21/04/2026
⚖️ เมื่อเจตนาดีของเจ้าหนี้ กลายเป็นการปลดเปลื้องภาระให้ผู้ค้ำประกัน (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2527/2567)
ข้อเท็จจริง
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2562 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์โตโยต้า กับ โจทก์ (เจ้าหนี้) โดยมีกำหนดผ่อนชำระ 60 งวด และมี จำเลยที่ 2 เข้าทำสัญญาเป็น "ผู้ค้ำประกัน" 🤝
ต่อมาเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 โจทก์จึงได้มีหนังสือแจ้งไปยังจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 13 เมษายน 2563 เสนอมาตรการ "ผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้" (พักชำระหนี้) ให้แก่จำเลยที่ 1 รวม 6 งวด (กุมภาพันธ์ - กรกฎาคม 2563) โดยให้นำยอดที่พักไว้ไปชำระต่อในช่วงท้าย ทำให้งวดสุดท้ายของสัญญาถูกขยายระยะเวลาออกไปจากเดิม (จาก 15 มิถุนายน 2567 เลื่อนเป็น 15 ธันวาคม 2567) 🗓️
จำเลยที่ 1 ไม่ได้ปฏิเสธมาตรการดังกล่าว แต่หลังจากกลับมาชำระได้เพียงไม่กี่งวด จำเลยที่ 1 ก็เริ่มผิดนัดชำระหนี้ติดต่อกันเกิน 3 งวด โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา และนำคดีมาฟ้องศาลเพื่อเรียกให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิด ⚖️
จุดพลิกผันของคดีอยู่ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ "จำเลยที่ 1 (ผู้เช่าซื้อ)" รับผิดตามสัญญา แต่ "ยกฟ้องจำเลยที่ 2 (ผู้ค้ำประกัน)" 🔓 ทำให้โจทก์ต้องฎีกาขึ้นมาเพื่อสู้ในประเด็นเดียวคือ ขอให้ผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดด้วย
ประเด็นทางกฎหมาย
ประเด็นข้อพิพาทหลักที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยคือ การที่เจ้าหนี้พักชำระหนี้ให้ลูกหนี้ตามมาตรการรัฐ ถือเป็นการ "ผ่อนเวลา" ที่ทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 700 วรรคหนึ่ง หรือไม่? 🤔
โจทก์พยายามยกข้อต่อสู้ทางกฎหมาย 2 ประการ เพื่ออุดช่องโหว่เรื่องการผ่อนเวลา ดังนี้:
ข้อต่อสู้ที่ 1: โจทก์อ้างว่าทำตามข้อความร่วมมือของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) 🏦 โจทก์อ้างหนังสือเวียนของ ธปท. (ว.276/2563 และ ว.380/2563) ว่าการพักชำระหนี้เป็นเพียงการดำเนินการตามมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนของรัฐ
คำวินิจฉัย: ศาลฎีกาพิจารณาเนื้อหาในหนังสือเวียน ธปท. ว.380/2563 ข้อ 2 (3) แล้วพบว่า ธปท. ระบุไว้ชัดเจนว่า หากเจ้าหนี้มีการ "ขยายระยะเวลาการชำระหนี้เสร็จสิ้นตามสัญญาออกไป" จะต้องดำเนินการภายใต้บังคับ ป.พ.พ. ลักษณะค้ำประกัน ข้ออ้างนี้ของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น เพราะหนังสือของ ธปท. เองก็ดักทางไว้แล้วว่าต้องทำตามกฎหมายแพ่ง 📖
ข้อต่อสู้ที่ 2: โจทก์อ้าง พ.ร.ก. การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจฯ พ.ศ. 2563 (พ.ร.ก. Soft Loan) 📜
โจทก์อ้างมาตรา 15 ของ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ที่บัญญัติคุ้มครองเจ้าหนี้ไว้ว่า "การชะลอการชำระหนี้ มิให้ถือว่าเจ้าหนี้ผ่อนเวลาชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้"
คำวินิจฉัย: ศาลฎีกาตีตกข้ออ้างนี้ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ
เงื่อนเวลา: พ.ร.ก. ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ (19 เม.ย. 2563) หลังจากที่โจทก์ส่งหนังสือพักชำระหนี้ไปแล้ว (13 เม.ย. 2563) ⏳
คุณสมบัติลูกหนี้: พ.ร.ก. นี้มีเจตนารมณ์ช่วย "ผู้ประกอบวิสาหกิจ (SMEs)" 🏭 แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 1 เป็นเพียง "บุคคลธรรมดา" ที่เช่าซื้อรถยนต์ ไม่ได้มีฐานะเป็น SME ตามนิยามกฎหมาย จึงนำ พ.ร.ก. มาตรา 15 มาปรับใช้เพื่อคุ้มครองเจ้าหนี้ในคดีนี้ไม่ได้ ❌
อ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2527/2567 https://www.deka.supremecourt.or.th/search
⚖️ บริษัท มาสเตอร์ ออฟ ลอว์ จำกัด (Master of Laws Co., Ltd.)
บริการให้คำปรึกษาและรับว่าความทั่วราชอาณาจักร
🌐 เว็บไซต์สำนักงาน: www.masteroflaws-legal.com
📞 ติดต่อสอบถามข้อมูลทางกฎหมาย:
ติดต่อ : 062-929-9696 (ทนายโก)
เบอร์สำนักงาน: 02-530-1319 ถึง 20