bunphun office lawyer

bunphun office lawyer รับว่าความทั่วราชอาณาจักร ที่ปรึกษากฎหมาย

10/06/2026
10/06/2026

🙅การโพสต์ทวงหนี้หรือประจานลูกหนี้ลงบนสื่อโซเชียลมีเดียหากการโพสต์นั้นทำให้ลูกหนี้หรือผู้อื่นเกิดความเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ถือเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ............................................
ศึกษาเพิ่มเติมได้จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7276/2567
👉การที่จำเลยโพสต์ข้อความและภาพถ่ายของโจทก์ ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าโจทก์เป็นคนโกงและเบี้ยวหนี้ ย่อมทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง จึงเป็นความผิดคัดหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328
👉จำเลยอ้างข้อยกเว้นตามกฎหมายว่าเป็นการติชมโดยสุจริตตามมาตรา 329 ศาลฎีกาวางวินิจฉัยว่า หากจำเลยเห็นว่าโจทก์มีเจตนาไม่ชำระหนี้ จำเลยควรต้องใช้สิทธิดำเนินคดีแก่โจทก์เพื่อขอให้บังคับโจทก์ชำระหนี้แก่จำเลยตามกฎหมาย มิใช่วิธีการนำข้อความและรูปภาพมาโพสต์ประจานในเฟซบุ๊กที่บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้ การกระทำนี้ ไม่ถือว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต อันจะเป็นเหตุยกเว้นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) (3)

10/06/2026
10/06/2026

⚖️รวมกฎหมายเอาผิดนายทุนเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด
1️⃣ พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560
บุคคลธรรมดาห้ามคิดดอกเบี้ยเกิน ร้อยละ 15 ต่อปี หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
2️⃣ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ดอกเบี้ยทั้งหมดจะตกเป็น โมฆะทันที ลูกหนี้มีหน้าที่จ่ายคืน เฉพาะเงินต้นที่เหลืออยู่จริงเท่านั้น
3️⃣ พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 หากมีการข่มขู่ ประจาน หรือใช้ความรุนแรง มีโทษจำคุกไม่เกิน 1-5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 - 500,000 บาท
4️⃣ ความผิดอาญาอื่นๆ เช่น ข้อหาข่มขู่กรรโชกทรัพย์ รีดทรัพย์ หรือความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กรณีโพสต์ประจานลงโซเชียล

#ทนายโส #ทนายผาด #ทนายผาติ #ทนายผาติบพิตร #สำนักงานกฎหมายบุญพูนทนายความและธุรกิจ

10/06/2026

💰การที่โจทก์เพียงแค่โอนเงินให้แก่จำเลยพร้อมส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินให้ยึดถือไว้เป็นหลักประกัน ก็ไม่ถือว่าโจทก์มีหลักฐานการกู้ยืมเป็นหนังสือ"โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกคืนเงินกู้"...........................................
📌ศึกษาเพิ่มเติมได้จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1263/2567 ตามทางนำสืบของโจทก์ ไม่ปรากฏว่าโจทก์จำเลยมีความผูกพันเป็นพิเศษอย่างไรนอกเหนือจากที่เคยให้กู้ยืมเงินกันมาก่อน การที่หลังจากให้จำเลยกู้ยืมเงิน 1,800,000 บาท เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2556 ต่อมาเดือนตุลาคม 2556 จำเลยขอให้โจทก์โอนเงินมาให้อีก 1,500,000 บาท และโจทก์เห็นว่าได้ยึดถือโฉนดที่ดินของจำเลยไว้แล้ว จึงโอนเงินไปให้โดยไม่ได้ทำหลักฐานอื่นใดเพิ่มเติมนั้น บ่งชี้ว่าเป็นการให้จำเลยกู้ยืมเงินอีกดังที่ศาลล่างวินิจฉัย ส่วนที่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่าการโอนเงินให้แก่กันไม่ใช่การกู้ยืมเงิน แต่เป็นการโอนเงินที่สามารถเรียกคืนได้ตามกฎหมายนั้น
👉การให้กู้ยืมเงินดังกล่าวไม่ปรากฎว่าจำเลยจะต้องคืนเฉพาะเงินเหรียญหรือธนบัตรในลักษณะเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งเท่านั้น เมื่อโจทก์โอนเงินกู้ให้แก่จำเลยไป กรรมสิทธิ์ในเงินกู้ย่อมตกแก่จำเลย ฟ้องโจทก์จึงไม่ใช่การใช้ทรัพยสิทธิติดตามเอาทรัพย์คืน แต่เป็นการใช้บุคคลสิทธิเรียกให้ชำระหนี้เงินกู้ ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่"
👉เมื่อโจทก์ยังมีภาระการพิสูจน์ว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ เพราะจำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้กู้ยืมเงินจำนวนนี้ แต่โจทก์ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อจำเลยเป็นสำคัญมานำสืบตามกฎหมาย จึงฟ้องร้องบังคับให้จำเลยชำระเงินกู้ไม่ได้ ซึ่งรวมถึงการห้ามมิให้ยกขึ้นต่อสู้คดีด้วย เมื่อหนี้ที่โจทก์อ้างเป็นมูลฟ้องร้องและยึดถือโฉนดไว้เป็นหนี้เงินกู้ที่ฟ้องร้องบังคับไม่ได้ตามกฎหมาย ส่วนหนี้เงินกู้ 1,800,000 บาท โจทก์ก็รับว่าจำเลยชำระหนี้ให้แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิยึดถือโฉนดที่ดินเลขที่ 59782 ของจำเลยไว้ต่อไป./

#ทนายโส #ทนายผาด #สำนักงานกฎหมายบุญพูนทนายความและธุรกิจ

10/06/2026

🤑ให้กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ถือว่าไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงได้./.............................................
📌ศึกษาเพิ่มเติมได้จากคำพิพากษาฎีกาที่ 8013/2561
👉โจทก์ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด อันเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ฟ้อง และเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในภายหลังด้วย
👉ดังนั้นข้อตกลงในเรื่องดอกเบี้ยที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายเท่านั้น ที่โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะบังคับเอาจากจำเลยที่ 2 ได้ แต่ในส่วนที่เป็นต้นเงินกู้นั้นโจทก์ยังคงมีสิทธิที่จะบังคับเอาจากจำเลยที่ 2 ได้
👉เมื่อจำเลยที่ 2 ใช้เอกสารปลอมหลอกลวงโจทก์
จนเป็นเหตุให้โจทก์หลงเชื่อยอมให้จำเลยที่ 2 กู้ยืมโดยมอบเงินให้ไป การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง และโจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยที่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานดังกล่าวนี้ด้วย
😂สำหรับจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด และโจทก์รู้อยู่ว่าจำเลยที่ 1 จะนำเงินไปปล่อยกู้และเรียกเอาผลประโยชน์เป็นดอกเบี้ยในอัตราเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดอันเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ฟ้อง แสดงให้เห็นว่าโจทก์เจตนาทุจริตมุ่งประสงค์
ต่อผลประโยชน์อันเกิดจากการกระทำที่ผิดกฎหมาย แม้จะไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 นำเงินที่กู้ยืมดังกล่าวไปปล่อยกู้โดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ก็ตาม
ถือว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะนำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานฉ้อโกง./

10/06/2026

👉ช่องทางการดำเนินคดีกับนายทุนเงินกู้นอกระบบหรือดอกเบี้ยโหด

☎️สายด่วนศูนย์ปราบปรามหนี้นอกระบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โทร: 1599
☎️ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย โทร: 1567
☎️สายด่วนรัฐบาล 1111
☎️สถานีตำรวจในท้องที่เกิดเหตุทุกแห่ง เพื่อแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมาย
☎️ปรึกษาทนายโส: 084-5617549 เบอร์นี้ Add LINE ได้ด้วย

10/06/2026

🙅แม้สัญญากู้ยืมเงินจะกำหนดยอดเงินกู้ไว้จำนวนเท่าใดก็ตาม แต่หากพิสูจน์ได้ว่าได้รับเงินต้นที่แท้จริงจำนวนเท่าใด ผู้กู้ก็คงรับผิดเพียงเท่านั้น ทั้งหากที่ผ่านมามีการชำระดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไปแล้ว ก็สามารถนำมาหักกับเงินต้นเช่นว่านั้นได้เห็นด้วย./ #ทนายโส #ทนายผาด #ทนายผาติบพิตร #สำนักงานกฎหมายบุญพูนทนายความและธุรกิจ.................................
⚖️ศึกษาเพิ่มเติมได้จาก
📌คำพิพากษาฎีกา ที่ 5781/2533 👉โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ จำนวน 84,000 บาท แต่โจทก์นำสืบรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นหนี้จำนวนดังกล่าว เมื่อจำเลยให้การว่า เป็นหนี้โจทก์ จำนวน 33,000 บาท โดยได้ความว่า เป็นหนี้ต้นเงิน 10,000 บาท ส่วนที่เหลือเป็น ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน
👉ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระต้นเงิน 10,000 บาทได้ ส่วนเงินอีก 23,000 บาท เป็นดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จึงตกเป็นโมฆะแม้จำเลยจะให้การยอมรับ จะชำระหนี้เงินจำนวนนี้ ก็บังคับให้ไม่ได้
👉ความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช 2475 ฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นคดีอาญาแผ่นดินซึ่งเป็นความผิดอันยอมความไม่ได้./

ที่อยู่

หมู่บ้านพัทยาปาร์คฮิลล์ 1
Chon Buri
20150

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ bunphun office lawyerผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง bunphun office lawyer:

ทางลัด

แชร์