ELC CMU คลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

30/04/2026

อ้างกฎหมาย ใช้ยาแรง
ทำไมจับชาวบ้านเข้าคุกจึงไม่แก้ฝุ่นควัน?
มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือชวนชำแหละมาตรการทางกฎหมายของรัฐไทยในการแก้ปัญหาฝุ่นควัน คำถามถึงความไม่เป็นธรรมและผลกระทบทางสังคม
ในวันที่รัฐจนปัญหาแก้ปัญหาฝุ่นควัน มาตรการห้ามเผาและปิดป่ามักเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติในทุกฤดูร้อน พร้อมกับเจ้าหน้าที่รัฐระดับสั่งการที่ต่างอ้างกฎหมายด้านป่าไม้ข่มขู่ สร้างความหวาดกลัวต่อชาวบ้าน ทุกกิจกรรมในเขตป่าถูกบังคับให้หยุด ทั้งการชิงเผา การจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่การเกษตร การเก็บหาของป่า รวมถึงการเข้า-พื้นที่ป่า ตัวเลขคดีที่เพิ่มขึ้นทุกวันกับข่าวการจับกุมดำเนินคดีชาวบ้านคนยาคนจนนั้นถูกตั้งคำถามว่าเป็นธรรมหรือไม่ ที่สำคัญคือมันนำไปสู่การแก้ไขปัญหาฝุ่นควันได้จริงหรือไม่
ร่วมพูดคุยโดย
- สุมิตรชัย หัตถสาร ผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น
- เลาฟั้ง บัณฑิดเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ สัดส่วนชาติพันธุ์ พรรคประชาชน
- วัชราวลี คำบุญเรือง มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม
ดำเนินรายการโดย กัญญ์วรา หมื่นแก้ว มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ
วันที่ 2 พ.ค. 2569 เวลา 19.00-20.30 น.
ถ่ายทอดสดผ่านทาง page มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ

ลงพื้นที่ศึกษาชุมชน บ้านโป่งขนุน ต.แม่ศึก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ วันที่ 27 – 28 เมษายน 2569คณะอาจารย์และเจ้าหน้าที่คลินิก...
30/04/2026

ลงพื้นที่ศึกษาชุมชน บ้านโป่งขนุน ต.แม่ศึก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่
วันที่ 27 – 28 เมษายน 2569
คณะอาจารย์และเจ้าหน้าที่คลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม คณะนิติศษสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เดินทางไปยังบ้านโป่งขนุน ต.แม่ศึก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ เพื่อศึกษาวิถีชีวิตของชุมชน โดยทีมคลนิกกฎหมายสิ่งแวดล้อมได้รับการอำนวยความสะดวกจากกลุ่มโอะเคาะนาเลอะโป่งขนุน (แปลว่า “รอคอยเธอที่โป่งขนุน”) ซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ในชุมชนโป่งขนุนที่มีความต้องการที่จะออกแบบและสร้างสรรค์ชุมชนบ้านเกิดของตนเองให้เป็น “บ้าน” ที่คนรุ่นใหม่ยังกลับมาใช้ชีวิต กลับมาแสดงศักยภาพของนเองได้อย่างเต็มที่
การลงพื้นที่เพื่อศึกษาชุมชนในตครั้งนี้ ทีมคลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม ได้เห็นถึงความหวัง ความฝัน ศักยภาพของคนรุ่นใหม่ และไอเดียการสร้างสรรค์ ของคนรุ่นใหม่ในชุมชนโป่งขนุน ทั้งในเรื่องของความมุ่งมั่นของกลุ่มโอะเคาะนาเลอะโป่งขนุน ในการร่วมกันสร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ไม่จำเป็นต้องออกไปทำงานนอกบ้านเกิดเพื่อทำให้บ้านเกิดเป็น “บ้าน” ที่เปิดรับคนหนุ่มสาวกลับมาอยู่อาศัยกับครอบครัวเครือญาติและแสดงศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่
นอกจากนี้กลุ่มโอะเคาะนาเลอะโป่งขนุนมีความมุ่งมั่นที่จะออกแบบและสร้างสรรคชุมชนให้มีความโปร่งใสตรวจสอบข้อมูลการดำเนินการของหน่วยงานรัฐในท้องถิ่นได้มากขึ้น และสนับสนุนการมีส่วนร่วมจากสมาชิกในชุมชนและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาชุมชนให้มีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับวิถีชีวิตของคนในชุมชนได้ดีมากยิ่งขึ้น
สิ่งที่สำคัญคือกลุ่มโอะเคาะนาเลอะโป่งขนุนมีความมุ่งมั่นที่จะปลดล็อกโซ่ตรวนปากท้องจากการปลูกข้าวโพดพืชเศรษฐกิจที่ดูเหมือนเป็นทางเลือกแต่เลือกไม่ได้ โดยการสนับสนุนการปลูกพืชที่หลากหลายแทนการพึ่งพาข้าวโพดเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นการสร้างเส้นทางความเป็นไปได้ของเศรษฐกิจชุมชนที่หลากหลาย ประกอบไปด้วย การปลูกกาแฟอาราบิก้าที่นำโดยบาริสต้าระดับโปรซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ผู้มีประสบการณ์ได้รางวัลจากการแข่งขันระดับโลก การปลูกต้นกล้วยเพื่อให้ร่วมเงาแก่ต้นกาแฟและเตรียมไปทำเป็นวัตถุดิบแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน และการทอผ้าพื้นเมืองที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยอาศัยภูมิปัญญาของแม่ ๆ กลุ่มสตรีทอผ้า
ท้ายที่สุดแล้ว ชีพจรของชุมชนโป่งขนุนมีรากฐานมาจากการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่สืบทอดองค์ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมธรรมชาติผ่านบรรพบุรุษจากรุ่นสู่รุ่น ชุมชนแห่งนี้เป็นชุมชนชาติพันธุ์ปกาเกอะญอที่มีการกำหนดเขตพื้นที่ไว้เป็นประเภทต่าง ๆ อย่างชัดเจนและปฏิบัติตามจารีตวัฒนธรรมตามคำสอนของบรรพบุรุษอย่างสืบเนื่อง พื้นที่จะแบ่งออกเป็นเขตบ้านที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นชุมชนที่ผู้คนสามารถไปมาหาสู่พบปะกันได้ ต่อมาเป็นเขตที่ดินทำกินเป็นพื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจของแต่ละครอบครัวซึ่งจะมีวิธีการจัดการดูแลทรัพยากรทั้งระบบไม่ว่าจะเป็นดินที่ใช้เพาะปลูก การจัดการเศษวัสดุของพืชเพาะปลูก และสิ่งที่ขาดไปไม่ได้คือการจัดการน้ำดื่มและน้ำใช้ที่มาจากแหล่งต้นน้ำในเขตป่าอนุรักษ์ของชุมชน
การลงพื้นที่ศึกษาในครั้งนี้ เป็นโอกาสที่มีคุณค่าในการได้พบเห็นสิ่งเกิดขึ้นในสังคมอย่างกว้างขวางมากขึ้น ที่สำคัญคือการได้พบว่าพื้นที่ชุมชนโป่งขนุนเป็นพื้นที่แห่งความหวังเป็นพื้นที่ที่มีคนรุ่นใหม่กลับมา “บ้าน” เพื่อสานฝันของตนเอง แม้จะอยู่ในช่วงระหว่างการเปลี่ยนผ่านเพื่อร่วมกันสร้างชุมชนบ้านเกิดให้ดีขึ้น แต่ความมุ่งมั่นและความตั้งในของเยาวชนและคนในชุมชนโป่งขนุนมีมากมายจนสามารถสัมผัสได้ถึงพลังของชุมชนแห่งนี้
คลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อมฯจึงขอส่งกำลังใจให้กับชุมชนโป่งขนุน และกลุ่มโอะเคาะนาเลอะโป่งขนุนให้สามารถเดินทางไปถึงฝันตามที่มุ่งหวังไว้ได้ และขอเชิญชวนผู้อ่านหวนคิดถึงความเป็นไปได้ในการมีส่วนร่วมทำให้บ้านเกิดของผู้อ่านเป็น “บ้าน” ที่โอบรับตัวตนและชีวิตของตัวท่านเองและชุมชนของท่านได้อย่างไรบ้าง
อ่านบนเว็ปไซท์: https://app.law.cmu.ac.th/elc/37298-2-3-4-9/
#โอะเคาะนาเลอะโป่งขนุน #คลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม #คณะนิติศาสตร์ #มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เชิญชวนรับฟังครับ
30/04/2026

เชิญชวนรับฟังครับ

นอนอมก๋อย 1 คืน อายุยืน 10 ปี 😊
ทุกคนรู้มั้ยคะว่าใน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ มีพี่น้องชุมชนจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ชื่อ ‘กะเบอะดิน’ กำลังปกป้องผืนป่า สภาพภูมิอากาศ และแหล่งทำกินจากโครงการเหมืองถ่านหิน
ก่อนหน้านี้ อ.อมก๋อย เกือบจะมีโครงการเหมืองถ่านหินเกิดขึ้นและอาจส่งผลกระทบกับต้นน้ำของแม่น้ำหลายสาย ระบบนิเวศและชุมชนท้องถิ่น ชุมชนจึงตัดสินใจฟ้องร้องทางกฎหมาย
เกิดอะไรขึ้นในอมก๋อย มาฟังเต็ม ๆ กันได้ในพอดแคสต์ Earth Alert ปัญหาโลกแตก
🎧 https://youtu.be/yzy0wLE-mgs?si=IWxpv6JYrk28Nt9B

#ปัญหาโลกแตก #อมก๋อย #คดีสิ่งแวดล้อม

ขอขอบคุณทีมโอะเคาะนา และชุมชนบ้านโป่งขนุนที่ได้เปิดพื้นที่ชุมชนให้คณะอาจารย์และเจ้าหน้าที่คลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม คณะนิต...
28/04/2026

ขอขอบคุณทีมโอะเคาะนา และชุมชนบ้านโป่งขนุนที่ได้เปิดพื้นที่ชุมชนให้คณะอาจารย์และเจ้าหน้าที่คลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนโป่งขนุน ต.แม่ศึก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่
ขอขอบคุณการอำนวยความสะดวก ที่พัก อาหาร การเดินทาง และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ชุมชนจากผู้นำ เยาวชน และผู้สนับสนุนจากทีมโอะเคาะนา
คลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อมขอส่งกำลังใจให้โอะเคาะนา เลอะโป่งขนุน ทีมคนรุ่นใหม่ที่มีความตั้งใจสร้างชุมชนโป่งขนุนให้เยาวชนหรือคนในชุมชนสามารถดำรงชีพในชุมชนบ้านเกิดของตนเองได้อย่างยั่งยืนและมีส่วนร่วม ไม่จำเป็นต้องเดินทางออกจากชุมชนบ้านเกิดเพื่อหาเลี้ยงชีพ และชุมชนโป่งขนุนจะเป็นพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่สามารถใช้ศักยภาพของตนได้อย่างเต็มที่
#โอะเคาะนาเลอะโป่งขนุน #คลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม #คณะนิติศาสตร์ #มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

26/04/2026
25/04/2026

ภาคประชาสังคม ย้ำ กม. PRTR รักษา "สิทธิในการรับรู้" ของประชาชน กระบวนการศึกษาในชั้น กมธ. เสร็จแล้ว ไม่จำเป็นต้อง...

25/04/2026
22/04/2026

[ชี้แจงกรณีอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โพสต์กล่าวหาชาวบ้านสร้างผลงาน-ดึงชาวบ้านอยู่ตรงข้ามรัฐ กรณีแถลงโต้ รมว.ทส. โทษชาวบ้านเผาป่าเหตุฝุ่นควันพิษ]

จากการออกแถลงการณ์ร่วมระหว่างสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) และมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ (มพน.) ในวันนี้ (21 เมษายน 2569) เรื่อง "หยุดล่าแพะแก้ฝุ่นควัน หยุดมาตรการห้ามเผา เร่งเปิดทางใช้ไฟไร่หมุนเวียน" ซึ่งเกิดจากผลกระทบจากมาตรการ นโยบาย และการบังคับใช้กฎหมายของรัฐในการแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน-ไฟป่า ที่กระทบต่อสิทธิชุมชนและการใช้ไฟจำเป็นตามวิถีในระบบเกษตรแบบไร่หมุนเวียนของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ (อ่านแถลงการณ์ฉบับเต็มที่: https://www.facebook.com/photo?fbid=1440862938067734&set=a.634990861988283) ซึ่งสอดรับกับการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายสุชาติ ชมกลิ่น ที่กล่าวหาว่าไฟป่ามีสาเหตุจากการเผาป่าเพื่อหาของป่าของชาวบ้าน และภายหลังได้มีสื่อมวลชนรายงานข่าวแถลงการณ์ดังกล่าวนั้น

ต่อมา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายอรรถพล เจริญชนษา ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กด้วยภาพข่าวดังกล่าวพร้อมข้อความว่า "สมาพันธ์ฯ ไม่ควรสร้างผลงานด้วยการดึงชาวบ้านให้อยู่ตรงข้ามกับรัฐบาลและจนท.ดังไฟป่า เป็นเวลาที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันสร้างอคติให้กับประชาชน อันนี้อันตรายมาก ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับความเดือดร้อนมากมายทั้งเสียชีวิตทั้งบาดเจ็บ สูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ทรัพยากร งบประมาณมากมายมหาศาล กับคนกลุ่มที่ทำผิดไม่เคารพกฎหมายและกติกาซึ่งไม่ใช่ชาวบ้านทั้งหมดและรัฐก็ไม่เคยโทษชาวบ้าน แต่กลับนำมากล่าวอ้างสร้างเงื่อนไขให้เป็นความขัดแย้ง" (อ่านโพสต์ที่: https://www.facebook.com/photo/?fbid=26849601694678510&set=pb.100001661307060.-2207520000)

มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ (มพน.) ขอชี้แจงว่า ชาวบ้านไม่เคยอยากผลักรัฐออกไปเป็นศัตรู มีแต่รัฐที่ผลักชาวบ้านเป็นศัตรูต่อผืนป่า ภาพสะท้อนชัดเจนที่สุดคือความพยายามออกประกาศห้ามเผาเด็ดขาด ปิดป่า ห้ามเข้าป่า สั่งงดการบริหารขัดการเชื้อเพลิง และการเดินหน้าจับกุมดำเนินคดีชาวบ้านในช่วงที่ผ่านมา ส่วนการกล่าวอ้างว่าชาวบ้านผิดกระทำผิดกฎหมายนั้นก็ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง เพราะกฎหมายด้านที่ดิน-ป่าไม้ล้วนถูกเขียนโดยขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน อาทิ พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ซึ่งก็ถูกผลักดันจนมีผลบังคับใช้ในสมัยรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รวมถึงการประกาศเขตป่าก็ยังขีดเส้นเองโดยไม่เคยเปิดการมีส่วนร่วม รับฟังความเห็น จนแนวเขตทับลงไปบนบ้าน ที่ทำกิน และป่าชุมชนของชาวบ้าน ทุกตารางนิ้วทุกกิจกรรมของประชาชนก็ล้วนผิดกฎหมาย ไม่ใช่แค่การใช้ไฟเท่านั้น

โดยเราขอเสนอให้อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เข้าใจสถานการณ์ความซับซ้อนของฝุ่นควัน-ไฟป่าเสียใหม่ ดังนี้

1. ในภาพใหญ่ของสถานการณ์ฝุ่นควัน ไฟป่าภาคเหนือมีลักษณะตัดข้ามพรมแดนกายภาพรัฐชาติ สัมพันธ์กับแหล่งกำเนิดฝุ่นควันในพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะในช่วงฤดูเตรียมการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจแปลงใหญ่ ปัจจัยความผกผันของปัจจัยด้านสภาพอากาศที่เป็นส่วนหนึ่งจากวิกฤตสภาพอากาศโลก ประกอบกับลักษณะภูมิประเทศที่มีพื้นที่ป่ากับชุมชนสัมพันธ์ใกล้ชิด มีเมืองใกล้ชายแดนไทย-เมียนมาหรือบริเวณแอ่งที่ราบลำพูนเชียงใหม่ รวมถึงด้านแหล่งกำเนิดฝุ่นควันสำคัญทั้งภาคอุตสาหกรรม การคมนาขนส่ง พื้นที่เกษตรและพื้นที่ป่าไม้ ไม่ได้ถูกบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและได้สัดส่วน

2. “ฝุ่น PM.2.5” เป็นประเด็นผลกระทบด้านสุขภาพยุคใหม่ ที่เข้ามามีอิทธิพลทำให้กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับแหล่งกำเนิดฝุ่นควันได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็น “การเผาในที่โล่ง” และ “ไฟ” กับ “ป่า” ซึ่งถูกปรับเปลี่ยน เพิ่มเติมความหมายให้เป็นประเด็นหลักที่รัฐได้ใช้กฎหมาย นโยบาย มาตรการเฉพาะในการบริหารจัดการมากกว่าแหล่งกำเนิดอื่นๆ เป็นหนึ่งในข้อถกเถียงในเชิงการเมืองสิ่งแวดล้อมที่สัมพันธ์กับมิติปัญหาสังคม เศรษฐกิจและในเชิงนิเวศวิทยาการเมือง

3. ชุมชนกะเหรี่ยงภาคเหนือในหลายจังหวัดดำรงวิถีชีวิตโดยมีระบบเกษตรไร่หมุนเวียนเป็นหัวใจสำคัญที่สัมพันธ์กับระบบการดูแลจัดการป่า ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจพื้นฐานของชุมชน และกำลังเผชิญเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงในหลายทิศทาง การปรับตัวที่แตกต่างกัน

4. ทุกชุมชนเผชิญเงื่อนไขในการปรับตัวและผลกระทบที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มกฎหมายด้านการจัดการป่าของรัฐ นโยบายที่ดิน ป่าไม้ โดยเฉพาะภายหลังปี 2557 การเปลี่ยนแปลงในระบบการผลิตภายในชุมชน สภาพอากาศและกระแสสิ่งแวดล้อมที่มี “PM 2.5” “ไฟป่า” “ฝุ่นควัน” ซึ่งส่งผลให้เกิดนโยบายและมาตรการของรัฐในฤดูฝุ่นควัน-ไฟป่า

5. ทุกชุมชนมีต้นทุนด้านศักยภาพการจัดการป่าควบคู่กับวิถีการจัดการ การป้องกัน การรับมือกับไฟที่ไม่พึงประสงค์ที่ผสมผสานความรู้ภายในของชุมชน ความรู้ดั้งเดิมและความรู้ เครื่องมือ เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการรับมือกับฤดูไฟเพื่อป้องกันความเสียหายต่อพื้นที่ป่าของชุมชน พื้นที่ไร่หมุนเวียนและที่อยู่อาศัย

6. ชุมชนเป็นผู้มีความรู้พฤติกรรมไฟป่าในพื้นที่ของตน เชี่ยวชาญเรื่องภูมิประเทศ ลักษณะภูมิอากาศประจำถิ่น ลักษณะการเปลี่ยนแปลงของชีวมวลหหรือเชื้อเพลิง สามารถประเมินจุดเสี่ยงของการเกิดไฟป่า เป็นองค์ความรู้ที่มีความจำเพาะกับระบบนิเวศในท้องถิ่นที่ชุมชนตั้งถิ่นฐานอยู่

7. หลายชุมชนมีศักยภาพโดดเด่นด้านการสร้างระบบแนวกันไฟ การจัดการเชื้อเพลิง การจัดการน้ำ การดับไฟ การวิเคราะห์พฤติกรรมไฟ จุดเสี่ยงในแต่ละฤดูและการสร้างเครือข่ายทางสังคมในการจัดการไฟ

8. โลกทัศน์ จักรวาลทัศน์และปฏิบัติการของชุมชนกะเหรี่ยงเกี่ยวกับการใช้ไฟในไร่หมุนเวียนมีมิติที่เรียกว่า “cultural burning” อันความแตกต่างกับความเข้าใจหรือความหมายอย่างทั่วไปคือมักจะมองไฟอย่างเหมารวมใต้สถานการณ์ฝุ่นควัน ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งในเชิงปฏิบัติการในระดับพื้นที่ที่มีอำนาจรัฐเป็นตัวนำ

9. ปัจจัยทางนโยบายรัฐที่ขัดแย้งกับวิถีชีวิตที่มีลักษณะเฉพาะอย่างระบบไร่หมุนเวียนเป็นเงื่อนไขสำคัญและเป็นข้อจำกัดด้านการทำมาหากินและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในชุมชน กลายเป็นปัญหาที่กระทบต่อวิถีการผลิตอาหารและเศรษฐกิจครัวเรือนโดยตรง

10. ช่วงเวลาของ “มาตรการห้ามเผา” อย่างเหมารวมของแต่ละจังหวัด ส่งผลกระทบอย่างสำคัญกับกระบวนการใช้ไฟในไร่หมุนเวียน และแต่และชุมชนเผชิญผลกระทบ มีลักษณะการปรับตัวแตกต่างกันไป และหลายเป็นความเสี่ยงใหม่ในระดับของการดำรงชีพ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากกระบวนการใช้ไฟในไร่หมุนเวียน จะมีผลโดยตรงต่อระบบการผลิตอาหารทั้งหมดของชุมชนและจะมีผลสืบเนื่องไปยังระบบการรักษาสมดุลของระบบนิเวศป่าในระยะยาว

11. การใช้ไฟในไร่หมุนเวียนของชุมชนกะเหรี่ยงไม่ได้ถูกจำแนกหรือถูกบริหารจัดการอย่างเป็นระบบในพื้นที่ทางนโยบาย กฎหมายหรือมาตรการห้ามเผาของแต่ละจังหวัด แต่ชุมชนต่างก็มีการต่อรอง การปรับตัว การใช้กลยุทธ์แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่เพื่อดำรงรักษาระบบทั้งในระดับพื้นที่จังหวัดและในทางสาธารณะ

12. ไฟคือองค์ประกอบสำคัญในระบบไร่หมุนเวียน โดยการทำแนวกันไฟถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการเตรียมพื้นที่ อีกทั้งเป็นระบบการควบคุมไฟของไร่หมุนเวียนที่สำคัญในการช่วยอนุรักษ์ป่า กระบวนการใช้ไฟต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและมีความรู้เกี่ยวกับทิศทางลม สภาพดินฟ้าอากาศและภูมิประเทศเป็นอย่างดี ซึ่งเห็นได้จากการที่ไม่มีปัญหาไฟจากแปลงไร่หมุนเวียนที่จะลุกลามออกนอกแนวกันไฟของแต่ละแปลง

13. การรวมตัวกันเป็นเครือข่ายชุมชนกะเหรี่ยงที่รักษาระบบไร่หมุนเวียนควบคู่กับการทำงานเชิงวิชาการและการสร้างตัวตนในฐานะผู้ที่ต่อสู้รับมือกับไฟป่าคือกลยุทธ์ในเชิงสาธารณะที่พยายามจะทัดทานกับกระแสมายาคติ อคติด้านปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับชุมชนชาติพันธุ์ไม่ต่างจากยุคอดีต

14. การจัดการไฟป่าทั้งในและนอกแนวกันไฟของชุมชนนั้นจะมีการเตรียมความพร้อมอยู่เสมอไม่ใช้แต่เพียงก่อนฤดูฝุ่นควัน ไฟป่าหรือเฉพาะบางเดือนของช่วงปีเท่านั้น แต่มีการพัฒนาความรู้เรื่องไฟป่าจากที่สั่งสมมาตั้งแต่อดีตของแต่ละพื้นที่ เป็นชุดประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการวิเคราะห์นิเวศวิทยาของไฟป่าของป่าแต่ละพื้นที่ ซึ่งช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าแนวทางการทำงานร่วมกับภาคส่วนอื่น

15. วิธีคิดเกี่ยวกับการจัดการไฟป่าที่เหมาะสมคือการทำงานแบบทำไปปรับไปตามสถานการณ์และเมื่อได้ผลเป็นอย่างไรก็นำผลจากการประเมินนั้นมาปรับปรุงวิธีการจัดการในขั้นต่อไปภายหลัง การจัดการไฟป่าแบบบูรณาการนี้เป็นเรื่องใหม่ในหลายพื้นที่ หากส่งเสริมให้มีการสร้างเครือข่ายของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องของไฟป่าจะเป็นประโยชน์ในระยะยาวต่อชุมชนและสังคม

16. แนวทางในการแก้ไขปัญหาโดยใช้ศักยภาพและต้นทุนของชุมชน ผสานกับการได้รับการสนับสนุนทรัพยากรด้านต่างๆ จากหลากหลายหน่วยงานมาเป็นพลังในการควบคุมดูแลทรัพยากร ควบคุมการเกิดไฟในลักษณะที่ยืดหยุ่นให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในแต่ละพื้นที่ จะมีแนวโน้มไปสู่ผลสำเร็จในการแก้ปัญหาได้ได้มากกว่าการบังคับใช้กฎระเบียบหรือมาตรการใดในลักษณะเชิงเดี่ยว ซึ่งจะกลายเป็นเชื้อไฟของความขัดแย้งที่ไม่มีใครปรารถนาและไม่เป็นผลดีต่อการรับมือวิกฤตสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ เราขอให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหยุดกล่าวอ้างกฎหมายและลมหายใจของประชาชนเป็นตัวประกันในการกดทับสิทธิในการใช้ไฟตามวิถีของชุมชนชาติพันธุ์ โดยเฉพาะการใช้ไฟในไร่หมุนเวียน และหากต้องการแสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาก็ให้แสดงเจตจำนงสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นให้มีสิทธิจัดการไฟ แสวงหาแนวร่วมกับชาวบ้าน มิใช่เพียงการออกมาตรการ นโยบาย และใช้กฎหมายกดปราบ รวมถึงให้ออกยืนยันสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศ พ.ศ. … ที่มุ่งเอาผิดกับกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดสำคัญของปัญหามลพิษทางอากาศ

และหยุดสร้างความเข้าใจผิดในประเด็นการจัดการเชื้อเพลิงของชาวบ้านต่อสาธารณชนโดยการสื่อสารที่ขาดความเข้าใจและใช้เพียงอคติเหมารวมการใช้ไฟของชาวบ้านเป็นการเผาป่า เพราะนั่นคือการผลักชาวบ้านให้เป็นศัตรูกับรัฐเสียเอง

21 เมษายน 2569

22/04/2026

“กากอุตสาหกรรมขนย้าย มลพิษยังอยู่ การฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนยังไม่ปรากฏแนวทางที่เป็นรูปธรรม“
ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อน…เช้าวันที่ 22 ของเดือนเมษายน ณ บ้านหนองพะวา หมู่ 4 ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จ.ระยอง เกิดเหตุเพลิงไหม้โกดังของบริษัท วิน โพรเสส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้ชื่อว่าประกอบกิจการรับกำจัดกากของเสีย แต่ในความเป็นจริงไม่มีเครื่องจักร อุปกรณ์ หรือกระบวนการดำเนินงานที่จะลดความเป็นอันตรายของกากของเสียได้จริง เป็นเพียงการประกอบกิจการทิพย์
เปลวเพลิงและกลุ่มควันดำมหาศาลที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือบ้างหนองพะวาในช่วงเช้าวันนั้น พร้อมเสียงระเบิดจากถังสารเคมี และกลิ่นเหม็นฉุนปกคลุมทั่วพื้นที่ จนชาวบ้านบางส่วนต้องอพยพทิ้งบ้านไปค้างแรมที่อื่น เพื่อหนีจากมลพิษที่ลอยปะปนอยู่ในอากาศบริเวณบ้านหนองพะวาและหมู่บ้านใกล้เคียง
ภาพซากอาคารซึ่งแน่นขนัดไปด้วยกองมหึมาของกากอุตสาหกรรมหลากชนิดบ่งบอกให้รู้ว่า การประกอบกิจการของโรงงานที่เกิดเหตุนั้น ไม่เพียงเป็นไปอย่างไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ หากยังเข้าขั้นไร้กฎเกณฑ์และเละเทะอย่างถึงขีดสุด สภาพอันเหนือความคาดหมายที่ปรากฏออกมาได้ทำให้ชื่อของ ‘วินโพรเสส’ กลายเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนและสาธารณชน รวมถึงมหากาพย์การต่อสู้และเรื่องราวฉ้อฉลหลายฉากตอนจากอดีตได้ถูกย้อนทวนเผยตัวออกมาเป็นที่รับรู้กว้างขวางขึ้นกว่าเมื่อครั้งที่เรื่องราวเหล่านั้นเกิดขึ้นจริง
วันที่เกิดเหตุวันนั้นคือวันที่ 22 เมษายน 2567 ภายหลังจากนั้น กรมโรงงานอุตสาหกรรมมีการประเมินว่า ภายในพื้นที่ของ ‘วินโพรเสส’ มีของเสียอันตรายตกค้างราว 33,800 ตัน
ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา แม้จะมีการขนย้ายซากกากของเสียบางส่วนออกไปกำจัด แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในวันนี้คือ การปนเปื้อนของสารอันตรายได้แพร่กระจายออกสู่พื้นที่โดยรอบอย่างกว้างขวางแล้ว โดยงานศึกษาของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลชี้ให้เห็นว่า นอกจากพื้นที่โรงงาน ยังพบการปนเปื้อนกระจายออกนอกพื้นที่ โดยจากการขุดบ่อสังเกตการณ์กว่า 15 บ่อ และการตรวจบ่อน้ำตื้นของชาวบ้าน พบว่ามลพิษได้แพร่กระจายไปไกลเป็นรัศมีประมาณ 1 กิโลเมตร

ข้อเท็จจริงชี้ชัดว่า คุณลักษณะทางเคมีของน้ำผิวดินและน้ำใต้ดินทั้งภายในและภายนอกโรงงานมีความสอดคล้องกันอย่างชัดเจน น้ำมีสภาพเป็นกรด และพบสารปนเปื้อนหลายชนิด ทั้งค่าของแข็งละลายรวม (TDS) คลอไรด์ เหล็ก แมงกานีส ทองแดง สังกะสี นิกเกิล รวมถึงสารอินทรีย์ระเหยง่าย ซึ่งล้วนเกินค่ามาตรฐานน้ำใต้ดิน สะท้อนถึงการแพร่กระจายของมลพิษจากแหล่งกำเนิดเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม แม้ข้อเท็จจริงจะชัดเจน แต่ประเด็นการ ฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนกลับยังไม่ปรากฏแนวทางที่เป็นรูปธรรม
ในวาระครบรอบ 2 ปีของเหตุเพลิงไหม้ดังกล่าว มูลนิธิบูรณะนิเวศ ร่วมกับ Thai PBS Local และ Epigarm จึงจัดงาน Movie & Talk “2 ปีเหตุเพลิงไหม้วินโพรเสส: หยุดเพิ่มพื้นที่มลพิษ และเร่งฟื้นฟู” พร้อมฉายสารคดี “แดนมลพิษ”
📍งานจัดในวันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2568 ณ วัดหนองพะวา อ.บ้านค่าย จ.ระยอง
ระหว่างเวลา 18.00 – 21.00 น.
ถ้าเข้าร่วมงานในพื้นที่จะได้รับชมครบทั้งภาพยนตร์สารคดีและการเสวนา ส่วนทางออนไลน์รับชมรับฟังได้เฉพาะการเสวนา
📺 ผ่าน Facebook Live ทางเพจ
มูลนิธิบูรณะนิเวศ / Thai PBS Local / Epigarm เวลา 20.00 – 21.00 น.

21/04/2026

เรื่องน่าภูมิใจ 🎉❤️ ลำพูนเป็นเพียง 1ใน2 จังหวัดของประเทศไทย ที่ประชากร 6-14 ปี สามารถอ่าน เขียน คำนวณได้ ใน "ระดับดีเยี่ยม"
ต้องขอขอบคุณคุณครูและผู้เกี่ยวข้องที่ทำให้เด็กๆของจังหวัดลำพูนมีคุณภาพในระดับประเทศ
ข้อมูลปีงบประมาณ 2568
** สีเขียวๆ คือ ระดับดีเยี่ยม

21/04/2026

เปิดเหตุผล อดีตอธิบดีกรมโรงงาน ... ทำไม ประเทศไทยจำเป็นต้องเดินหน้าต่อกับ พ.ร.บ.โรงงาน และกฎหมาย PRTR ที่ค้างเติ...

21/04/2026

ฝุ่น…ไม่ได้เกิดจากคนตัวเล็กอย่างเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา
แต่กลับถูกตราหน้าว่าเป็นต้นตอเดียวของปัญหา

ในขณะที่ “ตัวการจริง” ยังลอยอยู่เหนือหัวเรา…โดยไม่มีใครแตะต้อง
ถึงเวลาแล้วที่กฎหมายอากาศสะอาด
ต้องจัดการ “ต้นตอ” ไม่ใช่แค่ “ปลายทาง”

และครั้งนี้ “คนตัวเล็ก” จะไม่ได้เป็นเหยื่อแบบมือเปล่าๆอีกต่อไป
กฎหมายฉบับนี้กำลังให้ “อาวุธ” กับประชาชน ทุกๆคน

• บังคับให้กลุ่มทุนต้องมี ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) รู้ให้ได้ว่าสินค้าเกษตร “มาจากการเผาหรือไม่” และถ้าฝ่าฝืน มีโทษปรับสูงสุด 1 ล้านบาท
• ห้ามรับซื้อผลผลิตจากการเผา ตัดวงจรฝุ่น…ตั้งแต่ต้นทางของระบบ
• เกษตรกรรายย่อยจะไม่ถูกเหมารวมเป็นผู้ร้ายอีกต่อไปแต่จะได้รับ เงินสนับสนุน / เครื่องจักร / เทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การผลิตแบบไม่เผา
• ประชาชนในพื้นที่มีสิทธิ “ลงมติคัดค้าน” โครงการที่สร้างมลพิษรุนแรงได้
• มีสิทธิ “ร้องเรียน” และรัฐต้องดำเนินการภายในกรอบเวลาที่ชัดเจน
• และหากถูกฟ้องปิดปากกฎหมายนี้มี มาตรการปกป้องประชาชน (Anti-SLAPP)

นี่ไม่ใช่แค่กฎหมายควบคุมฝุ่น
แต่มันคือกฎหมายที่คืน “อำนาจ” ให้กับคนที่ต้องหายใจอยู่กับมันทุกวัน

เพราะอากาศสะอาดไม่ควรเป็นสิทธิของคนบางกลุ่ม
แต่มันคือ “สิทธิพื้นฐาน” ของทุกคน

#13พฤษภาเส้นตายอากาศสะอาด

ที่อยู่

239 ถนนห้วยแก้ว ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดChiang Mai
Chiang Mai
50200

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 17:00
อังคาร 08:00 - 17:00
พุธ 08:00 - 17:00
พฤหัสบดี 08:00 - 17:00
ศุกร์ 08:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66610187951

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ELC CMUผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ELC CMU:

แชร์