ศูนย์วิจัยฯ มหาวิทยาลัยหน้าบางแห่งหนึ่ง

  • Home
  • Mongolia
  • Ulaanbaatar
  • ศูนย์วิจัยฯ มหาวิทยาลัยหน้าบางแห่งหนึ่ง

ศูนย์วิจัยฯ มหาวิทยาลัยหน้าบางแห่งหนึ่ง ประชาสัมพันธ์และเผยแพร่กิจกรรมทาง?
(1)

.หมอบคลานกราบไหว้
25/05/2026

.
หมอบคลานกราบไหว้

❝ นัยทางการเมืองของประกาศเลิก
หมอบคลานกราบไหว้ในรัชกาลที่ 5 ❞
“…แลธรรมเนียมที่หมอบคลานกราบไหว้ในประเทศสยามนี้ เหนว่าเปนการกดขี่แก่กันแขงแรงนัก ผู้น้อยที่ต้องหมอบคลานนั้น ได้ความเหน็จเหนื่อยลำบาก เพราะจะให้ยศแก่ท่านผู้ใหญ่ ก็การทำยศที่ให้คนหมอบคลานกราบไหว้นี้ ไม่ทรงเหนว่ามีประโยชน์แก่บ้านเมืองแต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย
ผู้น้อยที่ต้องมาหมอบคลานกราบไหว้ให้ยศต่อท่านผู้ที่เปนใหญ่นั้น ก็ต้องทนลำบากอยู่จนสิ้นวาระของตนแล้วจึงจะได้ออกมาพ้นท่านผู้ที่เปนใหญ่
ธรรมเนียมอันนี้แลเหนว่าเปนต้นแห่งการที่เปนการกดขี่แก่กันทั้งปวง เพราะฉนั้นจึงจะต้องละพระราชประเพณีเดิมที่ถือว่าหมอบคลานเปนการเคารพอย่างยิ่งในประเทศสยามนี้เสีย ด้วยทรงพระมหากรุณาที่จะให้ท่านทั้งหลายได้ความศุข ไม่ต้องทนยากลำบากหมอบคลานเหมือนอย่างแต่ก่อน…”
[อ้างจาก “ประกาศเปลี่ยนธรรมเนียมใหม่” ราชกิจจานุเบกษา กรุงเทพมหานคร เล่มที่ ๑ วันจันทร์ เดือน ๘ แรมค่ำ ๑ ปีจอ ศก ๑๒๓๖]
ท่ามกลางข้อถกเถียงเห็นต่างเกี่ยวกับธรรมเนียมหมอบกราบที่ยังมักถูกนำมาใช้ตามสถานศึกษาต่างๆ ในปัจจุบัน ซึ่งมีทั้งแบบสืบค้นรากเหง้าที่มาทางวัฒนธรรม (เช่น อาจารย์คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง, “รู้จัก “หมอบกราบ” ในวัฒนธรรมอินเดียที่ไทยรับต่อมา”, มติชนสุดสัปดาห์, 29 ก.ค.-4 ส.ค. 2559)
และแบบ “กูยินดีที่จะหมอบ” ซะอย่างโดยไม่แยแสสนใจรากเหง้าที่มาทางวัฒนธรรมหรือประวัติศาสตร์ใดๆ ของธรรมเนียมปฏิบัติดังกล่าว (บทกาพย์ยานี 11 ในเฟซบุ๊กของผู้ใช้นามปากกาว่า “พี่คนดี” 24 ต.ค. 2557) เป็นต้น

◤ สิ่งที่ตกหล่นขาดหายไป – นอกเหนือจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัดเป็นหลักฐานตามประกาศดังกล่าวในราชกิจจานุเบกษาสมัยรัชกาลที่ 5 – ก็คือบริบททางประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเมืองของการประกาศเปลี่ยนธรรมเนียมครั้งนั้น
ทำไมพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงตัดสินพระทัยเลือกประกาศยกเลิกธรรมเนียมหมอบคลานกราบไหว้ในวโรกาสประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่สอง เมื่อเจริญพระชนมายุครบ 20 พระชันษาใน พ.ศ.2416 ต่อหน้าบรรดาเจ้านายขุนนางอำมาตย์ชั้นผู้ใหญ่และทูตานุทูตตัวแทนมหาอำนาจอาณานิคมตะวันตกเล่า?
อะไรคือนัยทางการเมืองที่มักถูกลืมเลือนจางหายไปของประกาศครั้งนี้?

◤ ในบรรดางานวิชาการที่เสนอคำอธิบายบริบทความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของประกาศเลิกธรรมเนียมหมอบคลานกราบไหว้ในรัชกาลที่ 5 ได้ลึกซึ้งพิสดารกระจ่างแจ้งยิ่งเท่าที่ผมอ่านพบมา
ได้แก่วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของรองศาสตราจารย์ ดร.กุลลดา เกษบุญชู มี้ด อดีตอาจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งทำที่ School of Oriental and African Studies มหาวิทยาลัยลอนดอน และต่อมาปรับปรุงตีพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ The Rise and Decline of Thai Absolutism (ค.ศ.2004)
โดยส่วนตัวแล้ว ผมชอบหนังสือเล่มนี้มาก ใช้เป็นเอกสารตำราประกอบการสอนวิชาสัมมนาการเมืองไทยระดับปริญญาโท-เอกที่คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ต่อเนื่องกันมาหลายปี ทำให้ได้อ่านซ้ำถึงสี่ห้ารอบ และยิ่งอ่านก็ยิ่งได้ข้อคิดแปลกใหม่ติดใจแตกประเด็นกว้างขวางออกไปทุกครั้ง
อันที่จริง ผมเผอิญได้มีโอกาส “เห็น” ตอนที่หนังสือเล่มนี้กำลังก่อหน่ออ่อนฟักตัวทางความคิดแต่ต้นๆ เลยทีเดียว ความที่หลังออกจากป่ากลับมาเรียนต่อเป็น “นักศึกษาคืนสภาพ” เมื่อกลางพุทธทศวรรษที่ 2520 เพื่อนฝูงรุ่นน้องที่รัฐศาสตร์ จุฬาฯ สมัยนั้น (เช่น ดร.สุธาดา เมฆรุ่งเรืองกุล ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเนชั่น, คุณสุนีย์ สถาพร ผู้อำนวยการฝ่ายเอกชนสัมพันธ์ TDRI) ได้แนะนำให้รู้จักและสังสันท์สนทนากับอาจารย์กุลลดา โดยท่านกรุณาให้ความเป็นกันเอง
ช่วงนั้นเป็นยุคเบิกบานของไทยศึกษาเชิงวิพากษ์โดยนักวิชาการฝรั่งอย่าง จอห์น เกอร์ลิ่ง, ครูเบ็น แอนเดอร์สัน และ แอนดรูว์ เทอร์ตัน เป็นต้น โดยเฉพาะงานทบทวนวรรณกรรมไทยศึกษาในโลกตะวันตกอันอื้อฉาวแบบสะสางบัญชีเบ็ดเสร็จอย่างดุเดือดบ้าเลือดของครูเบ็นเรื่อง “Studies of the Thai State : The State of Thai Studies” (ค.ศ.1978/พ.ศ.2521)
ผมคิดว่าการวิเคราะห์ตีความย้อนแย้งแบบลัทธิแก้/ทวนกระแสเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างชาติกับสถาบันกษัตริย์ในรัฐสัมบูรณาญาสิทธิราชย์สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ อันเป็นจุดใหญ่ใจความในวิสัยทัศน์ใหม่ของครูเบ็นที่มีต่อประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ในงานชิ้นนั้น
รวมทั้งแนวคิดชาตินิยมราชการ (official nationalism) ในงานต่อมาเกี่ยวกับชาตินิยมอันขึ้นชื่อลือชาของครูเบ็นเรื่อง Imagined Communities : Reflections on the Origin and Spread of Nationalism (ค.ศ.1983/พ.ศ.2526) ส่งอิทธิพลต่องานเรื่อง The Rise and Decline of Thai Absolutism ของอาจารย์กุลลดา ในลักษณะที่เป็นฐานคิดและเค้าโครงซึ่งอาจารย์กุลลดาใช้เวลาต่อมาอีกร่วมสองทศวรรษในการพัฒนาต่อยอดก่อรูป (flesh it out) จนกลายเป็นงานประวัติศาสตร์ไทยที่เพียบพรั่งหลากด้านอุดม

◤ เป็นสองทศวรรษที่ใช้ไปอย่างคุ้มค่า เพราะผลงานสุดท้ายที่ได้มา อาจารย์กุลลดาสามารถสอดผสานรวมเอาลักษณะเด่นต่างๆ ที่ไม่ค่อยพบในปกหนังสือเล่มเดียวกันมาไว้ด้วยกันได้อย่างน่าอัศจรรย์ กล่าวคือ…
– มันเป็นงานที่ทะเยอทะยานทางทฤษฎีแบบไทยศึกษาสกุลฝรั่ง ด้วยการวิพากษ์ท้าทายทฤษฎี “สงครามสร้างรัฐ” ของ Charles Tilly นักสังคมวิทยาอเมริกันและนำเสนอทฤษฎี “เศรษฐกิจโลกสร้างรัฐ” อันครอบคลุมกว่าของ อ.กุลลดาเองขึ้นแทน ไม่เฉพาะสำหรับประยุกต์ใช้ในขอบเขตประเทศสยามหรือภูมิภาคเท่านั้น แต่ในระดับสากลเลยทีเดียว
-แต่กระนั้นงานชิ้นนี้ก็แน่นขนัดด้วยข้อมูลในลักษณะคลุกฝุ่นจากแฟ้มเอกสารเก่าของหอจดหมายเหตุแบบไทยศึกษาสกุลญี่ปุ่น เพียงแค่เปิดดูรายการเอกสารอ้างอิงท้ายบทแต่ละบทดูก็จะเห็นได้
– มันเป็นงานที่ใช้แรงมากในการสังเคราะห์ข้อมูลและเรียบเรียงจัดลำดับเชื่อมโยงให้เป็นระบบ ตั้งแต่ประวัติศาสตร์การเมืองยุคกรุงศรีอยุธยาไล่เรียงมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ คู่ขนานไปกับความเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจโลกต่างๆ เศรษฐกิจภูมิภาคและเศรษฐกิจสยาม พร้อมกับความเกี่ยวพันส่งผลต่อกันและกัน
-มันวาดให้เห็นทั้งภาพใหญ่ของเศรษฐกิจมหภาค ลงไปถึงภาพย่อยของการถกเถียงโต้แย้งต่อสู้ด้านแนวนโยบายเศรษฐกิจและกลไกอำนาจระบบราชการ รวมทั้งรายละเอียดรูปธรรมอันน่าทึ่งในพฤติกรรมความเป็นมนุษย์ของตัวละครทางการเมืองที่มีทั้งร่วมมือกัน ซื่อตรงต่อกัน หวาดระแวงกัน ขัดแย้งกัน แตกแยกกัน คิดคดทรยศต่อกัน วางเล่ห์เพทุบายใส่กัน ฉ้อโกงกัน น้อยเนื้อต่ำใจต่อกัน ผูกใจเจ็บแค้นกัน ฯลฯ
-และยังบรรยายวิเคราะห์วิจารณ์ในเชิงประวัติศาสตร์สังคม-วัฒนธรรมและอุดมการณ์ รวมทั้งขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองได้ละเอียดอ่อนไหวแยบคายแหลมคม

◤ งานของอาจารย์กุลลดา วาดวางประกาศเลิกหมอบคลานกราบไหว้ในรัชกาลที่ 5 ลงไปในบริบทใหญ่ทางเศรษฐกิจและการเมือง อันได้แก่ บริบทของการที่สยามเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจโลกที่มีจีนเป็นศูนย์กลาง (Pax Sinica) ไปสู่ระบบเศรษฐกิจโลกของยุโรปที่มีกรุงลอนดอนเป็นศูนย์กลาง (Pax Britannica)
ซึ่งสะท้อนออกผ่านพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์ที่ทรงใช้ในการติดต่อสัมพันธ์ทางการค้าการทูตกับฝ่ายจีนและฝ่ายตะวันตกซึ่งปรับเปลี่ยนไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น
ส่วนบริบททางการเมืองที่สำคัญคือการเปลี่ยนแปลงจากรัฐก่อนสมัยใหม่ (pre-modern state คือก่อนการลอกเลียนสร้างรูปแบบรัฐตามตัวแบบฝรั่งตะวันตก) ไม่ว่าจะเรียกเป็น #รัฐราชสมบัติ (ศัพท์บัญญัติของ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์) หรือ #รัฐราชูปถัมภ์ (ศัพท์บัญญัติของ อ.เสน่ห์ จามริก) หรือ #รัฐศักดินา (ศัพท์เศรษฐศาสตร์การเมืองมาร์กซิสต์)
แต่เดิม ที่มีลักษณะเป็นเครือข่ายอุปถัมภ์ทอดทอยลดหลั่นลงมาเป็นชั้นๆ จากพระมหากษัตริย์ยอดสุดลงมาผ่านเจ้านายขุนนางอำมาตย์ถึงไพร่ทาส, อำนาจกระจายตัวแบบเข้มข้นตรงกลาง ห่างจางตรงชายขอบ จากเมืองหลวง หัวเมืองชั้นใน หัวเมืองชั้นนอก เมืองประเทศราช, แบ่งสันอำนาจและทรัพยากรกันในหมู่กษัตริย์ เจ้านายขุนนางในการควบคุมกำลังคนผ่านระบบไพร่ทาสและเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ผ่านส่วยสาอากรและการกินเมือง
มาสู่การสร้างรัฐสมัยใหม่ (modern state) ผ่านการรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง (centralization of power) และการสร้างระบบราชการประจำกินเงินเดือน (bureaucracy) เอาอย่างฝรั่ง เพื่อเป็นเครื่องมืออันทรงประสิทธิภาพในการปกครองบริหารบ้านเมืองอย่างครอบคลุมทั่วถึงตลอดอาณาเขตพรมแดน ภายหลังการปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน พ.ศ.2435
โดยความแตกต่างระหว่างรัฐสัมบูรณาญาสิทธิ์กับรัฐชาติ ที่ต่างก็เป็นรัฐสมัยใหม่ซึ่งรวมศูนย์อำนาจและมีระบบราชการด้วยกันทั้งคู่ อยู่ตรงรัฐสัมบูรณาญาสิทธิ์ถือว่ารัฐเป็นของสถาบันกษัตริย์โดยสิทธิ์ขาด ส่วนรัฐชาติถือว่ารัฐเป็นของชาติโดยรวม และเหตุการณ์อันเป็นหลักหมายแบ่งแยกรัฐสมัยใหม่ทั้งสองของสยามได้แก่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475
ประกาศเลิกหมอบคลานกราบไหว้เกิดขึ้นและมีนัยสืบเนื่องจากบริบทของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้



ภาพประกอบ : จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 และจักรพรรดินีเออเฌนี เสด็จออก ณ ท้องพระโรงพระราชวังฟงแตนโบล ประเทศฝรั่งเศส ทรงรับคณะราชทูตสยาม เมื่อ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1861 ภาพโดย ฌ็อง-เลอง แยโรม


อ่านบทความนัยทางการเมืองของประกาศเลิกหมอบคลานกราบไหว้ในรัชกาลที่ 5 โดยเกษียร เตชะพีระ

ตอนที่ 1 (เนื้อหาด้านบนทั้งหมด)
https://www.matichon.co.th/weekly/featured/article_10063

ตอนที่ 2
https://www.matichon.co.th/weekly/featured/article_10615

ตอนที่ 3
https://www.matichon.co.th/weekly/featured/article_12118

ตอนจบ
https://www.matichon.co.th/weekly/featured/article_12879

.
22/05/2026

.

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เครือข่ายคณาจารย์ นักวิชาการ ศิลปิน และประชาชน ร่วมออกแถลงการณ์เรียกร้องให้มีการตรวจสอบความโปร่งใสและบรรทัดฐานทางจริยธรรมวิชาการ กรณีการสอบสวนข้อกล่าวหาเรื่องการคัดลอกผลงานทางวิชาการของอาจารย์มหาวิทยาลัยรายหนึ่งในคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยยื่นข้อเรียกร้องต่อศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รวมถึงประธานสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อให้มีการตรวจสอบกระบวนการพิจารณาทางวินัยตามหลักนิติธรรมและจริยธรรมทางวิชาการ

แถลงการณ์ระบุว่า ก่อนหน้านี้คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงของคณะวิจิตรศิลป์มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า อาจารย์ผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์เข้าข่ายกระทำผิดวินัยร้ายแรง จากกรณีจงใจนำผลงานทางวิชาการของผู้อื่นหรือผลงานที่มีเจ้าของร่วมไปใช้เผยแพร่และประกอบการขอตำแหน่งทางวิชาการ โดยอ้างอิงข้อบังคับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. 2567 ข้อ 40 (14)

อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนต่อมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่กลับแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยไม่ร้ายแรง และผลสรุปสุดท้ายของคณะกรรมการดังกล่าวเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหา “ไม่เป็นการกระทำความผิดฐานเอาผลงานทางวิชาการของผู้อื่นมาเป็นของตน” และไม่ต้องรับโทษทางวินัยใดๆ

เครือข่ายผู้ลงนามเห็นว่า กระบวนการดังกล่าวก่อให้เกิดข้อกังขาต่อมาตรฐานการบังคับใช้ระเบียบวินัยของมหาวิทยาลัย และอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบธรรมาภิบาลของสถาบันอุดมศึกษา โดยเฉพาะเมื่อผลการสอบสวนแตกต่างจากข้อสรุปของคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังชี้ว่า การลอกเลียนผลงานทางวิชาการโดยไม่อ้างอิงถือเป็นความผิดร้ายแรงในวงวิชาการระดับสากล และเป็นการละเมิดหลักความซื่อสัตย์สุจริตทางวิชาการ ซึ่งสถาบันการศึกษาไทยเองก็นำหลักการดังกล่าวมาใช้กับนิสิตนักศึกษาทุกระดับ หากปล่อยให้เกิดบรรทัดฐานที่ผู้กระทำผิดสามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดได้ด้วยกระบวนการที่ขาดความโปร่งใส ย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและเกียรติภูมิของมหาวิทยาลัยไทยในระยะยาว

เครือข่ายคณาจารย์ นักวิชาการ ศิลปิน และประชาชน จึงเรียกร้องให้สภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ใช้อำนาจตรวจสอบความถูกต้องและความโปร่งใสของมติการสอบสวน เพื่อป้องกันข้อครหาว่ามีการโอบอุ้มเครือข่ายพวกพ้อง พร้อมเรียกร้องให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เข้าตรวจสอบกระบวนการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนชุดใหม่ที่ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกที่เป็นกลาง และไม่มีความเกี่ยวข้องกับคู่กรณีทั้งสองฝ่าย

ทั้งนี้ เครือข่ายผู้ลงนามย้ำว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่เพียงเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเฉพาะกรณี แต่ยังเป็นเรื่องสำคัญต่อการธำรงรักษาบรรทัดฐานทางจริยธรรม ความน่าเชื่อถือของระบบอุดมศึกษาไทย และศักดิ์ศรีของสถาบันการศึกษาในสังคมโดยรวม

อ่านในรูปแบบเว็บไซต์ที่ Comment

#แถลงการณ์ตรวจสอบการคัดลอกผลงาน #งานวิชาการ #มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน

.เป็นคนดีย์ ทำอะไรก็ไม่ผิด
22/05/2026

.
เป็นคนดีย์ ทำอะไรก็ไม่ผิด

เครือข่ายคณาจารย์ นักวิชาการ ศิลปิน และประชาชน รวม 212 รายชื่อ ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. และประธานสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตรวจสอบความโปร่งใสและบรรทัดฐานทางจริยธรรมวิชาการกรณีการสอบสวนการคัดลอกผลงานทางวิชาการ จากกรณีอาจารย์ มช. คัดลอกผลงานเพื่อนร่วมงานในคณะวิจิตรศิลป์ไปเผยแพร่ และนำไปขอตำแหน่งทางวิชาการ เพื่อรักษามาตรฐานจริยธรรมทางวิชาการ การลอกเลียนผลงานวิชาการของผู้อื่นโดยไม่อ้างอิงถือเป็นหนึ่งในข้อห้ามร้ายแรงในวงวิชาการนานาชาติ
หลังพบข้อกังขาต่อกระบวนการสอบสวนวินัยหลายจุด เช่นกรณีคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าอาจารย์ผู้ถูกกล่าวหาดังกล่าว “มีพฤติการณ์เข้าข่ายการกระทำผิดวินัยร้ายแรง” ต่อมาอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่กลับแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยไม่ร้ายแรงใหม่ และคณะกรรมการฯ ดังกล่าวมีความเห็นสุดท้ายว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาไม่เป็นการกระทำความผิดและไม่ต้องรับโทษใดๆ
อ่านต่อที่ลิงก์ในคอมเมนต์

.3 กรกฎาคม 256913.00-16.00 น. คณะนิติศาสตร์ ม. ธรรมศาสตร์
22/05/2026

.
3 กรกฎาคม 2569
13.00-16.00 น. คณะนิติศาสตร์ ม. ธรรมศาสตร์

.
21/05/2026

.

.แม่เลี้ยงเดี่ยวและลูกอกตัญญูที่แสนเดียวดาย
21/05/2026

.
แม่เลี้ยงเดี่ยวและลูกอกตัญญูที่แสนเดียวดาย

แม่เลี้ยงเดี่ยวจำนวนมากจำต้องรับสภาพ 'ดาบก็แกว่ง เปลก็ไกว' รับภาระทุกอย่างลำพัง ขณะที่ฝ่ายชายส่วนใหญ่ไม่ค่อยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูต่อเนื่อง
ส่วนเด็กที่โตมากับแม่เลี้ยงเดี่ยวก็ต้องแบกความคาดหวังว่าต้องกตัญญูเลี้ยงแม่ยามชรา
สมชาย ปรีชาศิลปกุล จึงชวนคิดถึงบทบาทของรัฐในการช่วยเหลือแม่เลี้ยงเดี่ยว ซึ่งสามารถยื่นมือเข้ามาได้ในหลากหลายรูปแบบ
อ่านได้ที่: https://www.the101.world/welfare-for-single-mothers/
“ในท่ามกลางสภาวะที่แม่เลี้ยงเดี่ยวต้องเผชิญกับความยากลำบากในชีวิต และลูกที่กลายเป็นคนอกตัญญู เรากลับแทบคิดถึงบทบาทของรัฐกันน้อยมาก ทั้งที่จะเป็นส่วนสำคัญต่อการทำให้ความยุ่งยากทั้งหมดไม่ใช่เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลคนใดคนหนึ่งเท่านั้น”
“รัฐสามารถยื่นมือเข้ามาได้ในหลากหลายรูปแบบ แทนที่จะปล่อยให้ข้อเรียกร้องระหว่างแม่เลี้ยงเดี่ยวกับพ่อของเด็กเป็นเรื่องที่ต้องไปฟ้องร้องกันเป็นการส่วนตัว ในหลายแห่ง รัฐจะทำหน้าที่เข้ามากำกับให้ฝ่ายชายต้องปฏิบัติตามกรอบที่กฎหมายกำหนด”
“ต้องทำให้รัฐตระหนักว่าประเด็นของแม่เลี้ยงเดี่ยวไม่ใช่เป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนทั่วไปที่รัฐจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว หากเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของผู้คนในสังคมอย่างมาก”
“จะไม่เป็นการดีกว่าหรือหากเราช่วยกันทำให้แม่เลี้ยงเดี่ยวไม่ต้องแบกรับภาระด้วยตนเองทั้งหมด รวมทั้งไม่ปล่อยให้ผู้เป็นลูกต้องแบกรับความกตัญญูอย่างเดียวดายเฉกเช่นที่เป็นอยู่”
ภาพประกอบ: จิราภรณ์ บุญเย็น

.ไม่ใช่รัฐพันลึกแน่ๆ เห็นกันชัดแจ๋วซะ่ขนาดนี้
20/05/2026

.
ไม่ใช่รัฐพันลึกแน่ๆ เห็นกันชัดแจ๋วซะ่ขนาดนี้

20/05/2026

ขอยกให้เป็นประโยคทองแห่งปี
"มึงรู้จักกูน้อยไป"

20/05/2026

เสนอแก้ไข รธน. เพียงแค่ให้ได้ชื่อว่าเสนอแล้ว
แต่แท้จริงคือ เสนอเพื่อไม่ให้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย

18/05/2026

เมื่อการแสดงความเห็นและตั้งคำถามต่อผู้มีอำนาจอาจแลกมาด้วยคดีความ
ต้นทุนทางการเงิน ความเหนื่อยล้าทางใจ
เมื่อการ “ฟ้องปิดปาก” อาจใกล้ตัวคุณมากกว่าที่คิด
ชวนฟังปากคำจาก “ผู้ถูกฟ้องปิดปาก” ที่จะมาถ่ายทอดเจาะลึกทุกแง่มุม
และร่วมเรียนรู้ ทำความเข้าใจและหาทางออกไปพร้อมกันกับผู้แทนจากหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมและวงการนิติศาสตร์
ขอเชิญร่วมงานสัมมนา
“Anti-SLAPPs: ยุติธรรมที่หล่นหาย หยุดใช้กฎหมายปิดปาก”

ศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม 2569
เวลา 09.00-15.30 น.
ณ ห้องจัดเลี้ยง 105 ชั้น 1 อาคารรัฐสภา
ลงทะเบียนร่วมสัมมนาได้ที่ : https://forms.gle/2VTNqvpYqshBajAh8
จัดโดย
คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา
โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ(United Nations Development Programme - UNDP)
คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (International Commission of Jurists - ICJ)
ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม

****สามารถรับชมการถ่ายทอดสดได้ทางเพจ Facebook คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ : https://www.facebook.com/profile.php?id=61566067940414

Address

Ulaanbaatar

Opening Hours

Monday 08:30 - 16:30
Tuesday 08:30 - 16:30
Wednesday 08:30 - 16:30
Thursday 08:30 - 16:30
Friday 08:30 - 16:30

Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when ศูนย์วิจัยฯ มหาวิทยาลัยหน้าบางแห่งหนึ่ง posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Contact The Practice

Send a message to ศูนย์วิจัยฯ มหาวิทยาลัยหน้าบางแห่งหนึ่ง:

Share