมีการแอบใส่สเปกวัสดุที่หรูหราขึ้นเกินกว่าสัญญาเดิม ศาลจะรับฟังและปรับลดค่าส่วนต่างลงให้เหลือเพียงราคามาตรฐานจริงเท่านั้นครับ

*หลักการที่ศาลยึดถือ ค่าส่วนต่างและค่าซ่อมงานชุ่ย ผู้รับเหมาเดิมต้องรับผิดชอบ
- หลักกฎหมายที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในวงการกฎหมายก่อสร้างวางไว้ชัดเจนว่า เมื่อผู้รับจ้างเป็นฝ่ายผิดสัญญาและทิ้งงานก่อสร้าง จนผู้ว่าจ้างจำเป็นต้องบอกเลิกสัญญาและไปว่าจ้างบุคคลภายนอกเข้ามาทำการก่อสร้างต่อจนเสร็จ ค่าใช้จ่ายที่ผู้ว่าจ้างต้องชำระเพิ่มขึ้นไปจากราคาสัญญาเดิม รวมถึงค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมงานที่ผู้รับจ้างเดิมทำไว้ชำรุดบกพร่อง ถือเป็นค่าเสียหายที่เป็นผลโดยตรงจากการผิดสัญญาของผู้รับจ้าง ไม่ถือเป็นการเอาเปรียบผู้รับจ้างเดิมแต่อย่างใด
- ผู้รับจ้างเดิมจึงมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายส่วนต่างดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายให้แก่ผู้ว่าจ้าง และสิทธิเรียกร้องในลักษณะนี้เนื่องจากไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้เป็นการเฉพาะ จึงมีอายุความยาวถึง 10 ปีตาม #มาตรา193/30 ให้เวลาเจ้าของบ้านเตรียมหลักฐานฟ้องร้องได้อย่างเพียงพอนั่นเองครับ
แต่ถ้าเหตุการณ์ร้ายแรงเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างสร้าง หากการก่อสร้างผ่านพ้นไปด้วยดี บ้านสร้างเสร็จสมบูรณ์ จ่ายเงินครบ และย้ายเข้าไปอยู่อาศัยได้อย่างมีความสุข ทว่าพออยู่ไปได้เพียง 6 เดือนถึง 1 ปี ปรากฏว่าเกิดเหตุไม่คาดฝัน เสาบ้านเกิดรอยแตกร้าว โครงสร้างผนังแยก หรือหลังคารั่วซึมหนักยามสายลมฝนมาเยือน

ในทางกฎหมาย เมื่อส่งมอบงานไปแล้ว ผู้รับเหมายังคงต้องรับผิดชอบในความชำรุดบกพร่องยาวนานกี่ปี ห้ามพลาดใน EP.12 วันศุกร์นี้ครับ
#ผู้รับเหมาทิ้งงาน #ฟ้องเรียกค่าเสียหาย #ค่าส่วนต่างผู้รับเหมา #งานชุ่ย #กฎหมายสร้างบ้าน #สัญญาจ้างทำของ #เตือนภัยสร้างบ้าน #สร้างบ้านเอง #คนอยากมีบ้าน #เจ้าของบ้าน #ปัญหาเรื่องบ้าน #อายุความฟ้องร้อง

EP.10 ยกเลิกสัญญาก่อสร้างอย่างไรไม่ให้โดนฟ้องกลับ ขั้นตอนเคลียร์ไซต์งานที่ถูกต้อง #สร้างบ้านไม่โดนเท  #ยกเลิกสัญญาผู้รับ...
17/08/2026

EP.10 ยกเลิกสัญญาก่อสร้างอย่างไรไม่ให้โดนฟ้องกลับ ขั้นตอนเคลียร์ไซต์งานที่ถูกต้อง
#สร้างบ้านไม่โดนเท #ยกเลิกสัญญาผู้รับเหมา #กฎหมายสร้างบ้าน
ต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อสถานการณ์สร้างบ้านเดินมาถึงจุดแตกหัก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องผู้รับเหมาทิ้งงาน งานล่าช้าสะสมหลายเดือน หรือฝีมือการก่อสร้างชุ่ยจนโครงสร้างเสี่ยงอันตราย จนเจ้าของบ้านตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าต้องตัดขาดและจบสัญญากับผู้รับเหมารายนี้ให้ได้

ทว่าความผิดพลาดร้ายแรงที่สุดของคนทำบ้านในวินาทีนี้ คือการใช้อารมณ์นำหน้า หลายคนโทรไปด่าทอ สั่งห้ามผู้รับเหมาเข้าพื้นที่ทันที หรือส่งข้อความสั้นๆ ในไลน์ว่า "พอแค่นี้ ไม่ต้องมาทำแล้ว" แล้วรีบเปลี่ยนแม่กุญแจหน้าไซต์งาน พร้อมดึงช่างชุดใหม่เข้ามาทำต่อในวันถัดไป

การบอกเลิกสัญญาแบบด่วนได้และขาดความรัดกุมเช่นนี้ อาจกลายเป็นจุดเสี่ยงทางกฎหมายที่ทำให้เจ้าของบ้านถูกผู้รับเหมาฟ้องกลับในข้อหาบอกเลิกสัญญาโดยมิชอบ หรือริบเงินค่าจ้างโดยไม่มีสิทธิได้

แล้วเราจะมีขั้นตอนการบอกเลิกสัญญาและเคลียร์ไซต์งานอย่างไร ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ไร้ช่องโหว่ และไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายฟ้องกลับได้ล่ะ?
*
3 ขั้นตอนทางกฎหมาย เคลียร์ไซต์งานให้รัดกุม
เพื่อเปลี่ยนจากฝ่ายเสี่ยงให้กลายเป็นฝ่ายถือไพ่เหนือกว่าในทางกฎหมาย เจ้าของบ้านควรทำตาม 3 ขั้นตอนสำคัญนี้อย่างเคร่งครัดครับ

1. #ส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาอย่างเป็นทางการ
#การบอกเลิกสัญญาจ้างทำของ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ควรทำเป็นลายลักษณ์อักษร โดยส่งผ่านไปรษณีย์ตอบรับไปยังที่อยู่ตามบัตรประชาชนหรือหนังสือรับรองบริษัทของผู้รับเหมา เนื้อหาสำคัญที่ควรระบุคือ พฤติการณ์การผิดสัญญาให้ชัดเจน เช่น หยุดงานเกินกี่วัน งานล่าช้ากว่ากำหนดกี่เปอร์เซ็นต์ พร้อมให้เวลาแก้ไขที่เหมาะสม เช่น 7 วันหรือ 15 วัน ให้ผู้รับเหมาเข้ามาแก้ไขหรือทำงานให้เสร็จ หากพ้นกำหนดแล้วยังไม่ดำเนินการ ให้ถือว่าสัญญาสิ้นสุดลงทันทีโดยไม่ต้องแจ้งซ้ำอีก

2. #จ้างวิศวกรคนกลาง เข้าตรวจวัดและประเมินเนื้องานจริง
นี่คือขั้นตอนสำคัญที่คนทำบ้านส่วนใหญ่มักละเลย ทันทีที่สัญญาสิ้นสุด ไม่ควรให้ช่างใหม่เข้าทำต่อทันที เจ้าของบ้านควรจ้างวิศวกรภาคีหรือสามัญ หรือผู้ตรวจบ้านคนกลางที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เข้ามาสำรวจ ตรวจวัดเนื้องานจริงที่ทำเสร็จแล้ว ประเมินมูลค่าเนื้องานเทียบกับเงินที่จ่ายไป พร้อมถ่ายรูปและทำรายงานผลการตรวจรับงานอย่างเป็นทางการ
- ในทางปฏิบัติ เอกสารและรายงานลักษณะนี้ที่จัดทำโดยผู้เชี่ยวชาญคนกลางในเวลาใกล้เคียงกับวันบอกเลิกสัญญา มักถือเป็นพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือในชั้นศาล เพราะช่วยให้ศาลสามารถคำนวณมูลค่างานที่ทำเสร็จจริง และกำหนดค่าเสียหายที่ผู้รับจ้างต้องรับผิดชอบได้อย่างเป็นธรรม หากไม่มีรายงานจากคนกลาง เมื่อผู้รับเหมารายใหม่เข้ามาทำทับงานเดิม ผู้รับเหมาคนเดิมมักจะโต้แย้งในศาลว่า งานที่ช่างใหม่ทำไปจริงๆ เป็นงานที่ตนทำเสร็จไว้แล้ว ทำให้ศาลแยกแยะไม่ออก และอาจส่งผลให้เจ้าของบ้านเสียเปรียบในคดีได้

3. #ทำหนังสือแจ้งขนย้ายทรัพย์สินและอุปกรณ์ออกนอกไซต์งาน
สำหรับนั่งร้าน ถังผสมปูน หรือเครื่องจักรของผู้รับเหมาเดิม เจ้าของบ้านไม่มีสิทธิยึดไว้เป็นของตนเองโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ควรทำหนังสือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร นัดหมายวันและเวลาให้ผู้รับเหมาเข้ามาขนย้ายทรัพย์สินของเขาออกไป หากไม่มารับภายในกำหนด จึงค่อยนำไปจัดเก็บไว้ในสถานที่ที่เหมาะสม โดยคิดค่าฝากเก็บรักษาตามจริง หลักการนี้สอดคล้องกับแนวทางที่เราได้พูดถึงไปแล้วในตอนก่อนหน้าเรื่องการจัดการทรัพย์สินของผู้เช่าที่ถูกทิ้งไว้ ซึ่งใช้หลักการเดียวกันคือ กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินยังคงเป็นของเจ้าของเดิมเสมอ จนกว่าจะมีกระบวนการทางกฎหมายที่ถูกต้องรองรับ

เมื่อเราทำตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างถูกต้อง บอกเลิกสัญญาเรียบร้อย และจ้างวิศวกรคนกลางมาประเมินเนื้องานเสร็จสิ้นแล้ว สเต็ปถัดไปคือการจ้างผู้รับเหมาคนใหม่เข้ามาเก็บงานที่เหลือให้เสร็จสมบูรณ์นั่นเองครับ

ทว่าปัญหาใหญ่ที่มักต้องเจอคือเรื่องเงิน เพราะผู้รับเหมาคนใหม่ย่อมคิดค่าแรงและค่าวัสดุในราคาปัจจุบัน จนทำให้งบประมาณซ่อมและทำต่อแพงกว่าราคาสัญญาเดิมไปหลายแสนบาท เงินส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นมานี้ เจ้าของบ้านมีสิทธิฟ้องเรียกคืนจากผู้รับเหมาคนเดิมได้หรือไม่? ห้ามพลาดใน Ep.11 วันพุธนี้ครับ
#ผู้รับเหมาทิ้งงาน #ยกเลิกสัญญาก่อสร้าง #เคลียร์ไซต์งาน #ผู้รับเหมาฟ้องกลับ #ตรวจรับงานก่อสร้าง #วิศวกรประเมินงาน #สัญญาจ้างทำของ #เตือนภัยสร้างบ้าน #สร้างบ้านเอง #คนอยากมีบ้าน #เจ้าของบ้าน #ปัญหาเรื่องบ้าน

EP.9 เรื่องเล่าจากศาล เขียนค่าปรับงานช้าไว้วันละเป็นหมื่น ทำไมศาลฎีกาถึงสั่งลดค่าปรับลงเหลือไม่กี่ร้อย?ความหวังของคนทำบ้...
14/08/2026

EP.9 เรื่องเล่าจากศาล เขียนค่าปรับงานช้าไว้วันละเป็นหมื่น ทำไมศาลฎีกาถึงสั่งลดค่าปรับลงเหลือไม่กี่ร้อย?
ความหวังของคนทำบ้านคือการได้ย้ายเข้าอยู่อาศัยตามกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ แต่เมื่อวันส่งมอบงานตามสัญญาเดินทางมาถึง ภาพที่เห็นกลับยังคงเป็นไซต์งานที่สร้างไม่เสร็จ ความล่าช้าขยายเวลาออกไปจากหนึ่งเดือนเป็นสามเดือน จากสามเดือนกลายเป็นครึ่งปี
- ยามนั้น เจ้าของบ้านหลายท่านมักหยิบสัญญาขึ้นมาตรวจดูด้วยความมั่นใจ เพราะในสัญญามีข้อความตัวโตระบุไว้ชัดเจนว่า หากผู้รับจ้างส่งมอบงานล่าช้ากว่ากำหนด ยินยอมให้ปรับเป็นรายวัน วันละ 5,000 บาท หรือบางสัญญาเขียนไว้สูงถึงวันละ 10,000 บาท

เมื่อคำนวณตัวเลขความล่าช้า 100 วัน ตัวเลขค่าปรับพุ่งสูงไปถึง 500,000 บาทถึง 1,000,000 บาท เจ้าของบ้านจึงหักค่าจ้างงวดสุดท้ายทั้งหมดเพื่อชดเชยค่าปรับ หรือฟ้องร้องเรียกเงินก้อนนี้จากผู้รับเหมาอย่างเต็มที่

ทว่าเมื่อเรื่องราวเดินไปถึงชั้นศาล ผลคำพิพากษากลับสร้างความประหลาดใจให้เจ้าของบ้านไม่น้อย เมื่อศาลตัดสินสั่งปรับลดค่าปรับลงเหลือเพียงวันละไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้น เหตุใดตัวเลขที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในสัญญา จึงถูกศาลปรับลดลงได้เช่นนี้?
กับดักทางกฎหมาย เบี้ยปรับตามสัญญา ไม่ใช่ตัวเลขที่จะริบได้ตามใจชอบ

ในทางกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ค่าปรับจากการส่งมอบงานล่าช้าที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ถูกจัดอยู่ในประเภทเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ #มาตรา379 และ #มาตรา383
เจตนารมณ์ของกฎหมายเรื่องเบี้ยปรับ มีไว้เพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง และป้องกันไม่ให้คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้ข้อสัญญาเป็นเครื่องมือแสวงหาประโยชน์เกินสมควร หรือลงโทษอีกฝ่ายจนเกินขนาด
ดังนั้น แม้ในสัญญาจะเขียนตัวเลขค่าปรับไว้สูงเพียงใดก็ตาม แต่กฎหมายได้บัญญัติไว้ในมาตรา 383 อย่างชัดเจนว่า ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ โดยในการวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใด กฎหมายให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สินเท่านั้น
บรรทัดฐานจากศาลฎีกา ศาลใช้เกณฑ์อะไรในการวัดเพื่อปรับลดค่าปรับ

มีกรณีศึกษาจริงจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่วางบรรทัดฐานในเรื่องการลดเบี้ยปรับไว้อย่างน่าสนใจและชัดเจน #คำพิพากษาศาลฎีกาที่2515_2541 เป็นคดีที่สัญญาเช่ากำหนดให้ผู้เช่าเสียค่าปรับรายวันในอัตราร้อยละ 0.1 ของอัตราค่าเช่าหนึ่งเดือน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อตกลงลักษณะนี้ถือเป็นข้อตกลงกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ เมื่อคำนวณค่าปรับตามสัญญาแล้วพบว่าสูงเกินความเสียหายที่แท้จริงอย่างมาก ศาลจึงใช้ดุลยพินิจลดเบี้ยปรับลงเป็นจำนวนพอสมควรตาม #มาตรา383 โดยพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย มิใช่พิจารณาเพียงตัวเลขที่เขียนไว้ในสัญญาเท่านั้น หลักการนี้ได้รับการยืนยันซ้ำอีกครั้งใน #คำพิพากษาศาลฎีกาที่5065_2563 ซึ่งเป็นคำพิพากษาโดยที่ประชุมใหญ่ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าเป็นหลักกฎหมายที่ศาลไทยยึดถือมาอย่างต่อเนื่องนั่นเองครับ

องค์ประกอบที่ศาลมักนำมาใช้พิจารณาปรับลดค่าปรับ ได้แก่
1. ความเสียหายจริงที่เกิดขึ้น เจ้าของบ้านต้องจ่ายค่าเช่าที่อยู่อาศัยจริงเพิ่มขึ้นเดือนละเท่าไรในระหว่างที่บ้านสร้างไม่เสร็จ หรือหากเป็นอาคารพาณิชย์ เจ้าของตึกต้องสูญเสียรายได้จากการปล่อยเช่าหรือโอกาสทำธุรกิจจริงไปเท่าไร หากความเสียหายจริงอยู่ที่เดือนละ 20,000 บาท แต่เจ้าของบ้านไปคิดค่าปรับวันละ 5,000 บาท คิดเป็นเดือนละ 150,000 บาท ศาลจะมองทันทีว่าค่าปรับนั้นสูงเกินส่วน และปรับลดลงให้สอดคล้องกับความเสียหายจริงครับ
2. มูลค่ารวมของสัญญา หากบ้านราคา 2 ล้านบาท แต่รวมค่าปรับล่าช้าแล้วพุ่งสูงถึง 1 ล้านบาท คิดเป็นครึ่งหนึ่งของราคาสร้างบ้าน ศาลจะมองว่าตัวเลขค่าปรับดังกล่าวไม่ได้สัดส่วนกับมูลค่าสัญญา นั่นเองครับ
3. พฤติการณ์และสาเหตุความล่าช้า ความล่าช้าเกิดจากผู้รับเหมาฝ่ายเดียว หรือเจ้าของบ้านมีส่วนทำให้ล่าช้าด้วย เช่น เจ้าของบ้านเปลี่ยนแบบบ่อย แก้ไขวัสดุ หรือชำระเงินงวดล่าช้า หากเจ้าของบ้านมีส่วนทำให้งานช้า ศาลจะนำมาใช้เป็นเหตุผลในการปรับลดเบี้ยปรับลงอีกด้วยครับ
ทางออกอย่างเหนือชั้น เขียนค่าปรับอย่างไรให้ศาลยอมรับและไม่โดนตัดลด

เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อสัญญาเรื่องค่าปรับกลายเป็นข้อความที่ไม่มีผลบังคับใช้จริงในชั้นศาล เจ้าของบ้านและผู้รับเหมาควรกำหนดเงื่อนไขอย่างสมเหตุสมผลตั้งแต่แรก
อิงจากอัตรามาตรฐานทางราชการ การกำหนดค่าปรับงานก่อสร้างอาคารทั่วไป ควรกำหนดอยู่ในช่วง 0.01 ถึง 0.1 เปอร์เซ็นต์ต่อวันของมูลค่างานตามสัญญา ไม่ควรกำหนดเป็นตัวเลขลอยๆ ที่สูงเกินจริงครับ
ระบุความเสียหายเฉพาะเจาะจงลงในสัญญา เช่น เขียนระบุไว้ชัดเจนว่า หากส่งมอบงานล่าช้า ผู้ว่าจ้างมีภาระต้องจ่ายค่าเช่าบ้านชั่วคราวเดือนละ 25,000 บาท ดังนั้นผู้รับจ้างยินยอมชดใช้ค่าปรับเพื่อครอบคลุมความเสียหายดังกล่าว การระบุที่มาที่ไปของความเสียหายจะช่วยให้ศาลเห็นภาพว่าตัวเลขนั้นสมเหตุสมผลและเกิดขึ้นจริงนั่นเองครับ

- แต่ถ้าสถานการณ์สร้างบ้านเลวร้ายไปไกลเกินกว่าเรื่องค่าปรับ จนกระทั่งเดินมาถึงจุดที่ต้องยกเลิกสัญญาอย่างเป็นทางการ ข้าวของ นั่งร้าน ถังผสมปูน และเครื่องจักรของผู้รับเหมาที่ยังคงกองเกะกะอยู่ในพื้นที่บ้าน เจ้าของบ้านมีสิทธิยึดไว้เป็นหลักประกันได้หรือไม่?
ติดตามทางออกทางกฎหมายในการเคลียร์ไซต์งานอย่างปลอดภัยในสัปดาห์หน้า ห้ามพลาดครับ

#ผู้รับเหมาทิ้งงาน #ค่าปรับผู้รับเหมา #สร้างบ้านล่าช้า #สัญญาจ้างทำของ #เบี้ยปรับสูงเกินส่วน #ฎีกา2515_2541 #ฎีกา5065_2563 #สร้างบ้าน #คนอยากมีบ้าน #เจ้าของบ้าน #ปัญหาเรื่องบ้าน #รู้กฎหมายไว้ใช้คุ้มครองตัว

EP.8  “3 จุด ที่เจ้าของบ้านต้องดูให้ดีก่อนเซ็นสัญญา”ต่อเนื่องจากที่เราได้ทำความเข้าใจปัญหากรณีผู้รับเหมาเอาคนงานออกจากไซ...
12/08/2026

EP.8 “3 จุด ที่เจ้าของบ้านต้องดูให้ดีก่อนเซ็นสัญญา”
ต่อเนื่องจากที่เราได้ทำความเข้าใจปัญหากรณีผู้รับเหมาเอาคนงานออกจากไซต์ไปในคราวก่อนแล้วว่า การจะฟ้องร้องหรือหาช่างใหม่เข้ามาทำต่อ ต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายให้ถูกต้อง แต่หากเรามองย้อนกลับไปถึงต้นตอของปัญหาจริงๆ ความเสียเปรียบของเจ้าของบ้านมักไม่ได้เกิดขึ้นในวันที่ผู้รับเหมาทิ้งงาน แต่เกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกที่จรดปากกาเซ็นสัญญาแล้วครับ

สิ่งที่ทำให้เจ้าของบ้านเจ็บปวดที่สุดเมื่อเกิดการทิ้งงาน คือการพบว่าเงินที่จ่ายไปล่วงหน้าเนื้องานจริงไปไกลมาก เช่น บ้านสร้างได้เพียง 30 เปอร์เซ็นต์ แต่จ่ายเงินไปแล้ว 50 ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสภาวะที่เงินวิ่งนำหน้าเนื้องานเช่นนี้เอง ที่กลายเป็นแรงจูงใจชั้นดีให้ผู้รับเหมาเลือกที่จะละทิ้งงานไปโดยง่าย เพราะได้รับผลตอบแทนไปเรียบร้อยแล้วโดยไม่ต้องรับผิดชอบเนื้องานที่เหลือ

- เพื่อไม่ให้ต้องตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบตั้งแต่ยังไม่เริ่มก่อสร้าง นี่คือ 3 จุดสำคัญในตารางงวดงานที่ควรพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนเซ็นสัญญาครับ

*จุดที่หนึ่ง เงินมัดจำงวดแรกสูงเกินความจำเป็น
ผู้รับเหมามักขอเบิกเงินงวดแรกก่อนเริ่มงานทันทีในวันเซ็นสัญญา โดยอ้างว่าต้องนำไปซื้อวัสดุและสั่งของ ซึ่งบ่อยครั้งเสนอสูงถึง 15 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าสัญญา ทั้งที่ยังไม่มีการตอกเสาเข็มหรือนำวัสดุใดๆ เข้าไซต์งานเลยแม้แต่ชิ้นเดียว
-หลักการวางโครงสร้างสัญญาที่ปลอดภัยคือ เงินมัดจำงวดแรกควรตั้งไว้ให้น้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ โดยแนะนำที่ประมาณ 5 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และควรกำหนดเงื่อนไขไว้ในสัญญาด้วยว่า เงินมัดจำงวดแรกนี้จะถูกหักเฉลี่ยคืนในทุกงวดงานถัดไป การจ่ายเงินก้อนใหญ่โดยที่ยังไม่มีสิ่งปลูกสร้างใดๆ เกิดขึ้นบนที่ดิน ถือเป็นความเสี่ยงสูงสุดที่เจ้าของบ้านควรหลีกเลี่ยงครับ

*จุดที่สอง แบ่งงวดงานตามเวลา แทนที่จะเป็นเนื้องานจริง
กับดักที่แยบยลที่สุดคือการเขียนตารางงวดงานแบบผูกติดกับระยะเวลา เช่น "งวดที่ 2 จ่ายทุกวันที่ 1 ของเดือน" หรือ "งวดที่ 3 จ่ายเมื่อครบกำหนด 30 วันนับจากงวดแรก"
- ความเสี่ยงของแนวทางนี้คือ หากเดือนนั้นผู้รับเหมาหยุดงานไป 2 สัปดาห์ หรือคนงานขาด แต่เมื่อถึงวันที่ 1 ของเดือน เขาก็ยังคงนำสัญญามาอ้างเพื่อขอเบิกเงินได้ตามปกติ ทั้งที่เนื้องานยังไม่คืบหน้าตามที่ควร
ทางออกตามหลักกฎหมายสัญญาคือ ตารางงวดงานควรระบุเป็นเนื้องานที่สำเร็จจริงเท่านั้น เช่น "งวดที่ 2 จ่ายเมื่อเทคอนกรีตคานคอดินและเสาชั้น 1 แล้วเสร็จเรียบร้อย" เพื่อให้สอดคล้องกับหลักประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ #มาตรา587 ในเรื่องสัญญาจ้างทำของ ซึ่งวางหลักว่าผลสำเร็จของงานคือสาระสำคัญของการจ่ายค่าจ้าง เงินจึงควรจ่ายออกไปต่อเมื่อเนื้องานปรากฏเห็นเด่นชัดแล้วเท่านั้นครับ

*จุดที่สาม ละเลยการหักเงินประกันผลงาน
ข้อผิดพลาดยอดฮิตของเจ้าของบ้านคือ การจ่ายเงินเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ตามเนื้องานในทุกงวด โดยไม่ได้กันเงินส่วนหนึ่งไว้เป็นหลักประกันความเสี่ยงเลย
-โครงสร้างสัญญาที่รัดกุมควรมีข้อกำหนดให้ผู้ว่าจ้างมีสิทธิหักเงินประกันผลงานไว้ 5 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์จากเงินที่ต้องจ่ายในทุกงวด เงินส่วนนี้จะถูกสะสมไว้และจ่ายคืนให้ผู้รับเหมาก็ต่อเมื่อบ้านสร้างเสร็จสมบูรณ์และผ่านระยะเวลาประกันความชำรุดบกพร่อง เช่น 1 ปีนับจากวันส่งมอบ หากระหว่างนั้นเกิดปัญหางานร้าว รั่ว ซึม แล้วผู้รับเหมาไม่ยอมมาแก้ไข เจ้าของบ้านก็สามารถนำเงินประกันผลงานก้อนนี้ไปจ้างช่างคนใหม่มาซ่อมแซมได้ทันทีโดยไม่ต้องสำรองจ่ายเอง

**
#คำพิพากษาศาลฎีกาที่6335_2550 ได้ยืนยันหลักการนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า เงินประกันผลงานที่ผู้ว่าจ้างหักไว้จากค่าจ้างที่ต้องจ่ายในแต่ละงวด เป็นเรื่องที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายประสงค์จะใช้เป็นหลักประกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการก่อสร้างโดยเฉพาะ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นค่าจ้างค้างชำระในความหมายทั่วไป แต่เป็นเงินที่มีลักษณะเฉพาะเพื่อวัตถุประสงค์ในการประกันความเสียหาย สะท้อนให้เห็นว่าการหักเงินประกันผลงานเป็นข้อตกลงที่ชอบด้วยกฎหมายและมีผลผูกพันคู่สัญญาอย่างแท้จริง เจ้าของบ้านจึงสามารถวางเงื่อนไขนี้ไว้ในสัญญาได้อย่างมั่นใจนั่นเองครับ
**
- ต่อให้เราจะทำสัญญาและแบ่งงวดงานไว้อย่างรัดกุมเพียงใด แต่ถ้าวันหนึ่งผู้รับเหมาไม่ได้ทิ้งงาน ทว่ากลับทำงานล่าช้ากว่ากำหนดไปเป็นเดือนๆ จนต้องเสียโอกาสในการเข้าอยู่อาศัยหรือเปิดดำเนินธุรกิจ
และเมื่อเปิดสัญญาดู พบว่ามีข้อเขียนระบุไว้ชัดเจนว่า หากส่งมอบงานล่าช้า ปรับวันละ 5,000 บาท รวมแล้วคิดเป็นเงินค่าปรับหลายแสนบาท

ทว่าเมื่อเรื่องนี้ไปถึงชั้นศาลจริง ศาลจะพิพากษาให้ผู้รับเหมาจ่ายค่าปรับตามที่เขียนไว้ในสัญญาเต็มจำนวนหรือไม่ ห้ามพลาดใน Ep.9 วันศุกร์นี้ครับ
#ผู้รับเหมาทิ้งงาน #ตารางจ่ายเงินงวด #สัญญาจ้างทำของ #กฎหมายสร้างบ้าน #เตือนภัยสร้างบ้าน #สร้างบ้านเอง #คนอยากมีบ้าน #เจ้าของบ้าน #ปัญหาเรื่องบ้าน #เงินประกันผลงาน

EP.7 ผู้รับเหมาเบิกเงินงวดไปแล้ว แต่เอาคนงานออกจากไซต์ นี่คือ "ทิ้งงาน" ตามกฎหมายแล้วหรือยัง?เริ่มต้นสัปดาห์ใหม่ด้วยหนึ่...
10/08/2026

EP.7 ผู้รับเหมาเบิกเงินงวดไปแล้ว แต่เอาคนงานออกจากไซต์ นี่คือ "ทิ้งงาน" ตามกฎหมายแล้วหรือยัง?
เริ่มต้นสัปดาห์ใหม่ด้วยหนึ่งในฝันร้ายยอดฮิตที่คนสร้างบ้านทุกคนหวาดกลัวที่สุด วันที่คุณทุ่มเทน้ำพักน้ำแรงและเงินเก็บทั้งชีวิตเพื่อสร้างบ้านในฝัน แต่กลับต้องมานั่งจุกอกกับความเงียบเหงาบนไซต์งาน

ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือ โครงสร้างบ้านสร้างไปได้เพียง 30 เปอร์เซ็นต์ แต่ผู้รับเหมากลับเบิกเงินงวดล่วงหน้าไปแล้วกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ และที่ชวนให้กังวลใจยิ่งกว่านั้นคือ ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ไซต์งานกลับเงียบสงัด ไม่มีเสียงเครื่องจักร ไม่มีคนงานแม้แต่คนเดียว

เมื่อโทรศัพท์ไปทวงถาม ปลายสายมักมาพร้อมคำกล่าวอ้างสารพัดรูปแบบ "วัสดุขาดตลาดครับพี่" "คนงานติดธุระยกแคมป์" หรือ "รอปูนเซ็ตตัวครับ" แต่พอแวะเข้าไปดูจริง ก็ยังคงไร้ความเคลื่อนไหวเหมือนเดิม

เมื่อนั้น คำถามสำคัญที่ผุดขึ้นในใจเจ้าของบ้านคือ ในทางกฎหมาย สภาพเช่นนี้ถือว่า #ผู้รับเหมาทิ้งงาน แล้วหรือยัง? และเราในฐานะเจ้าของบ้าน มีสิทธิยกเลิกสัญญา แล้วหาช่างชุดใหม่เข้ามาทำต่อได้เลยทันทีหรือไม่?.
- ความเข้าใจผิดยอดฮิต หยุดเข้าไซต์ 2 สัปดาห์ ถือว่าทิ้งงานแล้วจริงหรือ?
-ในทางกฎหมาย สัญญาจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่ได้มีคำว่า " #ทิ้งงาน" ระบุไว้อย่างตรงไปตรงมา แต่กฎหมายจะพิจารณาในมุมของการผิดนัดไม่ชำระหนี้และการผิดสัญญา ตามที่บัญญัติไว้ใน #มาตรา587 ซึ่งวางหลักว่าสัญญาจ้างทำของคือสัญญาที่ผู้รับจ้างตกลงจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่ผู้ว่าจ้าง โดยผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการงานนั้น

การที่ผู้รับเหมาหยุดเข้าไซต์งานไป 2 สัปดาห์ แม้ในความรู้สึกของเจ้าของบ้านจะรู้สึกเสมือนถูกทิ้งงานไปแล้วเต็มร้อย แต่ในมุมมองของศาลและกฎหมาย การจะสรุปว่าผู้รับเหมาทิ้งงานหรือผิดสัญญาจนถึงขั้นบอกเลิกสัญญาได้ทันทีนั้น ควรพิจารณาจากองค์ประกอบสำคัญสองประการ ดังนี้ครับ
-ประการแรก สัญญากำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จไว้อย่างไร หากในสัญญาระบุชัดเจนว่างานงวดนี้ต้องเสร็จเมื่อใด หรือกำหนดวันส่งมอบงานไว้อย่างแน่นอน การหยุดงานที่ทำให้ไม่สามารถทำบ้านเสร็จทันตามกำหนดได้ตาม #มาตรา593 ย่อมถือว่าผู้รับเหมาตกเป็นผู้ผิดนัด และผู้ว่าจ้างมีสิทธิเลิกสัญญาได้โดยไม่ต้องรอถึงกำหนดส่งมอบงานเลยครับ
-ประการที่สอง พฤติการณ์ที่แสดงเจตนาละทิ้งการทำงาน การเอาคนงานออกจากไซต์งาน ขนย้ายเครื่องมือช่างหลักออกจากพื้นที่ และไม่สามารถติดต่อได้ หรือติดต่อได้แต่ปฏิเสธที่จะเข้ามาทำงานต่อโดยไม่มีเหตุอันสมควร พฤติการณ์เหล่านี้กฎหมายถือเป็นการแสดงเจตนาอย่างชัดเจนว่าผู้รับเหมาไม่ประสงค์จะปฏิบัติตามสัญญาอีกต่อไป ซึ่งเข้าข่ายการทิ้งงานและผิดสัญญาอย่างร้ายแรง

-เตือนภัยเจ้าของบ้าน อย่าเพิ่งรีบดึงช่างใหม่เข้าไซต์งาน ถ้ายังไม่ได้ทำสิ่งนี้!
เมื่อรู้สึกว่าถูกทิ้งงาน สัญชาตญาณแรกของเจ้าของบ้านคืออยากรีบจ้างผู้รับเหมารายใหม่เข้ามาทำต่อให้เสร็จโดยเร็ว เพราะเกรงว่าบ้านจะเสียหายหรือบานปลาย แต่ควรหยุดคิดสักนิดก่อนดำเนินการ

การผลีผลามนำช่างใหม่เข้ามาทำต่อทันที โดยที่ยังไม่ได้บอกเลิกสัญญาฉบับเดิมอย่างถูกต้อง และยังไม่ได้ตรวจรับและบันทึกร่องรอยงานเดิมไว้เป็นหลักฐาน อาจกลายเป็นช่องโหว่ทางกฎหมายที่ทำให้เจ้าของบ้านต้องเสียเปรียบในภายหลัง
เพราะผู้รับเหมารายเดิมอาจย้อนกลับมาโต้แย้งได้ว่า ตนยังไม่ได้ทิ้งงาน เพียงแต่หยุดรอวัสดุชั่วคราว แต่เจ้าของบ้านกลับเลิกสัญญาโดยมิชอบ และดึงช่างใหม่เข้ามาทำทับงานเดิมจนแยกไม่ออกว่างานส่วนไหนใครเป็นผู้ทำ สุดท้ายเจ้าของบ้านอาจกลายเป็นฝ่ายผิดสัญญาและต้องจ่ายค่าจ้างงวดนั้นให้แก่ผู้รับเหมาเดิมเสียเองครับ
**
ขอยกตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่วางบรรทัดฐานคุ้มครองทั้งสองฝ่ายไว้อย่างสมดุลและน่าสนใจ #คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8394_2538 เป็นคดีที่สัญญาจ้างเหมาก่อสร้างบ้านระหว่างเจ้าของบ้านกับผู้รับเหมา ซึ่งจัดอยู่ในประเภทสัญญาจ้างทำของตาม #มาตรา587 ศาลฎีกาวางหลักไว้ว่า ผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ตราบใดที่งานที่จ้างยังทำไม่แล้วเสร็จ แม้ผู้รับจ้างจะยังไม่ถึงขั้นผิดสัญญาอย่างชัดเจนก็ตาม เพียงแต่ผู้ว่าจ้างจะต้องเสียค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับจ้างตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงตาม #มาตรา605 ซึ่งค่าสินไหมทดแทนนี้มิได้จำกัดเฉพาะค่าแรงงานและทุนที่ผู้รับจ้างลงไปแล้วเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงค่าขาดผลประโยชน์หรือกำไรที่ผู้รับจ้างควรจะได้รับจากงานนั้นด้วย
**
หลักการนี้สะท้อนความละเอียดอ่อนของกฎหมายไทยในเรื่องนี้ กล่าวคือ หากผู้รับเหมามีพฤติการณ์ทิ้งงานอย่างชัดเจนตามที่กล่าวมาข้างต้น เจ้าของบ้านย่อมมีสิทธิเลิกสัญญาได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายเพิ่มเติมแต่อย่างใด แต่หากเป็นกรณีที่ยังไม่ชัดเจนว่าผู้รับเหมาผิดสัญญาจริงหรือไม่ เจ้าของบ้านก็ยังคงมีสิทธิเลิกสัญญาได้เช่นกัน เพียงแต่อาจต้องรับผิดชอบค่าสินไหมทดแทนตามสมควรแก่ผู้รับเหมา ดังนั้น การรวบรวมหลักฐานที่แสดงเจตนาทิ้งงานอย่างชัดเจนจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดก่อนตัดสินใจเลิกสัญญาครับ

- เพื่อไม่ให้ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในทางกฎหมาย ก่อนที่คุณจะตัดสินใจเลิกจ้างผู้รับเหมารายเดิมและหาช่างใหม่เข้ามาทำต่อ ขั้นตอนทางกฎหมายที่ต้องดำเนินการอย่างรัดกุมมีอะไรบ้าง พร้อมเจาะลึกไปถึงต้นตอของปัญหานี้ นั่นคือการวางตารางการจ่ายเงินงวดตั้งแต่แรก เหตุใดคนสร้างบ้านส่วนใหญ่จึงมักตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบผู้รับเหมาตั้งแต่วินาทีแรกที่เซ็นสัญญา และมีวิธีเขียนเงื่อนไขการจ่ายเงินงวดอย่างไรให้ปลอดภัย เงินไม่รั่วไหล และผู้รับเหมาไม่กล้าทิ้งงานง่ายๆ ห้ามพลาดใน Ep.8 วันพุธนี้ครับ

#ผู้รับเหมาทิ้งงาน #ผู้รับเหมาเบิกเงินแล้วไม่ทำ #ช่างทิ้งงาน #เตือนภัยสร้างบ้าน #กฎหมายสร้างบ้าน #สัญญาจ้างทำของ #ยกเลิกสัญญาผู้รับเหมา #โดนผู้รับเหมาโกง #สร้างบ้าน #ปัญหาเรื่องบ้าน #คนอยากมีบ้าน #เจ้าของบ้าน

EP.6 ศาลชี้ขาด ข้าวของที่ผู้เช่าทิ้งไว้ในตึก เจ้าของยึดไปขายใช้หนี้ค่าเช่าได้หรือไม่?ตลอดระยะเวลาหลายสัปดาห์ที่เราเดินทา...
07/08/2026

EP.6 ศาลชี้ขาด ข้าวของที่ผู้เช่าทิ้งไว้ในตึก เจ้าของยึดไปขายใช้หนี้ค่าเช่าได้หรือไม่?

ตลอดระยะเวลาหลายสัปดาห์ที่เราเดินทางผ่านข้อพิพาทเรื่องการเช่ามาด้วยกัน ตั้งแต่แอร์พัง ล็อกห้องไม่ได้ ฟ้องขับไล่ จนถึงขั้นสภาพห้องเสียหายยับเยิน มาถึงฉากสุดท้ายของมหากาพย์ที่เจ้าของตึกหลายท่านมักตกหลุมพรางทางกฎหมายกันมากที่สุดครับ

- เมื่อผู้เช่ามหาภัยย้ายออกไปแล้ว หรือถูกบังคับคดีขับไล่ออกไปสำเร็จ ทว่าในตึกยังคงทิ้งทรัพย์สินจำนวนมากเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า โซฟาชุดใหญ่ โต๊ะทำงาน หรืออุปกรณ์ตกแต่งราคาแพง เจ้าของตึกที่ต้องแบกรับภาระหนี้ค่าเช่าที่ค้างชำระนับแสนบาท จึงเกิดความคิดขึ้นมาทันทีว่า "ข้าวของพวกนี้กองอยู่นี่แล้ว ผู้เช่าติดหนี้เราอยู่ งั้นเรายึดเอาไปขายทอดตลาด เอาเงินมาหักชำระค่าเช่าและค่าซ่อมตึกซะเลย จะได้จบๆ กันไป"

- คำถามสำคัญคือ ในทางกฎหมาย เจ้าของตึกมีสิทธินำข้าวของเหล่านั้นไปขายทอดตลาดเองได้เลยจริงหรือ และการกระทำเช่นนั้นจะส่งผลให้เจ้าของตึกต้องกลายเป็นจำเลยในคดีละเมิดหรือไม่?

แม้ผู้เช่าจะตกเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าอย่างชัดเจน และติดหนี้ค่าเช่าเจ้าของตึกอยู่มากมายเพียงใดก็ตาม แต่ในทางกฎหมาย กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเหล่านั้นยังคงเป็นของผู้เช่าอยู่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

การที่เจ้าของตึกถือวิสาสะขนย้ายทรัพย์สินของผู้เช่าไปขายทอดตลาด หรือนำไปขายให้บุคคลอื่นโดยลำพัง เพื่อนำเงินมาใช้หนี้เอาเอง กฎหมายมองว่าเป็นการกระทำด้วยอำนาจตามอำเภอใจ โดยปราศจากเงื่อนไขทางกฎหมายรองรับ และมีความเสี่ยงสูงที่จะเข้าข่ายเป็นการกระทำละเมิดที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เช่าเสียเอง

บรรทัดฐานจากศาลฎีกา นำของเขาไปขายเอง ศาลตัดสินว่าทำ #ละเมิด ต้องจ่ายค่าเสียหายคืน
มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่วางบรรทัดฐานในเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนและเตือนสติเจ้าของตึกทุกคน #คำพิพากษาศาลฎีกาที่3379_2560 เป็นคดีที่ผู้ให้เช่าให้เช่าพื้นที่ทำร้านมินิมาร์ท เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลงแล้วผู้เช่าไม่ยอมย้ายออก ผู้ให้เช่าได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้เช่าขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากพื้นที่เช่า แต่ผู้เช่าเพิกเฉยไม่ดำเนินการ ผู้ให้เช่าจึงกลับเข้าครอบครองพื้นที่เช่า และนำทรัพย์สินที่อยู่ในพื้นที่เช่าออกขายทอดตลาดด้วยตนเอง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้เช่า ผู้ให้เช่าต้องรับผิดชอบจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เช่าสำหรับทรัพย์สินที่นำไปขายนั้น

อย่างไรก็ตาม ในคดีดังกล่าวศาลได้พิจารณาปรับลดค่าเสียหายลงให้แก่เจ้าของตึกบ้าง เนื่องจากผู้เช่าเองก็มีส่วนผิดที่ไม่ยอมมาดูแลและติดตามรับทรัพย์สินของตนคืน แต่บรรทัดฐานนี้ก็ยืนยันชัดเจนว่า เจ้าของตึกไม่มีสิทธินำของไปขายเองตามใจชอบ แม้จะมีเหตุผลรองรับเรื่องหนี้ค้างชำระก็ตาม
วิธีการจัดการทรัพย์สินที่ทิ้งไว้ให้ถูกต้องและปลอดภัย

หากผู้เช่าทิ้งข้าวของไว้จนเกะกะ ไม่สามารถปล่อยเช่าต่อได้ เจ้าของตึกควรดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายดังนี้
1. ออกหนังสือแจ้งให้มารับทรัพย์สินคืน ทำหนังสือส่งไปยังภูมิลำเนาของผู้เช่า ระบุรายการทรัพย์สินที่ทิ้งไว้ และกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน เช่น 15 ถึง 30 วัน ให้มาขนย้ายออกไป หากไม่มาดำเนินการภายในกำหนด เจ้าของตึกอาจคิดค่าฝากเก็บรักษาเป็นรายวันได้
2. ดำเนินการผ่านกระบวนการบังคับคดีของศาล หากมีการยื่นฟ้องคดีขับไล่และเรียกค่าเสียหายอยู่แล้ว ในขั้นตอนการบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีจะเป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมายในการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินเหล่านั้นไปเก็บรักษาไว้ หรือนำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดอย่างเป็นทางการตามคำสั่งศาล เพื่อนำเงินที่ได้มาจ่ายชำระหนี้ค่าเช่าและค่าเสียหายให้แก่เจ้าของตึกอย่างถูกต้อง ปราศจากข้อฟ้องร้องในภายหลัง
3. เขียนข้อสัญญาให้ครอบคลุมตั้งแต่แรก ในสัญญาเช่าสามารถระบุข้อตกลงไว้ได้ว่า หากสัญญาสิ้นสุดลงแล้วผู้เช่าละทิ้งทรัพย์สินไว้เกินกว่า 30 วัน ให้ถือว่าผู้เช่าสละกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น และยินยอมให้ผู้ให้เช่าเข้าจัดการเคลียร์พื้นที่ได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายใดๆ ข้อตกลงลักษณะนี้จะช่วยเป็นเกราะป้องกันทางแพ่งให้แก่เจ้าของตึกได้เป็นอย่างดี
บทสรุปมหากาพย์สัญญาเช่า

- กฎหมายไม่ได้มีไว้เพื่อกลั่นแกล้งใคร แต่มีไว้เพื่อสร้างบรรทัดฐานแห่งความเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นผู้เช่าหรือเจ้าของตึก การรู้เท่าทันสิทธิและหน้าที่ตั้งแต่ก้าวแรกที่ทำสัญญา จะช่วยป้องกันไม่ให้ความฝันในการทำธุรกิจหรือการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ต้องกลายเป็นฝันร้ายในชั้นศาลครับ

กดติดตามเพจไว้ จะได้ไม่พลาดสาระกฎหมายดีๆ ในหัวขออื่นๆต่อไปครับ

#ผู้เช่าทิ้งของไว้ #ยึดทรัพย์ผู้เช่า #ผู้เช่าทิ้งขยะ #ผู้เช่าไม่ยอมขนของออก #ขายทอดตลาด #บังคับคดี #กฎหมายเช่าอาคาร #สัญญาเช่า #ปรึกษากฎหมาย

EP.5 เปิดห้องมาน้ำตาไหล ห้องพังเสียหายยับเยิน ฟ้องเรียกค่าเสียหายอะไรจากผู้เช่าได้บ้าง? หลังจากสู้ทนเดินตามกระบวนการทางก...
05/08/2026

EP.5 เปิดห้องมาน้ำตาไหล ห้องพังเสียหายยับเยิน ฟ้องเรียกค่าเสียหายอะไรจากผู้เช่าได้บ้าง?

หลังจากสู้ทนเดินตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างอดทน จนกระทั่งสามารถบังคับคดีขับไล่ผู้เช่ามหาภัยออกไปจากอาคารได้สำเร็จ ทว่าวินาทีที่เจ้าของตึกเปิดประตูไขกุญแจเข้าไป ภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับทำให้รู้สึกสะเทือนใจอย่างมาก

สภาพห้องที่เคยสวยงามถูกปล่อยทิ้งไว้ราวกับรังขยะ กลิ่นไม่พึงประสงค์คลุ้งทั่วบริเวณ ผนังปูนมีรอยเจาะทุบจนร้าว วอลเปเปอร์ฉีกขาด กระเบื้องพื้นแตก และระบบสายไฟถูกตัดทำลายเสียหายยับเยิน

คำถามแรกที่แล่นเข้ามาในหัวของเจ้าของตึกคือ เงินประกันความเสียหายที่เก็บไว้เพียง 1-2 เดือน ไม่พอค่าซ่อมแน่นอน ในทางกฎหมาย เรามีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายอะไรจากผู้เช่ารายนี้ได้อีกบ้าง?

- เส้นแบ่งทางกฎหมาย เสื่อมตามสภาพ กับความเสียหายที่ต้องรับผิดชอบ
ในการฟ้องเรียกค่าเสียหาย ศาลจะพิจารณาแยกแยะประเภทความเสียหายอย่างประณีต ตามหลักประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ #มาตรา553 และ #มาตรา562 ซึ่งวางหลักไว้ว่า ผู้เช่าต้องรับผิดในความสูญหายหรือบุบสลายที่เกิดขึ้นแก่ทรัพย์สินที่เช่า เพราะความผิดของผู้เช่าเอง แต่ไม่ต้องรับผิดในความสูญหายหรือบุบสลายอันเกิดจากการใช้ทรัพย์สินนั้นโดยชอบ
1.ความเสื่อมสภาพจากการใช้งานปกติ - สิ่งเหล่านี้ถือเป็นร่องรอยตามธรรมชาติของการอยู่อาศัย เช่น สีทาผนังภายนอกซีดจางตามกาลเวลา รอยสึกหรอของลูกบิดประตูจากการจับใช้งาน หรือรอยขูดขีดเล็กน้อยบนพื้นไม้ตามการใช้งานทั่วไป สิ่งเหล่านี้เจ้าของตึกไม่สามารถนำมาคิดเป็นค่าเสียหายเพื่อหักเงินหรือฟ้องร้องได้ครับ

2.ความเสียหายจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือการตั้งใจทำลาย เช่น การทุบเจาะผนังโดยไม่ได้รับอนุญาต การปล่อยให้น้ำท่วมเจิ่งนองจนพื้นไม้บวมพอง การเลี้ยงสัตว์จนพื้นและประตูถูกแทะพังเสียหาย การรื้อถอนระบบไฟฟ้า หรือการเจตนาทิ้งขยะไว้เต็มห้อง สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการทำละเมิด ซึ่งผู้เช่าต้องรับผิดชอบชดใช้เต็มจำนวน

- เจ้าของตึกมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายอะไรได้บ้าง?
เมื่อความเสียหายเกิดจากการกระทำของผู้เช่า กฎหมายเปิดช่องให้เจ้าของตึกเรียกร้องค่าเสียหายได้หลากหลายมิติมากกว่าแค่ค่าซ่อม
*ข้อแรก ค่าซ่อมแซมและปรับปรุงให้กลับสู่สภาพเดิม คือค่าแรงและค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมส่วนที่พังเสียหายทั้งหมด เช่น ค่าทำสีใหม่ ค่าเปลี่ยนกระเบื้อง ค่าทำระบบไฟฟ้า
*ข้อสอง ค่าทำความสะอาดและขนย้ายขยะ คือค่าจ้างบริษัทหรือแม่บ้านเข้ามาเคลียร์ขยะและทำความสะอาดใหญ่
*ข้อสาม ค่าขาดประโยชน์จากการเช่า คือช่วงเวลาที่ตึกต้องปิดซ่อมแซมจนไม่สามารถปล่อยให้ผู้เช่ารายใหม่เช่าได้ เจ้าของตึกมีสิทธิฟ้องเรียกค่าขาดรายได้ตามอัตราค่าเช่าจริงในท้องตลาดตลอดระยะเวลาที่ทำการซ่อมแซมนั้นด้วย

- หากการกระทำของผู้เช่าไม่ใช่แค่ความประมาท แต่เป็นการเจตนาทำลายทรัพย์สินก่อนย้ายออก เช่น รื้อถอนแอร์ ทุบเคาน์เตอร์ หรือตัดสายไฟหิ้วหนีไป
#คำพิพากษาศาลฎีกาที่12387_2557 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในเรื่องนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะดำเนินการรื้อถอนด้วยความระมัดระวัง ไม่ได้ตั้งใจให้วัสดุเสียหาย และเก็บรักษาไว้อย่างดีเพื่อให้เจ้าของนำไปใช้ประโยชน์ได้อีกก็ตาม แต่เมื่อผลลัพธ์คือสิ่งปลูกสร้างของเจ้าของทรัพย์ได้รับความเสียหายจริง ศาลก็ยังมีอำนาจพิพากษาว่าเข้าข่ายความผิดฐาน #ทำให้เสียทรัพย์ตามมาตรา358 ได้ สะท้อนหลักว่าข้ออ้างเรื่องความระมัดระวังหรือเจตนาดีไม่ได้เป็นข้อยกเว้นความรับผิดเสมอไป หากผลลัพธ์สุดท้ายคือทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหายจริง ยิ่งไปกว่านั้น หากผู้เช่าถอดถอนสิ่งของที่เป็นส่วนควบของอาคาร เช่น เครื่องปรับอากาศติดผนังหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ติดตั้งถาวร แล้วนำติดตัวไปโดยไม่ได้รับอนุญาต ก็อาจเข้าข่ายความผิดฐาน #ยักยอกทรัพย์ตามมาตรา352 เพิ่มเติมด้วยครับ
เทคนิคการเก็บหลักฐานก่อนยื่นฟ้องศาล

**อย่าเพิ่งรีบซ่อมแซมทันที ถ่ายภาพและอัดคลิปวิดีโอสภาพความเสียหายทุกจุดอย่างละเอียด ให้เห็นวันที่และเวลาชัดเจน ลงบันทึกประจำวันกับตำรวจ แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อเป็นหลักฐานลงบันทึกไว้ว่าพบสภาพห้องพังเสียหายเมื่อใด และให้ช่างหรือผู้รับเหมาที่มีใบอนุญาตมาประเมินราคาค่าซ่อมแซมอย่างเป็นทางการ เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบคำฟ้องต่อศาลครับ**

ปัญหาซ้ำซ้อนเกิดขึ้นอีกเมื่อผู้เช่ามหาภัยรายนี้ขนของหนีหายไปแล้ว ติดต่อไม่ได้เลยสักช่องทาง ทว่าในอาคารกลับทิ้งทรัพย์สินบางอย่างเอาไว้ เช่น โต๊ะทำงาน เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือชุดโซฟาเก่า
เจ้าของตึกที่ยึดตึกคืนมาได้แล้ว มีสิทธิยึดทรัพย์สินที่ผู้เช่าทิ้งไว้ นำไปขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาหักชดเชยค่าเช่าและค่าซ่อมแซมได้เลยทันทีหรือไม่? หรือการทำเช่นนั้นจะทำให้เจ้าของตึกต้องตกเป็นจำเลยในคดียักยอกทรัพย์เสียเอง
ไขข้อสงสัยและดูทางออกทางกฎหมายพร้อมกันใน EP.6 วันศุกร์นี้ครับ

#ผู้เช่าทำห้องพัง #ผู้เช่าทำทรัพย์สินเสียหาย #ฟ้องเรียกค่าเสียหาย #ค่าเสียหายคดีเช่า #ฟ้องผู้เช่า #กฎหมายเช่าอาคาร #สัญญาเช่า #ปรึกษากฎหมาย

EP.4 ผู้เช่ามหาภัย ไม่ออก ไม่จ่าย แถมด่ากลับ เจ้าของตึกต้องทำอย่างไรให้ขับไล่ได้ถูกต้องตามกฎหมาย?จากสัปดาห์ที่แล้วที่คุณ...
03/08/2026

EP.4 ผู้เช่ามหาภัย ไม่ออก ไม่จ่าย แถมด่ากลับ เจ้าของตึกต้องทำอย่างไรให้ขับไล่ได้ถูกต้องตามกฎหมาย?

จากสัปดาห์ที่แล้วที่คุณได้เรียนรู้บทเรียนราคาแพงไปแล้วว่า การผลีผลามเอากุญแจไปล็อกประตูตึก หรือแอบไปตัดน้ำตัดไฟ อาจส่งผลให้เจ้าของตึกกลายเป็นจำเลยคดีอาญาข้อหาบุกรุกโดยไม่รู้ตัว

เมื่ออาวุธขั้นเด็ดขาดอย่างการล็อกห้องถูกจำกัดไว้ด้วยเงื่อนไขทางกฎหมายแล้ว หากต้องมาเจอกับผู้เช่ามหาภัยของจริงล่ะ? ประเภทที่ค่าเช่าค้างมานานกว่า 6 เดือน พอทวงถามกลับโดนด่าสวน ขู่ว่าจะฟ้องกลับ แถมย้อนคำพูดใส่หน้าว่า "ถ้าอยากให้ออก ก็ไปฟ้องศาลเอาเอง" แล้วยึดตึกอยู่อาศัยต่ออย่างสบายใจ เจ้าของตึกที่ต้องแบกรับภาระค่าน้ำ ค่าไฟ ภาษี และดอกเบี้ยธนาคาร จะมีทางออกทางกฎหมายอย่างไรเพื่อขับไล่ผู้เช่ารายนี้ออกไปอย่างถูกต้อง?

ทางออกตามขั้นตอนกฎหมาย 3 Step เปลี่ยนสถานะจากผู้เสียหายเป็นผู้ชนะในชั้นศาล
เมื่อการเจรจาด้วยมิตรภาพสิ้นสุดลง สิ่งเดียวที่จะคุ้มครองเจ้าของตึกได้คือกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งต้องดำเนินการอย่างรัดกุมตามลำดับขั้นตอนเพื่อไม่ให้ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบครับ

- Step 1 ออกหนังสือบอกเลิกสัญญาและแจ้งให้ย้ายออก
การค้างชำระค่าเช่าไม่ได้ทำให้สัญญาสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ เว้นแต่จะระบุไว้ชัดเจนในสัญญา ตาม #ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ #มาตรา560 วรรคสอง กำหนดไว้ว่า หากค่าเช่ากำหนดชำระเป็นรายเดือนหรือระยะเวลายาวกว่ารายเดือนขึ้นไป ผู้ให้เช่าต้องบอกกล่าวแก่ผู้เช่าก่อนว่าให้ชำระค่าเช่าภายในเวลาใด ซึ่งต้องกำหนดไม่น้อยกว่า 15 วัน หากไม่ชำระภายในกำหนด จึงจะถือว่าสัญญาสิ้นสุดลงและมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้โดยชอบ
หลักการนี้ได้รับการยืนยันจาก #คำพิพากษาศาลฎีกาที่3025_2541 ซึ่งวางบรรทัดฐานเกี่ยวกับขั้นตอนการบอกกล่าวก่อนบอกเลิกสัญญาเช่าไว้อย่างชัดเจน สะท้อนให้เห็นว่าเจ้าของตึกไม่อาจข้ามขั้นตอนนี้ไปได้ แม้ผู้เช่าจะค้างชำระมานานเพียงใดก็ตาม

- Step 2 ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายต่อศาล
เมื่อครบกำหนดตามหนังสือบอกกล่าวแล้วผู้เช่ายังนิ่งเฉย สิทธิในการครอบครองของผู้เช่าจะสิ้นสุดลงทันที และการอยู่อาศัยหลังจากนั้นจะเปลี่ยนสถานะกลายเป็นการครอบครองโดยไม่มีสิทธิ เจ้าของตึกมีสิทธิยื่นฟ้องต่อศาลในคดีฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหาย โดยสามารถเรียกได้ทั้งค่าเช่าที่ค้างชำระ และค่าขาดประโยชน์รายวันที่ผู้เช่ายังคงยึดครองตึกอยู่ ซึ่งตามหลักปฏิบัติที่ศาลยึดถือ ค่าขาดประโยชน์นี้จะคำนวณจากราคาค่าเช่าตามสภาพตลาดจริงในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งอาจสูงกว่าอัตราค่าเช่าเดิมในสัญญาได้

Step 3 บังคับคดีโดยเจ้าพนักงานบังคับคดี
เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้ผู้เช่าย้ายออกและชำระเงินแล้ว หากผู้เช่ายังดื้อแพ่งไม่ยอมออก เจ้าของตึกจะไม่สามารถไปยกของออกเองได้ แต่ต้องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เพื่อเข้าปิดประกาศ รวบรวมทรัพย์สิน หรือนำกำลังเจ้าหน้าที่เข้ายึดคืนพื้นที่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ความอุ่นใจของฝ่ายเจ้าของตึกคือ หลักกฎหมายทั่วไปในเรื่องนี้ยืนยันว่า เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลงโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่ว่าจะด้วยการครบกำหนดสัญญาหรือการบอกเลิกสัญญาที่ถูกต้องตามขั้นตอน ผู้เช่าย่อมหมดสิทธิที่จะครอบครองทรัพย์สินที่เช่าอีกต่อไป หากผู้เช่ายังคงครอบครองทรัพย์สินอยู่โดยไม่มีสิทธิ ย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ให้เช่า ทำให้ผู้ให้เช่าเสียโอกาสในการนำทรัพย์สินนั้นไปหาประโยชน์ เจ้าของตึกจึงมีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์ในอัตราที่เหมาะสมกับสภาพตลาดจริงได้
ดังนั้น ทุกวันที่ผู้เช่ามหาภัยดื้ออยู่นั้น ตัวเลขหนี้สินและค่าเสียหายที่เขาต้องรับผิดชอบในชั้นศาลจะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวครับ
แม้เจ้าของตึกจะใช้ความอดทนเดินหน้าตามกระบวนการกฎหมายอย่างถูกต้อง จนกระทั่งได้รับชัยชนะในชั้นศาลและสามารถขับไล่ผู้เช่ามหาภัยรายนี้ออกไปได้สำเร็จ แต่เมื่อเปิดประตูตึกเข้าไปดูสภาพจริง กลับพบว่าห้องเสียหายยับเยิน สายไฟถูกตัด เคาน์เตอร์ถูกทุบพัง แถมเครื่องปรับอากาศตัวใหญ่ยังถูกถอดหิ้วหายไปอย่างไร้ร่องรอย

เงินประกันที่เก็บไว้เพียงน้อยนิดไม่พอค่าซ่อมอย่างแน่นอน เจ้าของตึกจะดำเนินการต่ออย่างไรในทางกฎหมาย เพื่อตามคิดบัญชีและดำเนินคดีผู้เช่ารายนี้ ห้ามพลาดใน Ep.5 วันพุธนี้ครับ

#ผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่า #ผู้เช่าไม่ออก #ฟ้องขับไล่ผู้เช่า #กฎหมายเช่าอาคาร #สัญญาเช่า #กฎหมายอสังหา #ปรึกษากฎหมาย

ที่อยู่

โครงการ Luka House 63/19 (ห้องB109) ซอยเทศบาล 6 ต. ลำลูกกา อ. ลำลูกกา ปทุมธานี
ลำลูกกา ปทุมธานี
12150

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Netinara & Thomas Law โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์