A Little Energy Lawyer - นักกฎหมายพลังงานตัวเล็กคนหนึ่ง

A Little Energy Lawyer - นักกฎหมายพลังงานตัวเล็กคนหนึ่ง นักกฎหมายตัวเล็ก ๆ ที่สนใจกฎหมายด้านพลังงานไฟฟ้า แบ่งปันความรู้ ข่าวสาร และประเด็นทางด้านกฎหมายที่น่าสนใจ

นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ ได้จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายด้านพลังงาน นำเสนอต่อพรรคการเมืองในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีประเด็นที่น...
15/01/2026

นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ ได้จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายด้านพลังงาน นำเสนอต่อพรรคการเมืองในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีประเด็นที่น่าสนใจหลายเรื่องเลยครับ

เอกสารข้อเสนอเชิงนโยบายด้านพลังงาน (A White Paper On Energy Policy Recommendations) จาก 9 นักวิชาการ/ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อนำเสนอต่อพรรคการเมือง ในการเลือกตั้งปี 2569
หนึ่งในไฮไลต์ของเวที “ #เลือกตั้ง ’69 นโยบายพลังงานไทยสู่ Net Zero 2050” ในวันที่ 16 ม.ค. 69 ก็คือข้อเสนอเชิงนโยบายด้านพลังงาน จาก 9 นักวิชาการ/ผู้เชี่ยวชาญ ที่จะนำเสนอต่อพรรคการเมือง และการให้ความเห็นของพรรคการเมืองแต่ละพรรคว่าเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย หรือไม่แน่ใจ กับข้อเสนอเชิงนโยบายด้านพลังงานข้อใดบ้าง
โดยข้อเสนอเชิงนโยบายด้านพลังงาน จาก 9 นักวิชาการ/ผู้เชี่ยวชาญ มีดังนี้
- ข้อเสนอนโยบายต่อสัญญาซื้อขายไฟฟ้า เพื่อลดภาระที่เกินจำเป็นสำหรับผู้บริโภค และนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยุติธรรมสำหรับทุกคน โดย ผศ.ดร. ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ
- ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อกําหนดเป้าหมายด้านการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน ภายในปี 2035 โดย รศ.ดร. ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ อาจารย์ประจำสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มธ.
- ข้อเสนอเชิงนโยบายการปลดระวางถ่านหิน โดย ดร. ภาคภูมิ โลหวริตานนท์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มธ.
- ข้อเสนอเชิงนโยบาย สู่เป้าหมาย NDC 3.0 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ปีพ.ศ. 2593 ในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นธรรม โดย ธารา บัวคำศรี ผู้ร่วมก่อตั้งกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผู้อำนวยการโครงการ Climate Connectors
- ข้อเสนอเชิงนโยบายการกํากับดูแลและป้องกันผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม กรณีโรงไฟฟ้าขยะมูลฝอย โดย สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW)
- ข้อเสนอเชิงนโยบาย Direct PPA โดย อาทิตย์ เวชกิจ นายกสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (อาร์อี 100)
- ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชนให้มีสิทธิเข้าถึงการใช้และผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดย ธีระพงศ์ แสงลาภเจริญกิจ ผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ RE Generation Thailand
- ข้อเสนอเชิงนโยบายการเพิ่มการแข่งขันและกระจายอํานาจระบบไฟฟ้า เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ทันการณ์ ยั่งยืน และเป็นธรรม โดย ชื่นชม สง่าราศรี กรีเซน นักวิจัยอิสระ
- ข้อเสนอเชิงนโยบายการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวน โดย สฤณี อาชวานันทกุล หัวหน้าทีมวิจัย Fair Finance Thailand และกรรมการผู้อํานวยการ Climate Finance Network Thailand (CFNT)
สามารถอ่านและดาวน์โหลดเอกสารข้อเสนอเชิงนโยบายด้านพลังงาน (A White Paper On Energy Policy Recommendations) ได้ที่ https://justpow.co/project-whitepaper/
และขอเชิญไปฟังนโยบายด้านพลังงานและความเห็นของพรรคการเมืองต่อข้อเสนอเชิงนโยบายด้านพลังงาน ในเวที “ #เลือกตั้ง ’69 นโยบายพลังงานไทยสู่ Net Zero 2050” โดย JustPow จะขึ้นในวันที่ 16 มกราคม 2569 เวลา 13.00 น. ณ ห้องอเนกประสงค์ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

ผู้ที่สนใจเข้าร่วม สามารถลงทะเบียนได้ที่ https://forms.gle/QHh5FTyggvtbZC8Z7
#เลือกตั้ง69 #นโยบายพลังงาน

06/12/2025

สรุปข้อตกลง COP30
‘บราซิล’ ก้าวเป็นผู้นำโดดเด่น
ปลอดฟอสซิล-อนุรักษ์ป่าเขตร้อน

ประเด็นหลักการประชุม COP30 ที่เมืองเบเล็ง ประเทศบราซิล ซึ่งได้ปิดฉากไปแล้ว คือ “เชื้อเพลิงฟอสซิล” ที่แม้ 88 ประเทศจะเรียกร้องให้จัดทำแผนเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจน แต่ความแตกแยกในการประชุมทำให้ข้อเสนอนี้ไม่ถูกบรรจุในมติ “Mutirão” ขณะที่บราซิลกลับก้าวขึ้นเป็นผู้นำอย่างโดดเด่น ด้วยการประกาศทำแผนเปลี่ยนผ่านสองฉบับ ได้แก่ แผนเศรษฐกิจปลอดฟอสซิลอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม (fossil-fuel transition roadmap) และแผนป่าไม้และสภาพภูมิอากาศ (forest-climate/deforestation roadmap) รวมทั้งเสนอ/สนับสนุนกลไกด้านการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (ที่มักถูกเรียกในสื่อว่า Belém Action Mechanism หรือ Just Transition Mechanism) เพื่อสนับสนุนประเทศต่าง ๆ และภาคประชาสังคม (1)

ด้านพลังงาน ภายใต้วาระปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศโลก (GCAA) ได้มีการจับมือระหว่าง Utilities for Net Zero Alliance (UNEZA) และโครงการ Green Grids Initiative เดินหน้าแผนขยายและเสริมความยืดหยุ่นของโครงข่ายไฟฟ้าโลก มุ่งลงทุน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030 เพื่อเพิ่มพลังงานสะอาดและระบบกักเก็บพลังงาน สอดคล้องกับเป้าหมายเพิ่มพลังงานหมุนเวียนเป็นสามเท่า อีกทั้ง UNEZA ยังเพิ่มงบลงทุนรายปีเกือบ 30% เป็น 148,000 ล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกัน Asian Development Bank (ADB) และธนาคารโลกเตรียมระดมทุนรวม 1.25 หมื่นล้านดอลลาร์ หนุนโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) (2)

ภาคที่ลดคาร์บอนยากมีการขยับตัวเช่นกัน ด้วยการผ่าน “Belém 4x Pledge on Sustainable Fuels” (หรือ “Belém 4x”) ที่ตั้งเป้าเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงยั่งยืน ทั้งไฮโดรเจน เชื้อเพลิงชีวภาพ และเชื้อเพลิงอิเล็กทรอนิกส์อย่างน้อยสี่เท่าจากปี 2024 ภายในปี 2035 พร้อมด้วย “ปฏิญญาเบเล็งเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว” ที่บราซิล สหราชอาณาจักร และแอฟริกาใต้ร่วมผลักดัน ซึ่งมีโครงการอุตสาหกรรมสะอาดที่ใกล้ถึงการตัดสินใจลงทุน (near-FID) มูลค่า 1.4 แสนล้านดอลลาร์ โดยกว่าหนึ่งในสามอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งสะท้อนโอกาสการลงทุนสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ (2)

พลังเงินหมุนโลก: เปิดประตูเงินทุนเพื่ออนาคตที่ยืดหยุ่น
การเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศเป็นอีกหัวใจสำคัญของ COP30 โดยจะดำเนินโครงการระยะเวลา 2 ปีในการพัฒนาด้านการเงินสำหรับสภาพภูมิอากาศ เพื่อหาวิธีการระดมทุนจากทั้งภาครัฐและเอกชนให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา โดยตั้งเป้าให้ได้อย่างน้อยปีละ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2035 ในเวลาเดียวกัน มติจากการประชุม Mutirão ได้เรียกร้องให้มีการเพิ่มเงินทุนสำหรับการปรับตัวให้เป็นสามเท่าในปีเดียวกัน (1)

เพื่อเป็นการแก้ปัญหาการเข้าถึงเงินทุนของประเทศกำลังพัฒนา COP30 ยังมีความคืบหน้าในการสร้าง “ภาษาทางการเงินร่วมกัน” ผ่านการเปิดตัว Global Super-Taxonomy ที่ทำหน้าที่เหมือนพจนานุกรมกลางสำหรับการเงินสีเขียว เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบและแปลข้อมูลด้านความยั่งยืนของแต่ละประเทศได้เข้าใจตรงกัน นอกจากนี้ บราซิลยังได้เผยแพร่ Brazilian Sustainable Taxonomy (BST) ซึ่งได้รวมเกณฑ์เกี่ยวกับการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และเกณฑ์ทางสังคม เช่น ความเท่าเทียมทางเพศ และเชื้อชาติ (2)

ในด้านการจัดการความเสี่ยงทางการเงิน มีการเปิดตัว Infrastructure Resilience Development Fund (IRDF) มูลค่า 340 ล้านดอลลาร์ พร้อมทั้งริเริ่ม Financial Instruments for Ready and Resilient (FIRRe) ซึ่งจะจัดสรรเงินทุนฉุกเฉินและเงินทุนที่เชื่อมโยงกับความยืดหยุ่นรวมเป็น 6,000 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2030 สำหรับภูมิภาคละตินอเมริกาและแคริบเบียน ผ่านกลไกข้อกำหนดหนี้ที่เชื่อมโยงกับความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจจากสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience Debt Clauses) (2)

ธรรมชาติและอาหาร: ปกป้องป่าเขตร้อนและการเกษตรยุคใหม่
การประชุม COP30 ในภูมิภาคแอมะซอนเน้นย้ำความสำคัญของการคุ้มครองธรรมชาติอย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยเปิดตัวกองทุนเพื่อป่าเขตร้อนตลอดกาล (Tropical Forest Forever Facility – TFFF) ด้วยเงินตั้งต้น 5,500 ล้านดอลลาร์ ตั้งเป้าระดมให้ถึง 1.25 หมื่นล้านดอลลาร์ในระยะยาว โดยกำหนดให้ไม่น้อยกว่า 20% ของเงินทั้งหมดส่งตรงถึงชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น เพื่อสะท้อนบทบาทสำคัญในการพิทักษ์ผืนป่า (2) (3)

อีกหนึ่งก้าวที่สำคัญคือ การเปิดตัวข้อตกลงด้านการถือครองที่ดินระหว่างรัฐบาล (Intergovernmental Land Tenure Commitment - ILTC) ซึ่งจะรับรองสิทธิในที่ดินรวม 160 ล้านเฮกตาร์สำหรับชนพื้นเมือง ชุมชนดั้งเดิม และกลุ่มผู้มีเชื้อสายแอฟริกา โดยบราซิลตั้งเป้าที่จะรับรองพื้นที่ 63 ล้านเฮกตาร์ (2)

ด้านเกษตรและอาหาร มีคำมั่นลงทุนกว่า 9,000 ล้านดอลลาร์ ผ่าน Action Agenda on Regenerative Landscapes (AARL) เพื่อผลักดันการพัฒนาภูมิทัศน์แบบฟื้นฟู (Regenerative Landscapes) ครอบคลุมพื้นที่กว่า 210 ล้านเฮกตาร์ และเข้าถึงเกษตรกร 12 ล้านคน ในกว่า 110 ประเทศ ภายในปี 2030 ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าจากปี 2023 พร้อมกันนี้ บราซิลยังเปิดตัว RAIZ (Resilient Agriculture Investment for Zero‑land degradation) เพื่อคัดเลือกโครงการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมและพัฒนาเครื่องมือทางการเงินดึงดูดการลงทุนภาคเอกชนอีกด้วย (2)

มิติมลพิษทางการเกษตร มีการสร้างกลไกใหม่ขึ้นเพื่อเร่งดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกและมลพิษที่เป็นอันตราย เช่น ก๊าซมีเทน โดยการสนับสนุนทั้งงานวิจัยและการขยายวิธีปฏิบัติที่ดี ด้วยการจัดสรรเงินทุนเริ่มต้นจำนวนหลายสิบล้านดอลลาร์ (2)

ความยืดหยุ่นในเมืองและสังคม: กลไกเพื่อความเท่าเทียมและสุขภาพ
COP30 เน้นการลงมือปฏิบัติที่ยึด “ผู้คนเป็นศูนย์กลาง” โดยมีแคมเปญ Race to Resilience ที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับประชากร 437.7 ล้านคน พร้อมกับการระดมทุนเพื่อการปรับตัวถึง 4,200 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ บราซิลยังส่งเสริมด้านสังคมผ่านปฏิญญาเบเล็ง ที่มุ่งเน้นการจัดการความหิวโหย ความยากจน และการดำเนินงานด้านสภาพอากาศที่ใส่ใจมนุษย์เป็นหลัก โดยมีผู้นำจาก 43 ประเทศและสหภาพยุโรปที่ให้ความสนใจในประชากรกลุ่มเปราะบางเป็นศูนย์กลางของนโยบายสภาพภูมิอากาศทั่วโลก (2)

ด้านสุขภาพ ได้เปิดตัว Belém Health Action Plan ซึ่งเป็นแผนการปรับตัวระดับนานาชาติฉบับแรกที่เน้นเรื่องสุขภาพโดยเฉพาะ ด้วยการสนับสนุนเงินทุนเริ่มต้น 300 ล้านดอลลาร์ จากองค์กรการกุศลกว่า 35 แห่ง เพื่อเตรียมรับมือกับภัยสุขภาพจากภาวะโลกร้อน เช่น คลื่นความร้อน และโรคติดเชื้อ (2)

ด้านความเท่าเทียม COP30 ได้รับรองแผนปฏิบัติการด้านเพศสภาพและสภาพภูมิอากาศ (Gender Action Plan Agreed) ฉบับใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับข้อมูลจำแนกตามเพศและปัจจัยอื่น เช่น เชื้อชาติ ความพิการ และอายุ พร้อมเปิดตัว Global Initiative for Jobs & Skills for the New Economy เพื่อบูรณาการการพัฒนาทักษะเข้ากับยุทธศาสตร์สภาพภูมิอากาศ โดยตั้งเป้ารวมกว่า 20 ประเทศและ 40 สถาบันใน “ชุมชนการมีส่วนร่วมด้านงานและทักษะสำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่” ภายในปี 2028 (1) (2)

ในระดับเมือง COP30 ได้เดินหน้าสร้างความยืดหยุ่นให้แก่โครงสร้างพื้นฐาน ผ่านแผนการเร่งรัดความยืดหยุ่นของโครงสร้างพื้นฐานในเขตเมือง สำหรับประเทศกำลังพัฒนาและรัฐบาลท้องถิ่น พร้อมกับเปิดตัว Beat the Heat PAS เพื่อให้เมืองกว่า 185 แห่ง จัดทำแผนรับมือกับความร้อนและเพิ่มพื้นที่สีเขียว ครอบคลุมประชากรทั่วโลกถึง 3,500 ล้านคน (2)

นวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์: ขับเคลื่อนอนาคต
COP30 ยังได้อนุมัติกลไกสำคัญอย่าง Global Implementation Accelerator ที่มุ่งจัดลำดับความสำคัญของมาตรการลดก๊าซมีเทนและการใช้โซลูชันจากธรรมชาติ (3) พร้อมทำงานร่วมกับวาระปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศโลก (Global Climate Action Agenda : GCAA) ที่มี 30 กลุ่มขับเคลื่อน รวม 482 โครงการ และ Plans to Accelerate Solutions: PAS อีก 117 แผนที่มุ่งขจัดอุปสรรค โดยเน้นด้านความรู้และการสร้างศักยภาพ 91% ความร่วมมือ 87% และการเงินภาครัฐและเอกชน 79% (2)

ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI จะก่อตั้ง AI Climate Institute (AICI) เพื่อเสริมสร้างทักษะและความสามารถให้กับประเทศกำลังพัฒนาในการใช้ AI จัดการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเท่าเทียม พร้อมกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลช่วยให้ประเทศต่าง ๆ สามารถใช้ระบบ DPI และ DPG แบบเปิดในการตอบสนองต่อภัยพิบัติ การจัดการน้ำ และการพัฒนาการเกษตรที่มีความยืดหยุ่น (2)

นอกจากนี้ ได้มีการเปิดตัว Global Initiative for Information Integrity on Climate Change พร้อม Declaration on Information Integrity on Climate Change ซึ่งได้รับการรับรองโดย 10 ประเทศ พร้อมกองทุน Global Fund for Information Integrity ที่เริ่มสนับสนุนโครงการระยะแรก (2)

ก้าวต่อไปที่ COP31
การประชุม COP31 จะมีตุรกีเป็นเจ้าภาพ ขณะที่ออสเตรเลียจะทำหน้าที่ประธานฝ่ายเจรจา ซึ่งเป็นบทบาทพิเศษที่มุ่งหวังจะสร้างสะพานเชื่อมระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา (1) ซึ่งจากกลไกและแผนงานใน COP30 สะท้อนให้เห็นว่าโลกกำลังมุ่งไปสู่ยุคการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศที่จะต้องมีความเป็นจริง ชัดเจน และมีความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น (3)

อ้างอิง:
(1) https://www.iisd.org/articles/insight/cop-30-outcome-what-it-means-and-whats-next
(2)https://unfccc.int/sites/default/files/resource/COP30%20Action%20Agenda_Final%20Report.docx.pdf
(3) https://cop30.br/en/news-about-cop30/cop30-landmark-outcomes-emerge-from-negotiations-despite-unprecedented-geopolitical-tensions
"ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน"

#กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

บทสรุปการประชุม COP30
24/11/2025

บทสรุปการประชุม COP30

“ตอนนี้เรากำลังอยู่ในรถบัสที่วิ่งด้วยความเร็ว 120 กิโลเมตร แล้วคนกำลังเหยียบไปถึง 130-150 กิโลเมตร เราเห็นอยู่แล้วว่า หายนะมันมาแน่ๆ”
เป็นคำเปรียบเปรยของ ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ‘โลกเดือด’ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป และไม่ว่าไทยจะอยากยุ่งหรือไม่ แต่ก็ปฏิเสธความเกี่ยวพันกับ COP30 ไม่ได้ เพราะนี่คือเวทีที่กำหนดทิศทางอนาคตของโลก ทั้งในมิติภูมิอากาศ เศรษฐกิจ และชีวิตประจำวันของผู้คน
จากบราซิลสู่ไทย บทเรียนสำคัญที่ได้จากการประชุมครั้งนี้ คือคำถามว่า ไทยจะปรับตัวอย่างไร? มีจุดยืนใดบนโต๊ะเจรจาโลก? และเราจะพลิกวิกฤตให้เป็น ‘โอกาส’ อย่างไรจาก COP30
อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ https://thestandard.co/thailand-cop30-climate-position/

24/11/2025
หวังว่าแผน PDP ฉบับใหม่จะเสร็จโดยเร็วครับ
24/11/2025

หวังว่าแผน PDP ฉบับใหม่จะเสร็จโดยเร็วครับ

คณะอนุกรรมการพยากรณ์และจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ที่มี นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เป็นประธานคณะ.....

เป็นคดีที่น่าติดตามอีกคดีหนึ่งครับ
23/11/2025

เป็นคดีที่น่าติดตามอีกคดีหนึ่งครับ

🚫หยุด ค่าไฟแพง! ร้องศาลปกครอง ยกเลิก “กินเปล่า” ⚡️
-----
⚖️ สภาผู้บริโภค ยื่นฟ้องคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อให้เพิกถอนประกาศ กกพ. ที่เกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า การกำหนดส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าหรือแอดเดอร์ จากไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายจากนโยบายของภาครัฐ (Policy Expense หรือ PE) ที่นำไปรวมอยู่ในบิลค่าไฟของประชาชนที่ต้องจ่ายทุกเดือนในรูปแบบของค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่า Ft) ส่งผลให้ประชาชนต้องจ่าย ค่าไฟแพง กว่าต้นทุนจริง โดยเป็นภาระรวมกว่า 34,000 ล้านบาทต่อปี
✨ การฟ้องครั้งนี้สะท้อนความพยายามของสภาผู้บริโภคในการผลักดัน “ความเป็นธรรมด้านพลังงาน” และทวงคืนโครงสร้างค่าไฟที่โปร่งใส เป็นธรรม และไม่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มผู้ผลิตเกินควร
-
👀อ่านข่าวฉบับเต็มได้ที่ลิงก์ด้านล่าง 👇
#ค่าไฟแพง #ค่าไฟ #ค่าไฟฟ้า #พลังงานหมุนเวียน
#สภาผู้บริโภค #เพื่อนผู้บริโภค #สภาผู้บริโภคที่ไม่ใช่สคบ.

ทุน ก.พ. ปีนี้ มีทุนให้ไปเรียนต่อ ป.โท ด้านกฎหมายพลังงาน (Energy Law) จำนวน 1 ทุน เป็นทุนของสำนักงานศาลปกครอง บรรจุเป็นพ...
23/11/2025

ทุน ก.พ. ปีนี้ มีทุนให้ไปเรียนต่อ ป.โท ด้านกฎหมายพลังงาน (Energy Law) จำนวน 1 ทุน เป็นทุนของสำนักงานศาลปกครอง บรรจุเป็นพนักงานคดีปกครอง น่าสนใจมาก ๆ เลยครับ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของกฎหมายพลังงานที่กำลังค่อย ๆ มีบทบาทเพิ่มขึ้นในคดีปกครอง เปิดรับสมัครถึงวันที่ 24 ธ.ค. 68 เพื่อน ๆ ท่านใดสนใจ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครได้ที่ : https://www.ocsc.go.th/?post_type=scholarship&p=114621 ครับ

คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาฯ และ กฟผ. ได้จัดการบรรยาย เรื่อง “ไฟดับครั้งใหญ่ในยุโรป: บทเรียนจ...
09/05/2025

คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาฯ และ กฟผ. ได้จัดการบรรยาย เรื่อง “ไฟดับครั้งใหญ่ในยุโรป: บทเรียนจากสเปน–โปรตุเกส 2025 และแนวทางรับมือและออกแบบระบบพลังงานอย่างสมดุล”

ท่านใดสนใจ สามารถรับชมย้อนหลังได้ทาง : https://www.facebook.com/ChulaEngineering/videos/1813094935919651

สรุปผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) วันนี้ จากเพจ EPPO Thailand สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ซึ่...
06/05/2025

สรุปผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) วันนี้ จากเพจ EPPO Thailand สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ซึ่งเป็นฝ่ายเลขานุการของ กพช. ครับ

โครงสร้างกิจการไฟฟ้าไทยในปัจจุบันโครงสร้างกิจการไฟฟ้าของประเทศไทย เป็นรูปแบบโครงสร้างที่มีผู้ซื้อรายเดียว (Enhanced Sing...
04/05/2025

โครงสร้างกิจการไฟฟ้าไทยในปัจจุบัน
โครงสร้างกิจการไฟฟ้าของประเทศไทย เป็นรูปแบบโครงสร้างที่มีผู้ซื้อรายเดียว (Enhanced Single Buyer Model (ESB)) ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 46 ที่ได้ลงมติเห็นชอบตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 3/2546 (ครั้งที่ 95) เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 46 เกี่ยวกับเรื่องการปรับโครงสร้างกิจการไฟฟ้าและแนวทางการกำกับดูแลตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ
ลักษณะโครงสร้างกิจการไฟฟ้ารูปแบบ ESB ที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบตามมติ กพช. ในช่วงเวลาดังกล่าว (ปี 46) มีลักษณะดังนี้
- กิจการผลิตไฟฟ้าและระบบส่งไฟฟ้า : การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ดำเนินการผลิตและส่งไฟฟ้า และเป็นผู้ซื้อไฟฟ้ารายเดียว (Single buyer) ส่งกระแสไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย คือ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)
- ศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้า : การสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้า จะสั่งโดยศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้า (System Operator) ซึ่งจะอยู่ภายใต้กิจการระบบส่งไฟฟ้า (Transmission) ของ กฟผ. โดยหน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) จะทำหน้าที่ตรวจสอบการดำเนินงานของศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้าให้มีความโปร่งใสในการสั่งจ่ายกระแสไฟฟ้าผ่านกระบวนการการแบ่งขอบเขตงาน (Ring Fence) ที่ชัดเจน
- บทบาทของผู้ประกอบการเอกชน : การผลิตไฟฟ้าในอนาคตจะมีการเปิดประมูลแข่งขัน โดยหน่วยงานกำกับดูแลที่จะจัดตั้งขึ้นเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์และเงื่อนไขการประมูล ให้มีความชัดเจน โปร่งใส ให้ความเป็นธรรมกับผู้ลงทุน
- หน่วยงานกำกับดูแล : จะมีการจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการไฟฟ้า กำกับดูแลราคาค่าบริการ คุณภาพบริการ และการลงทุนให้มีความเหมาะสม พอเพียง รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ พร้อมทั้งดูแลความเป็นธรรมกับนักลงทุน และคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับคุณภาพบริการที่ดี
(รายละเอียดปรากฏตามภาพที่ 1)
ปัจจุบัน โครงสร้างกิจการไฟฟ้าของประเทศไทยยังคงเป็นรูปแบบ ESB ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 46 ดังกล่าว โดยมี กฟผ. เป็นผู้ผลิตไฟฟ้า ส่งไฟฟ้า และเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชน ได้แก่ IPP และ SPP รวมถึงรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ ในขณะที่ กฟน. และ กฟภ. เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าจาก VSPP โดย กฟผ. จะจำหน่ายไฟฟ้าผ่านระบบส่งไฟฟ้าให้แก่ กฟน. และ กฟภ. เพื่อจำหน่ายไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าภายในพื้นที่รับผิดชอบ นอกจากนี้ กฟผ. ยังจำหน่ายไฟฟ้าบางส่วนโดยตรงให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่บางราย และมีศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้าทำหน้าที่ในการควบคุม บริหารและกำกับดูแลการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า ทั้งของ กฟผ. IPP SPP และโรงไฟฟ้าที่มีสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ โดย กฟผ. เป็นผู้รับใบอนุญาตควบคุมระบบไฟฟ้า ภายใต้การกำหนดนโยบายของ กพช. และกระทรวงพลังงาน (Policy Maker) และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) (Regulator)
(รายละเอียดปรากฏตามภาพที่ 2)
ส่วนโครงสร้างกิจการไฟฟ้าของประเทศไทยในอนาคตนั้น จะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบอย่างไรหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไปครับ

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ A Little Energy Lawyer - นักกฎหมายพลังงานตัวเล็กคนหนึ่งผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท