ทนายอาชัญ

ทนายอาชัญ ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก ทนายอาชัญ, Labor & Employment Lawyer, Bangkok.

ทนายความ ที่สร้างแผนเพื่อความสำเร็จของคดี และให้คำแนะนำมากกว่าแค่การชนะคดี รวมถึงการวางแผนป้องกันปัญหาที่จะเกิด ขึ้น โดยท่านไม่ต้องเสี่ยงแบบเดิมๆ
ติดต่อ 094-6429547

ไม่มีใครเขาจัดประชุมกันจริงหรอก บริษัทกันเองใครจะไปรู้ แต่พอมีปัญหากัน ก็ขุดมาล่อกันทันทีคำพูดลักษณะนี้ ผมได้ยินจากลูกคว...
11/02/2026

ไม่มีใครเขาจัดประชุมกันจริงหรอก บริษัทกันเองใครจะไปรู้ แต่พอมีปัญหากัน ก็ขุดมาล่อกันทันที

คำพูดลักษณะนี้ ผมได้ยินจากลูกความมาค่อนข้างบ่อย และหลายครั้งมันกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “คดีอาญาติดตัวกรรมการบริษัท” แบบไม่ทันตั้งตัว

คดีเหล่านี้มีคำพิพากษาศาลฎีกาวางหลักไว้ชัดเจนว่า

การยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ หรือเอกสารบริษัท โดยอ้างว่ามีการประชุมและมีมติ ทั้งที่ไม่เป็นความจริงไม่ใช่เรื่องเล็ก ไม่ใช่แค่ผิดระเบียบ แต่เข้าข่าย ความผิดอาญาเกี่ยวกับการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน

ประเด็นที่ผู้บริหารและกรรมการต้องเข้าใจ
กฎหมายกำหนดชัดว่า การแก้ไขข้อมูลสำคัญของบริษัท เช่น เปลี่ยนแปลงข้อบังคับ , แก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิ , เปลี่ยนกรรมการ / อำนาจกรรมการ และเปลี่ยนโครงสร้างสำคัญ

ต้องมี:
✅ การเรียกประชุมถูกต้อง
✅ มีมติจริง
✅ มีหลักฐานรองรับ
✅ นำไปจดทะเบียนตามขั้นตอน

หาก “สร้างเอกสารประชุมย้อนหลัง” หรือ “ลงมติทิพย์” หรือ “เซ็นรับรองทั้งที่ไม่ได้ประชุมจริง”

ต่อให้ผู้ถือหุ้นรู้กันเองในกลุ่ม ต่อให้ทำกันมานาน ต่อให้ไม่มีใครโวยตอนนั้น ก็ไม่ทำให้ความผิดหายไป

แต่ทำไมศาลมองเรื่องนี้จริงจัง

เพราะเอกสารจดทะเบียนบริษัท ไม่ใช่เอกสารภายในธรรมดา มันเป็นเอกสารที่ ใช้ยืนยันต่อบุคคลภายนอก ใช้ทำธุรกรรมการเงิน ใช้ผูกพันคู่ค้า ใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมาย

เมื่อยื่นข้อมูลเท็จ → ระบบทะเบียนเสียหาย → บุคคลภายนอกอาจเสียหาย

กฎหมายจึงเอาผิดในระดับอาญา

สิ่งที่กรรมการพลาดบ่อย
เช่น: “รีบยื่นก่อน เดี๋ยวค่อยทำรายงานประชุมย้อนหลัง” , “หุ้นอยู่กันเองหมด ไม่มีใครฟ้องหรอก”
“สำนักงานบัญชีจัดการให้แล้ว” , “ทนายบอกทำได้”

พอมีข้อพิพาทหุ้นส่วน พอมีการฟ้องแพ่ง พอมีการตรวจสอบเส้นทางเงิน

เอกสารชุดนี้จะถูกขุดขึ้นมาทันที! และคนที่โดนก่อน คือ กรรมการที่ลงชื่อ

การกระทำลักษณะนี้อาจเข้าข่าย:
1. แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน

2. ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ

3. ใช้เอกสารอันเป็นเท็จประกอบการจดทะเบียน

ไม่ใช่แค่แก้เอกสารใหม่จบ แต่อาจกลายเป็น คดีอาญาเต็มรูปแบบ

ข้อแนะนำตรงไปตรงมา
สำหรับผู้บริหารและนักธุรกิจ:
อย่าคิดว่าเรื่องเอกสารประชุมเป็นแค่พิธีการ อย่าคิดว่าเป็นเรื่องในบ้าน อย่าคิดว่าไม่มีใครรู้

ให้ทำ 3 อย่างนี้เสมอ:
1️⃣ เรียกประชุมให้ถูกต้อง
2️⃣ ทำรายงานประชุมตามจริง
3️⃣ ลงชื่อเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น

เรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว
และไม่ใช่เรื่องเล็ก
หลายคดีเริ่มจาก “แค่เอกสารประชุมแผ่นเดียว”

#ทนายอาชัญ

เซ็นงบการเงินมั่ว ๆ ลุ้นไปทัวร์ห้องกรง คดีอาญาเรื่องหนึ่ง จากการ “เซ็นรับรองงบการเงิน” โดยคิดว่าเป็นเรื่องเอกสารภายใน เป...
07/02/2026

เซ็นงบการเงินมั่ว ๆ ลุ้นไปทัวร์ห้องกรง

คดีอาญาเรื่องหนึ่ง จากการ “เซ็นรับรองงบการเงิน” โดยคิดว่าเป็นเรื่องเอกสารภายใน เป็นหน้าที่ฝ่ายบัญชีทำมาให้ แล้วกรรมการแค่เซ็นผ่าน ๆ

แต่ในความเป็นจริง ลายเซ็นของกรรมการบนงบการเงิน คือ “คำรับรองข้อเท็จจริงทางกฎหมาย”
และถ้างบไม่จริง = ความผิดอาญาอาจตามมาได้ทันที

งบการเงินที่กรรมการเซ็น = เอกสารทางกฎหมาย
ไม่ใช่แค่เอกสารบัญชีกรรมการที่ลงลายมือชื่อในงบการเงิน เท่ากับรับรองว่า : งบจัดทำถูกต้อง
ตัวเลขสอดคล้องกับความเป็นจริง ไม่มีการปกปิดรายการสำคัญ ไม่ใส่ข้อมูลเท็จหรือทำให้เข้าใจผิด
งบการเงินที่ยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจึงถือเป็นเอกสารราชการ

ถ้าข้อมูลไม่จริง อาจเข้าข่าย แจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน ใช้เอกสารอันเป็นเท็จ ปลอมเอกสาร รับรองเอกสารเท็จ หรือถึงขั้นกลายเป็นเรื่องฉ้อโกง (ถ้าเพื่อทำให้ผู้อื่นหลงเชื่อ และยอมลงทุน) ซึ่งโทษไม่ใช่แค่ปรับ แต่บางกรณีมีโทษจำคุกด้วย

เคสที่เจอบ่อยมาก (และพาเข้าคดีอาญา) เซ็นตามบัญชีโดยไม่ดูรายละเอียด กรรมการคิดว่า: “ผู้สอบบัญชีดูแล้ว” , “ฝ่ายบัญชีทำมาให้แล้ว” , “เราไม่ใช่นักบัญชี”

แต่ศาลไม่ได้มองแบบนั้น
ศาลมองว่า คุณคือกรรมการ = ผู้รับรอง

ทำงบเพื่อ “ให้ดูดี” ตอนขอกู้ / ขอเครดิต เพิ่มรายได้ ลดหนี้ ใส่ทรัพย์สินเกินจริง ทำรายการย้อนหลัง ตอนแรกคิดว่าแก้ตัวเลขนิดเดียว ตอนหลังกลับถูกฟ้องเป็นคดีอาญา

ทำงบย้อนหลังเพื่อปิดบริษัท
หลายบริษัทไม่มีบัญชีจริง แล้ว “จัดทำย้อนหลัง” เพื่อยื่นให้ครบขั้นตอน
ถ้าตัวเลขไม่ตรงข้อเท็จจริง = เอกสารเท็จทันที

กรรมการหุ่นเชิด / กรรมการในนาม
มีชื่อเป็นกรรมการ แต่ไม่ได้บริหารจริง คิดว่าไม่เกี่ยวในทางคดี
มีลายเซ็นคุณอยู่ = คุณเกี่ยว

สิ่งที่ศาลใช้พิจารณา
ศาลจะดูว่า: กรรมการมีหน้าที่ต้องรู้หรือไม่ มีความระมัดระวังหรือไม่ มีการตรวจสอบหรือไม่
รู้หรือควรรู้ว่างบไม่ถูกต้องหรือไม่ ได้ประโยชน์จากงบเท็จหรือไม่

“ไม่รู้” ใช้เป็นข้อแก้ตัวได้ยาก
ถ้าเป็นเรื่องที่ควรต้องรู้ในฐานะกรรมการ

วิธีป้องกันตัวของกรรมการ

1. อย่าเซ็น ถ้ายังไม่ได้อ่านภาพรวม ไม่ต้องเช็ครายการบัญชีทุกบรรทัด แต่ต้องเข้าใจภาพรวม: กำไรขาดทุนสมเหตุสมผลไหม หนี้สินสอดคล้องกับธุรกิจไหม ตัวเลขกระโดดผิดปกติไหม

2. ถามผู้สอบบัญชีโดยตรง ไม่ใช่ถามแต่ฝ่ายบัญชีบริษัท
ถามให้ชัด: มีข้อสังเกตอะไรไหมมีรายการเสี่ยงไหม มีการปรับตัวเลขสาระสำคัญไหม ให้มีบันทึกการประชุมรับรองงบ บันทึกว่า: มีการนำเสนอ , มีการซักถาม , มีการอธิบาย ช่วยลดความเสี่ยงเรื่องเจตนา

3. ถ้าไม่มั่นใจ — เลื่อนการเซ็น
การช้า = ไม่ผิด
การเซ็นมั่ว = อาจติดคดี

ประโยคที่ได้ยินจากจำเลยบ่อยที่สุด

“ผมคิดว่าเป็นแค่เอกสารบัญชี”
“ไม่คิดว่าจะเป็นคดีอาญา”
“เขาบอกให้เซ็นก็เซ็น”
“ไม่เคยรู้เรื่องตัวเลข”

และเกือบทุกคดี แก้ยาก

สรุปสั้นที่สุด
ลายเซ็นกรรมการบนงบการเงิน = ความรับผิดส่วนตัว
ไม่ใช่แค่พิธีการ ไม่ใช่แค่ขั้นตอน ไม่ใช่แค่เอกสารภายใน

เซ็นผิด = เสี่ยงคดีอาญา
และคดีพวกนี้ “มีโทษจำคุกจริง”

#ทนายอาชัญ
#เซ็นงบการเงินเท็จ
#ฟ้องคดีเเจ้งความเท็จ
#สู้คดีแจ้งความเท็จ
#ฟ้องคดีปลอมเอกสาร
#สู้คดีปลอมเอกสาร

5 คดีอาญาที่ “กรรมการบริษัท” เสี่ยงถูกฟ้องเป็นจำเลย หลายคนยังคงเข้าใจการทำหน้าที่ในฐานะ “กรรมการบริษัท” หากทำไปตามวัตถุป...
31/01/2026

5 คดีอาญาที่ “กรรมการบริษัท” เสี่ยงถูกฟ้องเป็นจำเลย

หลายคนยังคงเข้าใจการทำหน้าที่ในฐานะ “กรรมการบริษัท” หากทำไปตามวัตถุประสงค์ของบริษัท ก็ไม่น่าจะมีความผิดส่วนตัว แต่ในทางคดีอาญา ความจริงไม่ง่ายเช่นนั้น

ถึงแม้จะทำในฐานะกรรมการตามขอบเขตวัตถุประสงค์ของบริษัท
ก็อาจไม่รอดตกเป็นจำเลยในคดีอาญาได้ หากการตัดสินใจ และการดำเนินการของกรรมการคนนั้นๆ เข้าข่ายองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายอาญา

ต่อไปนี้คือคดี 5 ประเภท ที่พบได้บ่อย และกรรมการมัก “ประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าความเป็นจริง”

1. คดียักยอกทรัพย์ / เบียดบังทรัพย์ของบริษัท

กรรมการที่มีอำนาจจัดการทรัพย์สินบริษัท หากนำเงินหรือทรัพย์ไปใช้ในทางที่ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของบริษัท แม้จะอ้างว่าเป็นการบริหารธุรกิจ ก็อาจถูกมองว่าเป็นการ “ยักยอก” ได้

ความเสี่ยงที่มักพลาด: โอนเงินระหว่างบริษัทในเครือโดยไม่มีเหตุผลทางธุรกิจที่ชัดเจน หรือใช้เงินบริษัทปะปนกับส่วนตัว

2. คดีฉ้อโกงประชาชน / ฉ้อโกงคู่ค้า
การนำเสนอข้อมูลทางธุรกิจที่ไม่ครบถ้วน บิดเบือน หรือรู้ว่าไม่เป็นความจริง แต่ยังใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินหรือผลประโยชน์

ตัวอย่างที่พบในคดีจริง:

ระดมทุนโดยปกปิดฐานะการเงินที่แท้จริง หรือรับเงินล่วงหน้าทั้งที่รู้ว่าไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้

กรรมการที่มีส่วน “อนุมัติหรือรู้เห็น” มีโอกาสถูกฟ้องเป็นจำเลยโดยตรง

3. คดีปลอมแปลงเอกสาร / ใช้เอกสารปลอม

การลงนามในงบการเงิน สัญญา หรือเอกสารทางธุรกิจ โดยรู้หรือควรรู้ว่าเอกสารนั้นไม่ถูกต้อง

จุดเสี่ยงของกรรมการ:

เซ็นเอกสารโดยไม่ตรวจสอบ
เชื่อฝ่ายบัญชีหรือผู้บริหารอื่นทั้งหมด

ในคดีอาญา การอ้างว่า “ไม่รู้รายละเอียด” มักไม่ช่วยให้พ้นผิด

4. คดีเกี่ยวกับภาษี/และรวมถึงการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานในหน่วยงานต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็นการหลีกเลี่ยงภาษี แจ้งข้อความอันเป็นเท็จ หรือใช้โครงสร้างธุรกิจเพื่อเลี่ยงภาษีโดยไม่ชอบ แม้จะทำในนามบริษัท แต่กฎหมายเปิดช่องให้ฟ้อง กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจสั่งการ เป็นจำเลยร่วมได้

5. คดีที่ผิดกฎหมายเฉพาะทาง
เช่น กฎหมายหลักทรัพย์ , กฎหมายแข่งขันทางการค้า , กฎหมายฟอกเงิน หากการกระทำของกรรมการเข้าข่ายของผิดของกฎหมายดังกล่าว ก็อาจถูกฟ้องไปพร้อมกับบริษัทด้วยได้

คดีลักษณะนี้มักเริ่มจาก “การตัดสินใจเชิงธุรกิจ” แต่จบที่ “คดีอาญา” หากไม่เข้าใจข้อจำกัดของกฎหมาย

ในมุมมองของการบริหารความเสี่ยงคดีเหล่านี้ สรุปได้ว่า กรรมการที่ปลอดภัยในยุคนี้ ไม่ใช่แค่ “ตั้งใจดี” หรือ “ทำเพื่อบริษัท” แต่ต้องเข้าใจว่าการตัดสินใจใดมี ความเสี่ยงทางอาญา ซึ่งสำคัญเป็นอย่างมาก

แยกบทบาท “นิติบุคคล” ออกจาก “ความรับผิดส่วนตัว” มีระบบตรวจสอบ ไม่ใช่บริหารด้วยความไว้ใจอย่างเดียว

เพราะในทางคดีอาญา ศาลไม่ได้ดูแค่ว่า “ทำในนามใคร” แต่ดูว่า ใครเป็นผู้ตัดสินใจ ใครรู้ ใครสั่ง และใครได้ประโยชน์

#ทนายอาชัญ
#สู้คดีกรรมการยักยอกทรัพย์
#สู้คดีกรรมการฉ้อโกง
#ฟ้องกรรมการยักยอก
#ฟ้องกรรมการฉ้อโกง

เริ่มต้นกันด้วยการซื้อขายสุดท้ายจบกันที่คดีอาญาคดีอาญาหลายคดี ไม่ได้เริ่มจากการโกง แต่เริ่มจากคำว่า“ทำธุรกิจกัน ไม่น่ามี...
26/01/2026

เริ่มต้นกันด้วยการซื้อขาย
สุดท้ายจบกันที่คดีอาญา

คดีอาญาหลายคดี ไม่ได้เริ่มจากการโกง แต่เริ่มจากคำว่า

“ทำธุรกิจกัน ไม่น่ามีปัญหาอะไร”

ช่วงแรกของการซื้อขาย ส่งของตรงเวลา จ่ายเงินตามรอบ ทุกอย่างดูปกติ แต่วันหนึ่งธุรกิจสะดุด ส่งของไม่ได้ หรือเงินหมุนไม่ทัน ไม่จ่ายเงินค่าสินค้า

จากเรื่องที่คิดว่าเป็นแค่

“ผิดสัญญา”

กลับกลายเป็น

"คดีอาญา"

ทำไมถึงโดนคดีอาญาได้

เพราะในทางกฎหมาย ศาลไม่ได้ดูแค่คำว่า “ทำธุรกิจ” แต่ดูที่พฤติการณ์ หากมีลักษณะ เช่น

- รับเงินทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าส่งของไม่ได้

- สั่งของไปขายต่อ แต่ไม่มีเจตนาจ่าย

- ถ่วงเวลา หลบเลี่ยง ไม่ติดต่อ

- หรือทำแบบนี้กับหลายราย

สิ่งที่ตามมาคือ

ไม่ใช่หมายศาลแพ่ง แต่เป็นหมายเรียก หมายจับ หัวหมายมาเป็นคดีอาญา

จากเจ้าของธุรกิจ กลายเป็น

"จำเลยในคดีฉ้อโกง"

เกือบติดคุก เพราะคิดว่าแค่ทำธุรกิจ ผมเห็นมาหลายคดี คนไม่เคยมีประวัติตั้งใจทำงานสุจริต แต่พลาดเพราะไม่เข้าใจกฎหมายอาญา

บางรายต้องสู้คดีหลายปี
บางรายถูกคุมขังระหว่างพิจารณา
เสียทั้งเงิน ชื่อเสียง และอนาคต

ข้อคิดสำหรับคนทำธุรกิจ
ธุรกิจไม่ผิด แต่ความประมาททางกฎหมายอาจทำให้ชีวิตพังได้

1. อย่ารับเงิน หากยังไม่มั่นใจว่าส่งของได้

2. อย่าปล่อยให้การผิดนัด กลายเป็นการหลบหนี

3. มีปัญหา ต้องสื่อสาร และมีหลักฐาน

4. อย่าคิดว่า “ไม่ได้โกง” แล้วจะไม่เป็นคดีอาญา

เพราะในคดี ศาลดูการกระทำ ไม่ได้ดูเจตนา"ในใจ"เรา

ธุรกิจที่เริ่มต้นด้วยความไว้ใจ
ถ้าเริ่มผิดวิธี อาจจบที่ห้องขังได้

มุมมองจากทนาย คดีที่ไม่ควรเกิด มักเกิดจากความไม่รู้

#ทนายอาชัญ
#สู้คดีฉ้อโกง
#ฟ้องเรียกเงินค่าสินค้า
#ฟ้องคดีฉ้อโกง
#ที่ปรึกษากฎหมายอาญาธุรกิจ

ฟ้องเกือบ 10 ล้านแต่จบที่ 4 ล้าน — แพ้หรือชนะ?คดีนี้เป็นคดีรับเหมาก่อสร้างที่มูลค่าโครงการประมาณ 40 ล้านบาทโจทก์คือผู้รั...
24/01/2026

ฟ้องเกือบ 10 ล้านแต่จบที่ 4 ล้าน — แพ้หรือชนะ?

คดีนี้เป็นคดีรับเหมาก่อสร้างที่มูลค่าโครงการประมาณ 40 ล้านบาท

โจทก์คือผู้รับเหมา จำเลยคือบริษัทมหาชน

ปัญหาเกิดในงวดสุดท้าย
จำเลยผิดนัดไม่จ่ายเงินค่างวดงานในงวดสุดท้าย และค้างค่างานเพิ่ม รวมยอดค้างชำระ เกือบ 10 ล้านบาท

แน่นอน…
ข้อต่อสู้ที่เจอเป็นสูตรสำเร็จของคดีรับเหมา

“ส่งมอบงานล่าช้า”
“งานยังมีดีเฟค ที่โจทก์ต้องแก้ไข”

ไม่พอ ยังฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายกลับมาอีก

วันที่ต้องตัดสินใจจริง ๆ ไม่ได้อยู่ในสัญญา แต่อยู่ในห้องพิจารณา

เมื่อถึงวันนัดสืบพยาน ศาลเปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายได้เจรจาไกล่เกลี่ย

ตัวเลขถูกต่อรองกันไปมา
โจทก์ขอ 5 ล้าน
จำเลยให้ 3.5 ล้าน

และศาลแจ้งเพิ่มเติมว่า หากตกลงกันได้ ศาลจะคืนค่าธรรมเนียมศาลเกือบ 2 แสนบาท หักไว้เพียง 200 บาท

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่

“ควรเอา 5 ล้านหรือ 3.5 ล้าน”

แต่คือ

“ควรสู้ต่อ…หรือพอแค่นี้?”

ในฐานะทนาย ผมไม่ได้บอกว่า

"ต้องรับ"

แต่บอกว่า

"ต้องชั่ง"

ผมอธิบายกับกรรมการตรงไปตรงมา สู้ต่อ อาจชนะแต่เงินไม่ได้ทันที
ต้องรอคำพิพากษา บังคับคดี และจำเลยเสี่ยงอุทธรณ์ ฎีกา

แพ้ก็ไม่จบ
ต้องเสียเวลา เสียค่าใช้จ่าย และเสียสมาธิในการทำธุรกิจ

สิ่งที่ต้องถามตัวเองคือ
บริษัทต้องการ “กระแสเงินสด” แค่ไหน

ไม่ใช่ทุกบริษัทแพ้เพราะรับเงินน้อย
และไม่ใช่ทุกบริษัทชนะเพราะคำพิพากษา

สุดท้าย…

จบที่ 4 ล้านบาท
โจทก์ตัดสินใจรับเงินประมาณ 4 ล้านบาท

ที่สำคัญได้เงินทันที ได้ค่าธรรมเนียมศาลคืน จบปิดคดี
ปิดความเสี่ยง
และพาธุรกิจเดินต่อ

ข้อคิดจากเรื่องนี้
❌ คดีชนะ ≠ ธุรกิจรอด

✅ เงินสดวันนี้ บางครั้งมีค่ามากกว่าเงินตามคำพิพากษาในอนาคต

การเจรจาไม่ใช่การยอมแพ้ แต่คือการบริหารความเสี่ยง คนที่ชนะจริง คือคนที่ “ตัดสินใจได้ถูกจังหวะ”

บางคดี ไม่ได้แพ้เพราะรับเงินน้อย
แต่รอด เพราะรู้ว่าเมื่อไรควรพอ

หากคุณเป็นผู้รับเหมา
และกำลังลังเลว่าจะ “สู้ต่อ” หรือ “เจรจา”

จำไว้ว่า…
ศาลตัดสินคดี แต่ผู้ประกอบการต้องตัดสินใจเอง

#ทนายอาชัญ
#ฟ้องเรียกเงินค่างวดงาน
#ฟ้องผู้รับเหมา
#ผู้ว่าจ้างไม่จ่ายเงินงวดสุดท้าย
#ผู้รับเหมาทิ้งงาน

การวางแผนคดีสู่ความสำเร็จ ที่ไม่ได้จบลงด้วยคำพิพากษาการเจรจาไกล่เกลี่ยไม่ใช่เวทีของการเอาชนะ แต่คือพื้นที่ของการคิดอย่าง...
22/01/2026

การวางแผนคดีสู่ความสำเร็จ ที่ไม่ได้จบลงด้วยคำพิพากษา

การเจรจาไกล่เกลี่ยไม่ใช่เวทีของการเอาชนะ แต่คือพื้นที่ของการคิดอย่างมีชั้นเชิงและรอบคอบ

ในบางคดี อย่าเอาแต่คิดจะชนะ แต่ให้อีกฝ่ายคิดว่ากำลังชนะ เพื่อให้เราได้สมประโยชน์อย่างที่ตั้งใจ

การวางแผนคดีที่ดี คือการรู้ว่าอะไรควรสู้ อะไรควรถอย และอะไรคือ “ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด” สำหรับลูกความ

เพราะชัยชนะที่แท้จริง ไม่จำเป็นต้องจบในศาล แต่อาจจบลงที่โต๊ะเจรจา ด้วยความเข้าใจของทุกฝ่าย

#ทนายอาชัญ

จบงานวันนี้ ณ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่จังหวัดหนึ่งแถวภาคเหนือตอนล่างจำเลยถูกกล่าวหาว่าเรียก รับ หรือยอมรับ แล...
19/01/2026

จบงานวันนี้ ณ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่จังหวัดหนึ่งแถวภาคเหนือตอนล่าง

จำเลยถูกกล่าวหาว่าเรียก รับ หรือยอมรับ และฉ้อโกง ให้ได้ไปซึ่งค่าน้ำร้อนและน้ำชา

ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าผู้เสียหายเขาจะซื้อน้ำร้อนกับน้ำชาไปทำไมตั้งหลายแสน เห็นแถวบ้านผมบางร้านเขาก็ให้ฟรีนะ 😬 (เซียนหรั่งกล่าว)

ถ้างั้นผมก็เลยบอกให้จำเลยปฏิเสธและประกันตัวสู้คดีต่อไป 😏

#ทนายอาชัญ
#เซียนหรั่ง
#คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ
#จ้างทนายสู้คดีอาญา
#ประกันตัวคดีอาญา

ในบางครั้ง ศาลก็ไม่ใช่สนามรบเสมอไป และในบางครั้งโต๊ะเจรจาก็พาเราไปถึงเส้นชัยได้เร็วกว่าเช่นกัน"การไกล่เกลี่ย" จึงไม่ใช่ก...
16/01/2026

ในบางครั้ง ศาลก็ไม่ใช่สนามรบเสมอไป และในบางครั้งโต๊ะเจรจาก็พาเราไปถึงเส้นชัยได้เร็วกว่าเช่นกัน

"การไกล่เกลี่ย" จึงไม่ใช่การยอมแพ้ แต่คือการเลือกทางออกอย่างหนึ่ง การเจรจาในศาลช่วยเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายได้พูดคุยบนพื้นฐานของเหตุผล และหาทางออกร่วมกัน

ดังนั้น การที่เอาความต้องการของตนเองเป็นที่ตั้ง โดยใช้คำว่า "ไกล่เกลี่ย" เป็นเรื่องบังหน้า แบบนี้ผมว่าคำพิพากษาอาจจะคือคำตอบ

#ทนายอาชัญ

เป็นหนี้อย่าคิดหนี เดี๋ยวผมให้เซียนจัดการ
10/01/2026

เป็นหนี้อย่าคิดหนี เดี๋ยวผมให้เซียนจัดการ

“ชนะคดีมีแต่คำพิพากษา เป็นแค่กระดาษใบเดียว แต่ไม่ได้เงิน ต้องทำยังไง?”

ผมทำงานด้าน บังคับคดีมาหลายปีเจอเคสแบบนี้แทบทุกวันลูกความพูดเหมือนกันหมดว่า

“ศาลตัดสินให้ชนะแล้ว แต่ทำไมยังไม่ได้สักบาท?” ขอพูดตรง ๆ แบบคนทำงานจริงนะครับ

คำพิพากษา = สิทธิ
แต่ การบังคับคดี = เงินสด

ถ้าไม่ลงมือบังคับคดี คำพิพากษาก็ไม่ต่างจากกระดาษใบหนึ่ง

1. เข้าใจก่อน: ศาลไม่เอาเงินมาให้เรา หลายคนเข้าใจผิด คิดว่า“ศาลตัดสินแล้ว เดี๋ยวลูกหนี้ต้องจ่าย” ความจริงคือศาลไม่ตามเงินให้เรา หน้าที่ตามเงิน เป็นของ “เจ้าหนี้” ล้วน ๆ

ถ้าเจ้าหนี้ไม่เดินเรื่องบังคับคดี = ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

2. ขั้นแรกที่ต้องทำทันที: ขอคัดคำพิพากษาเพื่อบังคับคดีหลังคดีถึงที่สุดแล้ว และขอออกหมายบังคับคดี เจอทรัพย์แล้วก็ลุยต่อเลย

⚠️ สำคัญมาก
คดีแพ่งมีอายุบังคับคดี 10 ปี ปล่อยให้ขาดอายุ = จบเลย เรียกเงินไม่ได้อีก

3. บังคับคดีแบบไหนได้เงินจริง?
จากประสบการณ์ตรง ผมขอสรุปแบบชัด ๆ

✅ ทางที่ได้เงินเร็วที่สุด
ยึดบัญชีธนาคาร
อายัดเงินเดือน / รายได้ประจำ
ยึดเงินในบัญชีธนาคาร

👉 ถ้าลูกหนี้มีงาน มีบัญชี = มีโอกาสได้เงิน

⛔ ทางที่เหนื่อยแต่ต้องทำ
ยึดรถ
ยึดที่ดิน
ยึดบ้าน
เพราะลูกหนี้ส่วนใหญ่ซ่อนทรัพย์โอนก่อนฟ้อง
ใช้ชื่อคนอื่นถือแทน

4. ปัญหาคลาสสิก: ลูกหนี้ไม่มีทรัพย์ ทำยังไง? เจอประจำครับ และขอพูดตรง ๆ

“ไม่มีทรัพย์วันนี้ ไม่ได้แปลว่าไม่มีตลอดชีวิต”

สิ่งที่ต้องทำคือ

สืบทรัพย์เป็นระยะ ติดตามการเปลี่ยนแปลงงาน เฝ้าบัญชีใหม่ รอจังหวะเงินเข้า หลายคดีผมได้เงิน หลังคำพิพากษา 3–5 ปี เพราะลูกหนี้เริ่มมีงาน มีธุรกิจ มีเงินหมุน

5. อย่ารอให้ลูกหนี้สำนึกเอง

ประสบการณ์จริงบอกเลยว่า ลูกหนี้ 99%!!! ไม่จ่ายเองยิ่งเราเงียบเขายิ่งใช้ชีวิตสบายการบังคับคดีที่ดีต้องเดินเรื่องต่อเนื่อง

"กดดันถูกจุด"
ใช้กฎหมายให้เป็น ไม่ใช่มีแต่คำพิพากษา

6. สรุป

✔️ ชนะคดี ≠ ได้เงิน
✔️ คำพิพากษาไม่มีค่า ถ้าไม่บังคับคดี
✔️ เงินจะมาได้ ต้อง “ลงมือ” ไม่ใช่แค่ “ถือคำพิพากษา”

ถ้าคุณกำลังถือคำพิพากษาอยู่ในมือถามตัวเองวันนี้เลยว่าคุณเริ่มบังคับคดีแล้วหรือยัง? เพราะในสนามจริง คนที่ได้เงิน คือคนที่เดินเกมเร็วกว่า

#เซียนหรั่งบังคับคดี
#รับสืบทรัพย์
#ตรวจกรรมสิทธิ์ที่ดิน
#อายัดเงินเดือน
#อายัดบัญชีธนาคาร
#ยึดที่ดินขายทอดตลาด
#ยึดทรัพย์ลูกหนี้

คดีฉ้อโกงเรื่องหนึ่ง ศาลพิพากษาจำคุกทั้งสองศาล แต่สุดท้ายเมื่อถึงศาลฎีกา “จำเลยไม่ติดคุก”บทเรียนของ โจทก์ และ จำเลย และก...
09/01/2026

คดีฉ้อโกงเรื่องหนึ่ง ศาลพิพากษาจำคุกทั้งสองศาล แต่สุดท้ายเมื่อถึงศาลฎีกา “จำเลยไม่ติดคุก”

บทเรียนของ โจทก์ และ จำเลย และการตัดสินใจในกระบวนการยุติธรรม

จากหัวข้อข้างต้น ผมขอเล่าประสบการณ์จากคดีฉ้อโกงคดีหนึ่ง ซึ่งมีมูลค่าความเสียหาย 3 ล้านกว่าบาท คดีนี้เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า

“ผลของคดี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้อกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ การตัดสินใจ และ ความเข้าใจ ของคู่ความในแต่ละจังหวะของคดีด้วย”

คดีนี้ ก่อนที่จำเลยจะมาพบผม จำเลยได้ ให้การรับสารภาพต่อศาล และเข้าใจว่า การเลื่อนอ่านคำพิพากษา คือการให้เวลาไปหาเงินมาชำระโดยไม่มีกำหนด จึงชำระให้โจทก์เพียง หลักหมื่นบาท และหยุดการชำระไปโดยสิ้นเชิง

ความเข้าใจคลาดเคลื่อนนี้ ส่งผลโดยตรงให้โจทก์ต้องมายื่นคำร้องขอให้อ่านคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นเห็นว่า

"จำเลยได้รับโอกาสในการบรรเทาความเสียหายแล้ว แต่กลับไม่แสดงความสำนึกและไม่ชำระหนี้
จึงพิพากษาจำคุก"

จำเลยยื่นอุทธรณ์ ขอความเมตตา แต่ยังคง ไม่ชำระหนี้เพิ่มเติม ทั้งที่ยอดหนี้สูงถึงกว่า 3 ล้านบาท

เมื่อคดีมาถึงจุดนี้ และจำเลยได้เข้ามาหาผม หน้าที่ของทนายความไม่ใช่เพียง “สู้คดี” แต่ต้องมองไปที่ ทางออกของชีวิตลูกความ ควบคู่กับ สิทธิของเจ้าหนี้

ผมประเมินแล้วว่า อุทธรณ์ของจำเลยตอนที่ยื่นไป ไม่เป็นผลแน่นอน สิ่งที่ต้องทำคือ พยายามเจรจากับโจทก์อย่างจริงจัง

รวมถึงการบริหารหนี้ทั้งในและนอกคดี เพื่อให้เกิดผลทางกฎหมายหลีกเลี่ยงการผลักลูกความไปสู่การหนีคดีหรือการล้มละลาย ซึ่งจะปิดโอกาสชีวิตในระยะยาว

ซึ่งก็เป็นไปตามคาด ผลของศาลอุทธรณ์ก็ไม่แตกต่างจากศาลชั้นต้น คือ "ยืนโทษจำคุก"

แม้การเจรจาจะไม่สำเร็จในช่วงแรก และขาข้างหนึ่งก็ต้องยืนอยู่ในคุกแต่การบริหารหนี้อย่างเป็นระบบ ก็ทำให้จำเลยสามารถรวบรวมเงินได้ก้อนหนึ่งประมาณ 1,500,000 บาท

ผมจึงจัดทำฎีกา โดยเน้นไปที่ การร้องขอความเมตตาอย่างมีเหตุผล สภาพครอบครัว อายุ อาชีพ ภาระ และบทบาทของจำเลยในการพยายามแสดงความรับผิดชอบต่อโจทก์ด้วยการนำเงินมาชำระค่าเสียหายจริง

และทุกประเด็นที่นำเสนอต่อศาล ล้วนเป็นความจริง ไม่ใช่การสร้างเรื่องเพื่อให้ศาลสงสารและเห็นใจ

ผลสุดท้าย ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ "รอลงอาญา" เปิดโอกาสให้จำเลยกลับไปดูแลครอบครัวและคนที่รัก และได้ประกอบอาชีพต่อไปในสังคม

อย่างไรก็ตาม การไม่ติดคุก ไม่ใช่การสิ้นสุดหน้าที่ที่ต้องชำระ เงินที่เหลือยังคงต้องชำระให้โจทก์จนครบถ้วน หากไม่ชำระ ก็ยังอาจถูกบังคับคดีหรือยึดทรัพย์ได้ในที่สุด

บทเรียนจากคดีนี้

ฝ่ายโจทก์
การวางเงื่อนไขและการบริหารความเสี่ยงต้องชัดเจน อย่าคาดหวังเพียงว่าจำเลยรับสารภาพแล้วจะได้เงินครบ หากไม่มีการกำหนดแนวทางที่รัดกุม

ฝ่ายจำเลย
การเลือกเชื่อคำแนะนำที่ “ทำให้คดีจบง่าย” โดยไม่เข้าใจผลระยะยาว อาจนำไปสู่การสูญเสียอิสรภาพในภายหลัง

การเจรจา
หากมองผลได้ผลเสียอย่างรอบด้าน บางครั้งการเจรจาอาจเป็นทางออกที่ดีกว่าการปล่อยให้คดีเดินไปจนสุดทาง

ผมเขียนบทความนี้ ไม่ใช่เพื่อสอนให้หลีกเลี่ยงโทษและหนีหนี้ แต่เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า ในกระบวนการยุติธรรม “ความรู้ ความเข้าใจ และการตัดสินใจในเวลาที่ถูกต้อง อาจเปลี่ยนผลลัพธ์ของชีวิตคนหนึ่งได้โดยสิ้นเชิง”

#ทนายอาชัญ
#รอลงอาญา
#บริหารหนี้คดีอาญา
#จ้างทนายสู้คดีอาญา
#จ้างทนายสู้คดีฉ้อโกง
#จ้างทนายฟ้องคดีอาญา
#จ้างทนายฟ้องคดีฉ้อโกง

มองยังไงก็ฉ้อโกง แต่ศาลยกฟ้องได้ยังไง?ในคดีอาญาทางธุรกิจ มีหลายคดีที่ “ผู้เสียหายมั่นใจว่าโดนโกง” แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาล ...
08/01/2026

มองยังไงก็ฉ้อโกง แต่ศาลยกฟ้องได้ยังไง?

ในคดีอาญาทางธุรกิจ มีหลายคดีที่ “ผู้เสียหายมั่นใจว่าโดนโกง”
แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาล กลับจบด้วย
คำพิพากษา “ยกฟ้อง”

หนึ่งในสถานการณ์ที่พบได้บ่อยคือ

เงินที่เอาไป ไม่ได้ถูกนำไปลงทุนจริงแต่ถูกนำมา วนจ่ายปันผลให้ผู้ลงทุนรายเดิมรูปแบบคล้ายแชร์ลูกโซ่ ผู้เสียหายรู้สึกว่า

“นี่คือฉ้อโกงชัด ๆ”

คำถามคือ…
คดีแบบนี้พลาดตรงไหน ศาลมองอะไร และอะไรที่ต้องระวัง

1. ศาลไม่ได้ดูแค่ “พฤติการณ์” แต่ดู “เจตนาในขณะรับเงิน”
หัวใจของความผิดฐานฉ้อโกงคือเจตนาทุจริตตั้งแต่ต้นไม่ใช่ดูแค่ว่าเงินถูกเอาไปใช้อย่างไรในภายหลัง
หรือระบบการจ่ายเงินจะผิดปกติแค่ไหน หากขณะรับเงินจำเลยยังมีแผนดำเนินธุรกิจ ยังพยายามทำกิจการต่อยังมีการจ่ายผลตอบแทน แม้จะเอาเงินรายใหม่มาจ่ายรายเก่า ศาลอาจเห็นว่า

“เป็นความผิดพลาดทางธุรกิจ”

“ไม่ใช่เจตนาโกงตั้งแต่ต้น”

2.จุดที่คดี “พลาด” บ่อยที่สุด: หลักฐานไม่ชี้เจตนาโกง หลายคดีผู้เสียหายมีหลักฐานว่า เงินไม่ได้ถูกนำไปลงทุนจริง ระบบการเงินไม่โปร่งใส แต่ไม่มีหลักฐานว่าในวันรับเงิน จำเลยตั้งใจไม่ทำตามที่พูด

การที่จำเลยพูดกับเราแบบนั้นก็เพื่อให้เรายอมลงทุน/มอบเงิน เช่น ไม่มีข้อความหลอกลวงเพื่อให้ยอมมอบเงินลงทุน ไม่มีเอกสารเท็จที่ทำให้เราเข้าใจว่าธุรกิจของจำเลยมีอยู่จริง ไม่มีการปิดบังข้อเท็จจริงสำคัญ

ผลคือ ศาลมองว่า

“เป็นข้อพิพาททางแพ่ง ไม่ใช่คดีอาญา”

3. จุดที่ “ควรเสนอให้ศาลเห็น” หากจะพิสูจน์ว่าเป็นฉ้อโกง
ในมุมทนาย คดีลักษณะนี้ต้องชี้ให้ศาลเห็นให้ได้ว่า
• จำเลย รู้ตั้งแต่ต้นว่าไม่สามารถทำได้จริง
• มีการ โฆษณาหรือรับปากเกินความเป็นจริง
• มีการ ปิดบังความเสี่ยงหรือสถานะการเงิน
• เงินถูกนำไปใช้ส่วนตัวตั้งแต่แรก ไม่เกี่ยวกับกิจการเลยหรือกิจการนั้นไม่มีอยู่ตั้งแต่แรก
• หลักฐานที่มีน้ำหนัก เช่น แชท / อีเมล / เอกสารเสนอการลงทุน เส้นทางการเงิน พฤติการณ์ก่อนและหลังรับเงินที่ขัดกันชัดเจน

4. จุดที่ต้อง “ระวัง” มากที่สุดสำหรับผู้เสียหาย
• การรับเงินคืน
• การรับปันผลบางส่วน
• การยังลงทุนต่อหลังเริ่มสงสัย
• สิ่งเหล่านี้อาจถูกใช้เป็นข้ออ้างว่า ผู้เสียหาย “ยอมรับความเสี่ยง” หรือ “ยังเชื่อในกิจการ” ซึ่งส่งผลต่อการวินิจฉัยเรื่องเจตนา

คดีที่ “มองยังไงก็โกง” อาจ ไม่ชนะในศาล หากไม่สามารถพิสูจน์เจตนาทุจริตตั้งแต่ต้นได้ ศาลไม่ได้ตัดสินจากความรู้สึก แต่ตัดสินจากพยานหลักฐาน และข้อเท็จจริง

#ทนายอาชัญ
#สู้คดีฉ้อโกง
#ฟ้องฉ้อโกง
#ยกฟ้องฉ้อโกง
#หลอกลงทุน
#แชร์ลูกโซ่

รับสารภาพแล้ว แต่จำเลยไม่ติดคุกหนำซ้ำศาลยังให้เลื่อนคดีออกไปเพื่อให้จำเลยชำระหนี้อีกแล้วแบบนี้…จำเลยจะหนีไหม?ในทางปฏิบัต...
07/01/2026

รับสารภาพแล้ว แต่จำเลยไม่ติดคุก
หนำซ้ำศาลยังให้เลื่อนคดีออกไปเพื่อให้จำเลยชำระหนี้อีกแล้วแบบนี้…จำเลยจะหนีไหม?

ในทางปฏิบัติของคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับหนี้ ไม่ว่าจะเป็นคดีเช็ค คดียักยอก หรือคดีฉ้อโกง หรืออื่นๆ โดยเฉพาะคดีความผิดต่อส่วนตัว สิ่งหนึ่งที่โจทก์จำนวนมากรู้สึกไม่สบายใจ คือ

“จำเลยรับสารภาพแล้ว แต่กลับไม่ถูกคุมขังทันที”

และยิ่งไปกว่านั้น ศาลยังมีคำสั่ง เลื่อนคดี เพื่อเปิดโอกาสให้จำเลยชำระหนี้เพิ่มเติมคำถามที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ

“แล้วแบบนี้ จำเลยจะหนีหรือไม่?”

คำถามนี้ ผมเจอจากโจทก์แทบทุกคดีอาญาที่มีเรื่องของหนี้มาเกี่ยวข้องด้วย ในทางกฎหมายการรับสารภาพ ไม่ได้แปลว่าต้องติดคุกทันทีเสมอไปโดยเฉพาะคดีที่อัตราโทษไม่สูง และจำเลยแสดงเจตนาจะชดใช้เงินคืนศาลมองว่าถ้าให้จำเลยติดคุกทันทีโจทก์อาจไม่ได้รับเงินคืนเลยจึงเปิดโอกาสให้ชำระหนี้ก่อนภายใต้เงื่อนไขประกัน และการควบคุมของศาล

ซึ่งผมขออธิบายประเด็นนี้แบบให้อยู่บนหลักการของกฎหมายและแนวปฏิบัติของศาล คือ

1. การรับสารภาพ ≠ ต้องติดคุกทันทีเสมอไป

หลายคนเข้าใจว่า เมื่อจำเลยรับสารภาพแล้ว ศาลต้องพิพากษาและส่งตัวเข้าเรือนจำทันที แต่ในความเป็นจริง กฎหมายอาญาไทยให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะคดีที่อัตราโทษไม่สูงจำเลยไม่เคยต้องโทษมาก่อน หรือจำเลยมีพฤติการณ์สำนึกผิด และมีความพยายามเยียวยาความเสียหายแก่ผู้เสียหายศาลสามารถพิจารณารอการลงโทษหรือเลื่อนการพิพากษาเพื่อเปิดโอกาสให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้ครบถ้วนก่อน

2. เหตุใดศาลจึง “ให้เวลา” จำเลยชำระหนี้

ในมุมของศาล เป้าหมายของคดีลักษณะนี้ไม่ใช่เพียงการลงโทษแต่คือ การทำให้ผู้เสียหายได้รับเงินคืนจริง หากศาลพิพากษาจำคุกทันทีผู้เสียหายอาจไม่ได้รับเงินคืนจำเลยและอาจจะต้องเสียเวลาไปฟ้องเป็นคดีแพ่งต่างหาก ศาลจึงมักเลือกแนวทาง “ให้โอกาสจำเลยพิสูจน์ความสำนึกผิดและอยากแก้ไขสิ่งที่ทำ ด้วยการชำระหนี้ตามที่ตกลงไว้”

3. แล้วแบบนี้…จำเลยจะหนีไหม?

คำตอบตรงไปตรงมาคือมีทั้งกรณีที่หนี และกรณีที่ไม่หนีแต่ในทางปฏิบัติ ศาลไม่ได้ปล่อยจำเลย “แบบไร้หลักประกัน” โดยทั่วไปจะมีเงื่อนไขควบคุม เช่น การประกันตัวด้วยเงินหรือหลักทรัพย์ การกำหนดนัดรายงานตัว/หรือนัดฟังผลการชำระหนี้ นั้นมีคำเตือนชัดเจนว่า หากผิดนัดหรือหลบหนี จะถูกริบเงินประกันซึ่งเป็นผลร้ายต่อจำเลยคือ จำเลยอาจจะได้รับการลงโทษจำคุกจริง จำเลยจำนวนไม่น้อยเลือก ไม่หนีเพราะรู้ดีว่าหากหนี จะถูกจำคุกจริงๆ เงินประกันจะถูกริบ และโอกาสในการขอความเมตตาจากศาลจะหมดไปทันที ทั้งตัวจำเลยก็มีครอบครัวอยู่เป็นหลักแหล่ง การงานธุรกิจก็ยังดำเนินการอยู่ การรับสารภาพและเลือกที่จะผ่อนชำระจนหมด เพื่อให้โจทก์ถอนฟ้องให้จึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่าหนี

4. สิ่งที่โจทก์ควรเข้าใจ และควรระวัง

โจทก์ควรติดตามคดีอย่างใกล้ชิดตรวจสอบเงื่อนไขที่ศาลกำหนด ดูเงื่อนไขการผ่อนชำระ ต้องดูว่าสามารถเป็นไปได้ และหลักประกันที่จำเลยมีอยู่ ต้องสมเหตุสมผลให้จำเลยผ่อนชำระได้จริง และต้องเก็บหลักฐานการชำระหนี้ทุกงวดและหากจำเลยผิดนัด ควรรีบแจ้งศาลหรือทนายความทันทีเพราะการ “ให้โอกาส” ของศาลไม่ได้หมายความว่าโจทก์เสียเปรียบหากใช้กระบวนการทางกฎหมายอย่างถูกต้อง

ดังนั้น

การที่จำเลยรับสารภาพแล้วไม่ถูกจำคุกทันทีไม่ใช่ความผิดพลาดของกระบวนการยุติธรรม แต่เป็น ความพยายามของศาลในการสร้างความยุติธรรมที่สมดุลระหว่างการลงโทษผู้กระทำผิดและการเยียวยาผู้เสียหายให้ได้รับสิ่งที่ควรได้คืนคำถามว่า “จำเลยจะหนีไหม”จึงไม่ใช่คำถามที่ตอบด้วยอารมณ์แต่ต้องตอบด้วย ข้อเท็จจริง เงื่อนไขทางกฎหมาย และพฤติการณ์ของคดีนั้นๆ หากคุณเป็นโจทก์การมีทนายที่เข้าใจเกมคดีแบบนี้ และสามารถบริหารความเสี่ยงให้กับคุณได้ และคอยดูแลอย่างใกล้ชิด จะช่วยปกป้องสิทธิคุณได้อย่างมาก

#ทนายอาชัญ
#รับสารภาพรอฟังผลชำระหนี้
#รับสารภาพขอผ่อนชำระให้โจทก์
#รับสารภาพไม่ติดคุก
#ประกันตัวคดีอาญา
#ชำระหนี้แล้วรอลงอาญา
#ทนายสู้คดียักยอก
#ทนายสู้คดีฉ้อโกง

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ทนายอาชัญผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์